TranslatedFictions

Fic (Roger/Rafa) Before Summer Rain by Hola Kherida 2/2

posted on 20 Aug 2013 13:00 by translatefiction  in TranslatedFictions  directory Fiction

Fic (Roger/Rafa) Before Summer Rain by Hola Kherida 2/2

ตอนที่ 1

Download ทั้งหมด -> http://bit.ly/164IIRx

วันอังคารก็เป็นอีกวันที่ท้องฟ้าเป็นสีเทาทะมึน ลมหนาวพัดรุนแรง บ่งบอกว่าวันนี้ฝนจะตกแน่นอน อากาศมันกดดัน หนักหน่วง เหมือนความรู้สึกในใจเขาไม่มีผิด

โรเจอร์ลืมตามองเพดาน เขานอนไม่หลับ ที่นอนข้างตัวเขาว่างเปล่า เมอร์ลาไม่อยู่อีกแล้ว เธอย้ายไปนอนอีกห้อง ย้ำเตือนเขาว่าพวกเขาขาดกันแล้วจริงๆ นาฬิกาข้างเตียงบอกเวลาตีห้ากว่า โรเจอร์เลื่อนตัวลงจากเตียง เขาหยิบเสื้อยืดจากเมื่อวานขึ้นมาใส่ หยิบกระเป๋าเงิน กุญแจ แต่ทิ้งมือถือเอาบนโต๊ะข้างเตียง

 

มันเช้าเกินกว่าที่จะมีคนขวักไขว่ โรเจอร์เลยเดินได้อย่างสบายใจ เขาเดินไปสี่บลอคกว่าจนถึงเมอร์ริออทที่อยู่ข้างสนามเทนนิส หมวกเบสบอลบังใบหน้าเขาไปกว่าครึ่ง เหม่อลอยนึกถึงความฝันเมื่อคืน โรเจอร์ไม่ใช่คนที่ฝันบ่อยนัก แต่เมื่อคืนเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่เขาฝัน เขาฝันว่าเขาอยู่ที่เซนเตอร์คอร์ท (note: centre court เป็นสนามแข่งวิมเบอร์ดันค่ะ) พระอาทิตย์กำลังตก เปลี่ยนสีหญ้าจากเขียวเป็นอมเหลือง ฝันถึงเมลเบิร์น คืนนี้ดวงดาวพร่าเลือนจากน้ำตาในดวงตาของเขา ฝันถึงมอนติคาร์โล กลิ่มทะเลรอบกาย และร่างบึกบึนที่กอดก่ายเขาเอาไว้ เมอร์คาที่อยู่ในความคิดของเขาในวันนั้น แต่ราฟากลับเป็นคนที่เขาเลือกจะไปหา

 

เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาฝันถึงเรื่องพวกนั้นเพราะอะไร เขารู้แค่ว่ามันทำให้เขาตื่นขึ้นมาอย่างเจ็บปวด ...พร้อมกับความรู้สึกเดียวคือ... เขาอยากเจอราฟา โรเจอร์หลับตา อยากเจอเด็กหนุ่มเหลือเกิน

 

เพราะฉะนั้นเขาถึงมาอยู่ที่นี่ ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นในนิวยอร์คที่ลอบบี้โรงแรม เดินหลบยามรักษาความปลอดภัย ถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาว่าทำไมเขามาที่นี่  เสียงลิฟท์ดังทำให้โรเจอร์สะดุ้ง ร่างโปร่งรีบสาวเท้าเข้าไป ก่อนจะหยุดนิ่ง ... ราฟาเดินออกมาจากลิฟท์นั้น นักเทนนิสชาวสเปนใส่หูฟัง และโรเจอร์รู้ทันทีว่าอีกคนเห็นเขาแล้วเมื่อสายตาของราฟามองตรงมาที่เขาอย่างประหลาดใจก่อนจะเปลี่ยนเป็นสับสน และท้ายที่สุดคือเป็นห่วง

 

“โรเจอร์” เสียงราฟาเรียกชื่อเขาเบาๆ พร้อมกับจับแขนเขาแล้วดึงอีกคนหลบสายตาพนักงาน เสียงของราฟาไม่ใช่เสียงของเด็กหนุ่มที่เรียกเขาอย่างอ้อนๆอีกแล้ว มันเปลี่ยนเป็นเสียงแข็งๆ ทำให้เขารู้ตัวว่าเขาไม่ได้ยินเสียงราฟาเรียกเขานานขนาดไหนกันแล้ว... นานมากแล้วจริงๆ

“คุณมาทำอะไรที่นี่”

 

โรเจอร์ต้องใช้เวลาชั่วครู่ก่อนที่จะเรียบเรียงความคิดแล้วตอบออกมาได้

“นายตื่นเช้านะ”

 

ราฟาเอียงคอแล้วจ้องหน้าเขานิ่ง ปากเม้มสนิท

“ผมกำลังจะออกไปวิ่งตอนเช้า”

 

“ดูเหมือนวันนี้ฝนจะตกนะ”

 

“คงเป็นตอนสายๆ”

 

“ฉันอยากจะพูดกับนาย” โรเจอร์พูดออกมาในที่สุด เขาสูดหายใจลึกแล้วพูดซ้ำอีกครั้งช้าๆ

“ฉันอยากจะพูดกับนาย ถ้านายมีเวลา”

 

ราฟาไม่ตอบ คิ้วของอีกคนขมวด ความเงียบงันทำให้โรเจอร์ขยับตัวอย่างกระสับกระส่าย แต่สายตาเขามองที่ราฟา เขาอยากให้อีกคนรู้ว่าเขาหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ

 

“คุณบอกว่าผมจะตกอย่างนั้นหรือ”

 

“ใช่ แต่คงไม่ใช่เช้านี้”

 

“แต่ฝนจะตก” ราฟาถอดหูฟังที่พาดไหล่เขาออก ม้วนเก็บใส่กระเป๋ากางเกง มือของชายหนุ่มนิ่งไม่สั่น เช่นเดียวกับเสียงของเขา

“คุณอยากจะไปคุยข้างบนไหม ในห้องของผม”

 

โรเจอร์พยักหน้าแล้วเดินตามราฟาเข้าไปในลิฟท์ พวกเขายืนห่างกันเท่าที่พื้นที่แคบๆจะทำได้ ราฟากดปุ่มชั้นเจ็ด ก่อนจะหันมามองโรเจอร์

“เมอร์คาเป็นยังไงบ้างครับ”

 

“สบายดี” โรเจอร์พูดเรียบๆ

 

ราฟาพยักหน้า “งั้นก็ดีแล้วครับ”

 

ชายหนุ่มเงียบเขาไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ได้แต่ฟังเสียงลิฟท์เคลื่อนขึ้นไปทีละชั้น จนในที่สุดมันก็หยุดและเปิดออก เสียงฝีเท้าของพวกเขาดังก้องในทางเดินที่เงียบสนิท ราฟาเปิดประตูห้อง ให้โรเจอร์เดินเข้าไป พร้อมกับพึมพำเบาๆ

“ขอโทษด้วยที่ห้องรกไปห้อย ผมพยายามจะไม่ทำรกมากแต่ว่า...” ชายหนุ่มส่ายหน้าแล้วรีบเดินไปเก็บเสื้อผ้าที่กระจายบนพื้น ม้วนเก็บสายไฟจากเครื่องคอมพิวเตอร์บนโต๊ะ และเครื่องเล่นเกมส์

 

ภาพตรงหน้าทำให้โรเจอร์ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ...ความยุ่งเหยิง คาดเดาไม่ได้ นี้แหละคือราฟา คนที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตและสามารถเปลี่ยนโลกที่อยู่รอบตัวเขาได้ ร้อนแรงและทรงพลังเหมือนพระอาทิตย์

 

ราฟาชี้ไปที่โซฟาและบอกให้เขาเดินไปนั่ง โดยไม่ลืมที่จะไปหยิบกองผ้าขนหนูที่วางซ้อนๆบนเก้าอี้ออกไปก่อน โรเจอร์นั่งลงพร้อมไขว่ห้าง ส่วนราฟาเดินไปนั่งที่ที่เท้าแขนของโซฟาข้างๆ ตลอดเวลาสายตาของชายหนุ่มไม่ละจากหน้าเขา

“คุณอยากคุยเรื่องอะไร” ราฟาถามเสียงนิ่ง

 

“ทุกอย่าง อะไรก็ได้” โรเจอร์ก้มมองที่มือของเขา มันประสานกันอีกแล้ว เขาตื่นเต้น

“พวกเราไม่ได้คุยกันนานแล้วนะ”

 

“ก็พวกเรายุ่งทั้งคู่ จริงไหม”

 

“ใช่... แต่ว่า...” โรเจอร์เงยหน้าขึ้น ราฟามองมาที่เขา อีกคนขมวดคิ้วเหมือนไม่เข้าใจโรเจอร์

“คนจากไนกี้บอกว่าฉันควรจะเงียบ พวกเขาบอกว่าห้ามฉันพูดอะไรออกไป แล้วพวกเขาจะจัดการเอง ...แต่นั้น... นั้นไม่ได้หมายความว่าฉันควรจะไม่สนใจนายเลย ราฟาฉันขอโทษ”

 

“ผมเข้าใจโรเจอร์ ผมเข้าใจ”

 

“แล้วฉันกับเมอร์คาก็กำลังทะเลาะกัน”

 

“เกี่ยวกับไนกี้เหรอ”

 

“ไม่ใช่... เกี่ยวกับ... การที่ฉันพยายามจะส่งอีเมล์หานายช่วงสุดสัปดาห์ แต่ฉันก็เขียนไม่ออก เมอร์คาเห็นสิ่งที่ฉันเขียนในคอมพิวเตอร์ของฉัน แล้วเธอก็... ไม่รู้สิ ...คิดว่าพวกเราควรจบกันแล้ว”

 

ราฟาไม่พูดอะไรออกมาเป็นเวลานาน และเมื่อชายหนุ่มพูดออกมา น้ำเสียงมันก็เจือความเจ็บปวดลึกๆเอาไว้

“ทำไมคุณมาบอกผมเรื่องนี้โรเจอร์ คุณอยากให้ผมไปบอกเมอร์คาเหรอว่าระหว่างเราไม่มีอะไร เพราะถ้าอย่างนั้นผมเดินไปหาเธอตอนนี้เลยก็ได้”

 

“ไม่...”

“นั้นไม่ใช่..” โรเจอร์เสยผมอย่างหงุดหงิด

“มันก็แค่เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นตอนนี้ ทั้งสื่อ ทุกคนกำลังพูดเกี่ยวกับนาย ให้ตายสิราฟาฉันพูดจากไม่รู้เรื่องเลยใช่ไหม ...”

“...ฉันก็แค่อยากจะรู้ว่าตอนนี้นายเป็นยังไงบ้าง”

 

“คุณไม่จำเป็นต้องเดินมาหาผมเช้าขนาดนี้เพื่อถามเรื่องแค่นั้นก็ได้โรเจอร์” เสียงของราฟานุ่มนวลอย่างประหลาด

“และผมสบายดี คุณไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอกครับ เดี๋ยวเรื่องก็ซาไปเอง”

“เดี๋ยวพวกปาปารัซซี่คงมีข่าวใหม่ให้เล่นอีกไม่นาน เบนิโต้บอกว่าพอถึงออสเตรเลียนโอเพ่นเรื่องของผมคงเป็นข่าวเก่าไปแล้ว”

 

“ฉันไม่ได้เป็นห่วงเรื่องสื่อ ฉันก็แค่... แค่ไม่ชอบที่นายต้องรับเรื่องบ้าๆทั้งหมดนี้อยู่คนเดียว”

“พวกเราทุกคนก็รู้ว่าไม่ใช่แค่นาย ยังมีคนอื่นในร้อยอันดับแรกที่เป็นอย่างนี้อีกเยอะแยะ แล้วนายจำได้ไหมเรื่องที่คิงออกมาให้สัมภาษณ์ไม่กี่ปีก่อน เธอบอกว่าเธอหวังว่าสักวันวงการเทนนิสชายจะเปิดกว้างมากกว่านี้ เหมือนกับที่ฝั่งเทนนิสหญิงเป็นในตอนนี้ แล้วเธอบอกว่าสิ่งที่ต้องทำก็คือแค่มีคนอันดับต้นๆสองสามคนที่กล้าจะออกมาพูด” โรเจอร์เงียบแล้ก้มหน้าลงมองดูมือของตัวเองอีกครั้ง

“...ฉันคิอว่าสถานการณ์แบบนี้แหละที่เธอหมายถึง”

 

ราฟาถอนหายใจ

“แต่เธอจะไม่บังคับให้คุณเอาอาชีพของคุณออกมาเสี่ยง” ราฟาพูดเบาๆ ก่อนจะเงียบไปนาน

“ผมคุยกับคิงเมื่อวาน เธอโทรมาหาผม เธอบอกว่าเธอช่วยได้ถ้าผมอยากจะแถลงข่าวเป็นทางการสัปดาห์หน้าในสหรัฐ เธออยากช่วย เธอรู้จักสื่อที่นี่”

 

“นายอยากทำไหม”

 

“ไม่รู้สิครับ ลุงโทนี่อยากให้ผมรอจนกว่า US Open จะจบ ข่าวใหม่ๆจะได้ไม่กวนใจผม” ราฟายักไหล่

“แต่บางครั้งผมก็รู้สึกว่า นี้อาจจะเป็นไม่กี่ครั้งที่ผมอยากจะทำอะไรที่สำคัญมากกว่าแค่เล่นเทนนิส”

 

“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน” โรเจอร์ตอบ เพราะนั้นคือความจริง

 

“คุณคิดว่าผมควรแถลงข่าวเหรอ”

 

“ฉันคิดว่ามีบางอย่างที่สำคัญมากกว่าเทนนิสต่างหาก”

 

ราฟายิ้มออกเป็นครั้งแรกตั้งแต่โรเจอร์เห็นชายหนุ่ม

“แล้วสำหรับคุณอะไรคือสิ่งที่สำคัญพวกนั้นบ้างล่ะครับ”

 

“ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ” โรเจอร์หยุด เขาลังเลที่จะพูดต่อ เรียบเรียงคำพูดให้ดีที่สุดก่อนจะพูดออกไปช้าๆให้แน่ใจว่าราฟาเข้าใจ

“ทำสิ่งที่ถูกต้อง และทำตามหัวใจตัวเอง”

 

“สิ่งสำคัญของคุณนี้ยากๆทั้งนั้นเลยนะครับ”

 

“แต่ฉันถามหน่อย ถ้านายมีโอกาส นายจะทำสิ่งที่ถูกต้องไหม”

 

“แน่นอน อย่างน้อยผมจะต้องพยายาม”

 

โรเจอร์พยักหน้า บอกกับตัวเองมากกว่าราฟา

“ฉันเหมือนกัน”

 

“คุณตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง” ราฟาพูดออกมา และมันไม่ใช่คำถาม

 

“ใช่”

 

“โรเจอร์อย่า”

 

โรเจอร์เงยหน้าขึ้น

“ทำไมล่ะ ฉันมีสิทธิมากเท่าๆกับทุกคนที่จะพูดตามที่ฉันคิดไม่ใช่รึไง นอกจากนั้น ฉันยังคง...”

 

“ไม่” เสียงราฟาแข็ง

“ผมไม่อยากดึงคุณลงมายุ่งด้วย”

 

“แต่ฉันต้องทำสิ่งที่ถูก”

 

“ไม่ มีทอปเทนคนอื่นพูดออกมาแล้ว โนแวคพูดเรื่องนี้แล้ว หลายๆคนฟังเขา และพวกเขาสนับสนุนผม คุณไม่จำเป็นต้องเสี่ยงตัวเองเพื่อช่วยผม เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่อะไรที่คุณต้องรับผิดชอบเลย”

 

“ราฟา ฉันไม่ได้ทำเพียงเพราะฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรอกนะ” โรเจอร์หลับตา ก่อนจะพูดต่อ

“ฉันรู้ว่านาย... รู้ว่านายคงไม่ได้คิดอย่างเดียวกันฉันอีกแล้ว แต่ฉันเป็นห่วงนายนะ นายเป็นคนที่สำคัญสำหรับฉัน ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม ฉันแคร์ทุกอย่างของนายนะราฟา ห่วงนายมากกว่าใครเสมอ”

 

ความเงียบอึดอัดคือคำตอบที่โรเจอร์ได้รับ ชายหนุ่มไม่ขยับตัวหรือทำอะไรด้วยซ้ำ ร่างสูงนั่งนิ่งมองตรงมาที่เขา ส่วนโรเจอร์เขาได้แต่กลั้นหายใจ รอที่จะได้ยินคำปฏิเสธ หรืออะไรสักอย่าง ข้างนอกฟ้าคำรามลั่น พายุกำลังจะมา

 

ในที่สุดราฟาก็ส่ายหน้า แล้วส่ายหน้าซ้ำอีกครั้ง

“คุณไม่รู้ได้ยังไง จนถึงป่านนี้แล้วโรเจอร์” เสียงของชายหนุ่มเบาจนโรเจอร์แทบไม่ได้ยิน เหมือนเจ้าตัวกำลังพึมพำกับตัวเองมากกว่าพูดกับเขา  

“ผมเคยพูดออกไปแล้ว นานแล้วเหลือเกิน ตั้งแต่ครั้งแรกด้วยซ้ำ te quiero และมันยังไม่เปลี่ยน”

 

“แต่ว่านาย...” โรเจอร์กระแอมเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ

“คนที่นายถูกถ่ายรูปด้วย”

 

“มานาโลเหรอ เขาเลิกกับผมแล้ว เพราะผมอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบเขากับคุณ” เสียงของราฟาเศร้า ตาสีน้ำตาลมองตรงมาที่เขา

“ผมเปรียบเทียบทุกคนกับคุณเสมอ และไม่ว่าไม่ไหร่ ก็ไม่มีใครเอาชนะคุณได้”

 

”... ฉันไม่รู้”

 

“แต่คุณมีเมอร์คา คุณมีทุกอย่าง เรื่องเล็กๆอย่างความรู้สึกของผมคงไม่สำคัญ”

 

โรเจอร์บอกตัวเองให้ตายใจ เขาเดินมาหยุดที่โซฟาที่ราฟานั่งอยู่ มือของเขาสั่นเมื่อเลื่อนไปจับมือของราฟา มือของอีกคนแข็งสาก... ก็คงไม่ต่างจากเขา มือของนักเทนนิส เต็มไปด้วยรอยแผลจากการถือไม่แรคเก็ตเป็นเวลานาน แต่มันก็อบอุ่นด้วยเช่นกัน

 

“แต่ฉันไม่มีนาย” โรเจอร์พูดเบาๆ

“การไม่มีนายเป็นสิ่งเดียวที่มีความหมาย”

 

“อย่า... โรเจอร์ อย่าพูดอะไรแบบนี้” เสียงราฟาเบาไม่ต่างจากเสียงกระซิบ ฟ้าผ่าแปลบ และแสงของมันลอดเข้ามาในห้องนี้ ทำให้โรเจอร์เห็นดวงตาเจ็บปวดของราฟาได้อย่างชัดเจน... เขาเคยไม่เห็นได้ยังไงกัน

 

“จัดแถลงข่าวเถอะ” โรเจอร์พูดพร้อมขยับตัวเข้าไปใกล้ราฟา มือวางบนไหล่อีกคน ดวงตาของพวกเขาผสานกันนิ่ง

“ให้ฉันอยู่เคียงข้างนาย

 

ราฟาเลียริมฝีปาก “ไม่ ผมจะไม่ทำ”

 

“ได้โปรดเถอะราฟา ให้ฉันทำอย่างนี้กับนาย”

 

“ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยโรเจอร์”

 

สายตาของโรเจอร์หยุดที่ริมฝีปากของราฟา เขามองที่หน้าของอีกคนใกล้ๆ รอบตาเป็นร่องรอยจากการยิ้ม ผีสีแทนจากแดด เขาอยากจะสัมผัสทุกส่วนของราฟา แม้อีกคนจะยอมแค่เพียงวินาทีเดียว แต่มันก็เพียงพอแล้วที่จะต่ออายุให้เขา

 

“ฉันคิดว่าพวกเราเคยมีความคิดที่แย่กว่านี้อีก” โรเจอร์พูดเบาๆ ก่อนที่จะหลับตา ปล่อยให้เสียงฟ้าร้องเพิ่มความกล้าให้เขา ขณะที่นักเทนนิสชาวสวิสก้มหน้าลงไปสัมผัสริมฝีปากกับคนที่ยังคงนั่งอยู่บนโซฟา ซึ่งมันอะไรที่แปลกใหม่ เขาไม่ได้จูบผู้ชายตั้งแต่ราฟา และราฟา... ไม่ได้โกนหนวดมาสองสามวัน

...แต่ที่สำคัญที่สุดราฟายังคงมีรถชาติเหมือนเขาดื่มพระอาทิตย์ อยู่ใต้แสงแดดร้อนแรง ลมทะเลของมายอก้า

และพวกเขาก็เข้าคู่กันได้อย่างไม่มีที่ติเหมือนเดิม

 

แต่ราฟายังคงฝืนตัวเองเอาไว้ ไม่โอนอ่อนไปตามใจนึก โรเจอร์รู้สึกถึงความตึงเครียดในร่างกายของอีกคน เขาเพิ่มความรุนแรงเข้าไปในจุมพิตนั้น ราฟาไม่ใช่ตัวเลือกที่สอง ไม่เลย ไม่ใช่ตัวเลือกด้วยซ้ำ ราฟาคือความจำเป็นของเขาและเขาอยากบอกทั้งหมดให้อีกคนได้รู้

ในที่สุดชายหนุ่มก็เปิดริมฝีปากออก มือข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นไปรั้งเอวโรเจอร์ ส่วนอีกข้างสอดเข้าไปในผมของเขา ดึงให้เขาใกล้ชิดมากขึ้น

 

มันเป็นจูบที่เปลี่ยนทุกอย่าง... เป็นจูบที่ทำให้เขารู้ตัวว่าสิ่งที่เขาโหยหาเหลือเกินคืออะไร จุมพิตจากคนตรงหน้า มันเหมือนเป็นแรงตบใส่หน้าเขา ทำให้เขาตื่นจากฝัน... ตื่นเพื่อจะมีชีวิตเพื่อคนตรงนี้

 

ราฟาเป็นคนหยุดก่อน ชายหนุ่มก้มหน้าลงถอนหายใจหอบ มือของเขายังคงกอดโรเจอร์เอาไว้ หน้าผากของพวกเขาแตะกัน ราฟายังคงหลับตาแน่นขณะพูดออกมา

“คุณทำแบบนี้ไม่ได้” ราฟากระซิบ

“คุณ... คุณมีเมอร์คา มันจะดูไม่ดี”

 

“ฉันตัดสินใจไปแล้ว” สายตาของโรเจอร์ไล่ไปตามริมฝีปากของอีกคน หนวดเคราสั้นๆจากการที่ไม่ได้โกนมาวันหรือสองวัน จดจำทุกอย่าง อุณหภูมิของราฟาที่ส่งผ่านหน้าผากของเขามา

“แล้วนี้ไม่เกี่ยวกับใคร มันเป็นเรื่องของฉัน... ฉันกับนาย...”

“พวกเขาจะเกลียดฉันเพราะฉันเลือกที่จะเดินในเส้นทางที่ฉันเลือกไม่ได้ พวกเขาจะบอกว่าฉันผิดที่ฉันสนับสนุนนาย เลือกทำสิ่งที่ฉันว่ามันถูกต้องไม่ได้”

“ราฟา... มันจะต้องไม่เป็นไร พวกเราจะต้องไม่เป็นไร”

 

ราฟาถอยออกมา มือเลื่อนมาจับแก้มโรเจอร์เอาไว้ บังคับให้อีกคนมองเข้าไปในนัยน์ตาของเขา

“แล้วหลังจากนั้นล่ะครับ” ตาของราฟาเต็มไปด้วยคำถาม ความไม่แน่ใจ

“หลังจากเรื่องนี้จบ... พวกเราจะเป็นอะไร”

 

โรเจอร์ยิ้ม ปัดปรอยผมที่ปกหน้าอีกคนออกอย่างรักใคร่

“นั้นเป็นเรื่องที่พวกเราต้องรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นว่าไหม”

“แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันแน่ใจและฉันพูดได้ตรงนี้เลยคือ ฉันไม่มีวันปล่อยนายไปอีกแล้ว บางทีฉันอาจจะพูดจาเอาแต่ใจ และนายจะไม่เชื่อฉันก้ได้ แต่ฉันสัญญากับตัวเองว่าฉันจะต้องทำให้เรื่องของเรามันเกิดขึ้นให้ได้”

“ราฟา ได้โปรดเชื่ออย่างหนึ่งว่าฉันเป็นห่วงนายสุดหัวใจ ไม่ว่าฉันจะอยู่ในสถาณะไหนก็ตาม”

 

ราฟาส่ายหน้าอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา เหมือนเจ้าตัวกำลังคิดหนัก โรเจอร์เม้มปาก รอคอยคำถอบ ข้างนอกเสียงลมพัดรุนแรง และทันใดนั้นราฟาก็ลุกขึ้น

 

“คุณต้องกลับไปแล้วโรเจอร์ ก่อนฝนจะตก” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับปล่อยมือเขา ถอยห่างปล่อยให้อากาศเข้ามาเติมระหว่างพวกเขา

“เมอร์คาคงเป็นห่วงคุณ”

 

“ราฟา...”

 

“โรเจอร์คุณมีคนรักอยู่แล้ว เธอไม่สำคัญรึไง แล้วครอบครัวคุณอีก พวกเขาจะคิดยังไง พวกเขาไม่สำคัญรึไง ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับครอบครัวอีกแล้วนะโรเจอร์”

 

โรเจอร์พูดไม่ออก เขาได้แต่มองหน้าราฟา

“ราฟา...” เขาไม่รู้แล้วว่าเขาควรจะพูดอะไรออกไปตอนนี้

“ฉันรู้ว่าฉันตอนนี้คงเหมือนไอบ้าสักคน แล้วนายคงไม่ได้รู้สึกอย่างเดียวกัน..”

 

“โรเจอร์ ไม่ คุณต้องกลับไปแล้วจริงๆ” ราฟาพูดตัดพร้อมกับจับมืออีกคนแล้วลากไปที่ประตู

 

“...แต่ฉันรักนาย”

 

ชายหนุ่มร่างสูงหมุนตัวหันหลังกลับมามองหน้าโรเจอร์ เวลาเหมือนหยุดเดิน ทั้งห้องเงียบมีเพียงแค่เสียงฟ้าร้องจากข้างนอกเท่านั้น โรเจอร์กลั้นหายใจแต่เขาจะไม่ถอนคำพูด เขามองหน้าราฟา หัวใจของเขาเต้นแรง ยิ่งกว่าวินาทีก่อนจะแข่งเสียอีก... และสิ่งที่เขาทำได้ก็คือ..รอ..

 

“โรเจอร์” ราฟาพูดช้าๆ

“คุณรู้ไหมว่าคำว่า ‘te quiero’ หมายความว่ายังไง”

 

“มะ...หมายความว่า...เอ่อ...” โรเจอร์พูดตะกุกตะกัก เขาไม่ได้เตรียมใจคิดว่าสิ่งที่ราฟาตอบกลับจะเป็นคำถามแปลกๆแบบนี้ เขามองใบหน้าสีแทนนิ่ง แต่สายตาของนักเทนนิสชาวสเปนก็ไม่ได้บอกอะไรเลย

“เอ่อ... ‘ฉันต้องการคุณ’ ... รึเปล่า” โรเจอร์ไม่แน่ใจ

 

ริมฝีปากของราฟาเหยียดขึ้นเป็นรอยยิ้ม มีรอยจางๆของความเศร้า ยอมแพ้ และประหลาดใจในดวงตาสีน้ำตาลของเจ้าของรอยยิ้มนั้น

“ไม่ใช่ครับ มันหมายความว่า ผมรักคุณ”

 

มันเหมือนมีใครเปิดไฟในหัวของโรเจอร์ ภาพทุกอย่างของพวกเขา ทุกการกระทำของราฟา มันย้อนกลับมาและมันสมเหตุสมผล ...ทำไมเขาถึงไม่เห็นมันก่อนหน้านี้นะ

“โอ้” โรเจอร์อุทานออกมาเบาๆ

 

ราฟายิ้มอีกครั้งแต่คราวนี้เขาดึงข้อมือของอีกคนเข้ามาด้วย ใบหน้าของพวกเขาห่างกันเพียงแค่คืบเท่านั้น โรเจอร์มองหน้าราฟาอย่างค้นหา แต่มันไม่จำเป็นอีกแล้วในเมื่อคนตรงหน้าเขาเปิดทุกอย่างให้เขารู้ตั้งแต่แรก เพียงแค่เขามอง เขาก็รู้ว่าราฟาคิดอะไร

“ใช่ครับ” ราฟาหัวเราะก่อนจะก้มลงจูบโรเจอร์ อีกครั้ง และอีกครั้ง เขาไม่หยุดแม้กระทั่งจนเมฆฝนเปลี่ยนเป็นหยดน้ำกระทบหน้าต่างข้างนอก แสงแปลบปลาบของสายฟ้าสาดเข้ามาในห้อง ...เพราะพวกเขาไม่จำเป็นต้องหยุดอีกแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตราบใดที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน ...ตราบใดที่เขายังคงมีราฟา

 

และโรเจอร์จำได้ที่แม่เขาเคยพูดครั้งตอนที่เขายังเป็นเด็กตัวเล็กๆที่วิ่งตัวสั่นร้องไห้ไปหาแม่ในคืนที่มีพายุ เธอบอกเขาว่าไม่มีอะไรต้องกลัวในพายุ เพราะอะไรรู้ไหมโรเจอร์ เพราะเมฆดำและพายุจะนำพาสายฝนลงมา แล้วฝนจะคืนชีวิตในกับโลก

จงอย่ากลัวพายุ เธอพูดพลางกอดเขาไว้แน่น มันอาจจะดูน่ากลัวในตอนแรก แต่มันก็จะไม่นาน ถ้าลูกอดทนและรอดู หลังจากพายุ ทุกอย่างจะมีชีวิตและสดใส

...หลังจากพายุ โลกจะเปลี่ยน

...........................................................................

 

พวกเขาทั้งคู่ต้องคุยกับทีมประชาสัมพันธ์ โรเจอร์คุยกับเมอร์คา และราฟาคุยกับมาม้าของเขา พวกเขาจะต้องผ่านพ้นมันไปให้ได้ พวกเขาจะต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง เพราะสุดท้ายแล้วถ้าไม่ใช่พวกเขา ไม่ใช่ตอนนี้ แล้วมันจะเปลี่ยนได้เมื่อไหร่กัน

 

ดังนั้นพวกเขาจึงต้องเลือกที่จะคุยกับทีมงาน ตัดสินใจ คิดแผนการทุกอย่าง ท่องคำถาม ซ้อมคำตอบ และเตรียมแถลงการณ์ หนึ่งหน้าครึ่ง เตรียมพร้อมสำหรับความสงสัย ความเคลือบแคลงใดๆ และการต่อต้าน

 

เมื่อถึงเวลา 5.58 นาฬิกาในบ่ายวันอาทิตย์ที่นิวยอร์ค วันสุดท้ายก่อนเริ่ม US Open พวกเขาก็ฟังเสียงพูดพึมพำของนักข่าว เสียงนั้นไม่ต่างอะไรจากเสียงพายุที่กำลังคืบคลานเข้ามา ข้างหลังประตูกระจกนั้น ราฟายืนนิ่งพิงกำแพง ส่วนโรเจอร์ได้แต่เดินไปเดินมาอย่างกระสับกระส่าย

 

พวกเขาพร้อมแล้ว พวกเขาจำเป็นต้องพร้อม

 

โรเจอร์เหลือบมองดูนาฬิกาอีกครั้ง 5.59 และอีกสิบวินาที โรเจอร์ขบริมฝีปาก สูดหายใจลึกแล้วมองหน้าราฟา ชายหนุ่มเปิดตาขึ้นเหมือนรับรู้ ตาสีน้ำตาลมองตรงกลับมาที่เขา เขาไม่รู้ว่าราฟากำลังคิดอะไร แต่ในหัวของเขา เขาคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดหลายปี ทุกๆอย่างที่ชักนำสู่เหตุการณ์ในวันนี้ สิ่งที่เขาเสียใจที่ทำลงไป...มากมายเหลือเกิน เขาทำให้หลายๆคนที่เขารักเจ็บปวดมากเหลือเกิน

...แต่มันไม่สายเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลง

 

หนึ่งในทีมงานเดินมาหาพวกเขาทั้งคู่ ในมือถือคลิปบอร์ดและโทรศัพท์มือถือ

“คุณเฟดเดอร์เรอร์และคุณนาดาลคะ ... พวกสื่อพร้อมแล้วค่ะ”

 

ราฟายันตัวขึ้น แล้วพยักหน้าในหญิงสาว ก่อนจะเดินมาจับมือโรเจอร์ นักเทนนิสชาวสวิสสูดหายใจลึกแล้วถามร่างสูงข้างตัวเบาๆขณะที่พวกเขากำลังจะเดินออกไป

“นายกลัวรึเปล่า”

 

ราฟาส่ายหน้า หลังตรง รอยยิ้มจางๆ พร้อมกับดวงตามีประกายวับส่งมาให้โรเจอร์

“ไม่ครับ ตราบใดที่คุณไม่กลัวเช่นกัน”

................................................................................

 

บทส่งท้าย: 2 สิงหาคม 2012

 

นัดสุดท้ายของเจ้าสนาม

ลอนดอน| 2 สิงหาคม 2012 | The HawkEye Courtside Report

 

เวลา 19.48 น. ขณะที่อาทิตย์ลับขอบฟ้าที่เซนเตอร์คอร์ท โรเจอร์ เฟดเดอร์เรอร์ เจ้าของหกถ้วยรางวัลวิมเบิลดัน และผู้ครองสถิติผู้ชนะ Grand Slam ถึง 17 ครั้ง จบการแข่งขันครั้งสุดท้ายในฐานะนักเทนนิสมืออาชีพ โดยพ่ายต่อนักเทนนิสร่วมชาติ สแตนนิส วาวริกา ในรอบที่ 3 ของลอนดอนโอลิมปิค ด้วยคะแนน 4-6, 7-6(1), 5-7

 

วาวริกาเดินมากอดเพื่อนนักเทนนิสและอดีตคู่หูที่เนต ทั้งคู่เคยจับคู่กันและคว้าเหรียญทองโอลิมปิคสำหรับเทนนิสชายคู่มาแล้วในปี 2008 ที่ปักกิ่ง ในทั้งหมดสี่โอลิมปิคเกมส์ที่เฟดเดอร์เรอร์เล่น เขาไม่เคยได้รับเหรียญทองจากการแข่งในฐานะชายเดี่ยวแม้แต่ครั้งเดียว

 

แต่แม้ว่าแมทช์นี้เฟดเดอร์เรอร์จะพ่ายแพ้ แต่เจ้าตัวก็ยังคงยิ้มแย้มขณะโบกมือให้แฟนๆรอบสนามแข่งที่พร้อมใจกันยืนตบมือให้อดีตมือหนึ่งของโลกชาวสวิสคนนี้ทันทีที่จบการแข่งเป็นเวลานานกว่าห้านาที

 

และในพิธีเกษียณอย่างเป็นทางการของเฟดเดอร์เรอร์หลังจบการแข่ง ก็มีนักเทนนิสมืออาชีพทั้งที่ยังคงแข่งและรีไทร์ไปแล้วร่วมมาให้เกียรติอย่างคับคั่ง เฟดเดอร์เรอร์ขึ้นกล่าวบทกลอน “If” ของรุดยาร์ด คิปลิง หลังจากรับถ้วยรางวัลเกียรติยศจากสมาคม แต่เฟดเดอร์เรอร์ก็เพิ่มข้อความจากใจของเขาขณะที่เขาพูดกับผู้มีเกียรติทั้งหลาย

“ขอบคุณ ขอบคุณทุกคนมากๆ ผมไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี เพราะพวกคุณทุกคนและวงการกีฬานี้มอบสิ่งวิเศษให้ผมมากมายเหลือเกิน การได้เดินบทเส้นทางสายนี้เป็นประสบการณ์ที่วิเศษที่สุด เป็นเกียรติอย่างใหญ่หลวง บางครั้งผมก็ได้แต่หวังว่าผมจะสามารถเล่นเทนนิสได้ตลอดไป (หัวเราะ) แต่เทนนิสและพวกคุณทุกคนจะอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป”

“ผมเกษียณแล้ว ให้ตายสิผมไม่ชอบคำนี้เลยจริงๆ (หัวเราะ) เทนนิสมอบสิ่งที่พิเศษให้ผมมาตลอด ช่วยให้ผมข้ามพ้นเวลาที่เลวร้าย มอบความทรงจำที่งดงามให้ผม ทุกครั้งที่ผมมองย้อนกลับไปไม่มีครั้งไหนเลยที่ผมจะไม่รู้สึกยินดีกับทางเดินนี้ และผมได้แต่หวังว่าหลังจากนี้ผมคงจะสามารถพูดแบบนี้ได้กับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของผม ขอบคุณมากครับที่มาร่วมงานนี้ เป็นเกียรติมากจริงๆ ขอบคุณครับ”

 

และในหมู่แขกผู้มาร่วมงานก็คือราฟาเอล นาดาล อดีตคู่แข่งคนสำคัญและเป็นคนรักของเฟดเดอร์เรอร์ในปัจจุบัน นาดาลแพ้ในรอบก่อนหน้า ได้มาดูเฟดเดอร์เรอร์ที่ที่นั่งพิเศษและให้กำลังใจนักเทนนิสชาวสวิสตลอดการแข่ง อดีตนักเทนนิสมือวางอันดับหนึ่งและสองของโลกออกมาเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะเมื่อฤดูร้อนที่แล้ว สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการกีฬาและเหล่าแฟนๆเป็นอย่างยิ่ง

 

เฟดเดอร์เรอร์ผู้ซึ่งเคยคิดจะเกษียณก่อนหน้านี้เปิดเผยว่านาดาลเป็นคนที่ทำให้เขาตัดสินใจเล่นต่อแม้ว่าอันดับของเขาจะตกต่ำก็ตาม

“ผมเคยพูดเสมอว่าผมอยากเล่นที่ลอนดอนโอลิมปิค เพราะว่าพวกเขาจะใช้สนามแข่งเดียวกับที่วิมเบิลดัน ซึ่งวิมเบิลดันเป็นทัวร์นาเมนต์ที่พิเศษสำหรับผมเสมอ” เฟดเดอร์เรอร์ให้สัมภาษณ์หลังจากการแข่งขันจบ

“และผมดีใจที่ผมตัดสินใจอย่างนั้น ผมดีใจที่ราฟาให้กำลังผมเสมอ บอกให้ผมเล่นต่อ อย่ายอมแพ้เพราะเขายังคงเชื่อมั่นในตัวผมเช่นเดียวกับคนอีกมากมาย ผมรู้สึกเหมือนเป็นคนที่โชคดีเหลือเกินที่ได้พบคนที่วิเศษเช่นนั้นในชีวิต”

 

คนที่วิเศษที่เฟดเดอร์เรอร์กล่าวถึงอาจจะรวมถึงอดีตคนรัก เมอร์โรสลาว่า วาวริเนค ผู้ซึ่งยอมรับว่าหลังจากเหตุการณ์ในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เธอกับเฟดเดอร์เรอร์ก็จบความสัมพันธ์กันด้วยดี และทั้งคู่ยังคงเป็น “เพื่อนที่ดี” ต่อกันหลังจากนั้นต่อไป

 

The End

 

Note: จบแล้วจ้า ^_^ ตอนเปิดมาตอนเช้าวันนี้ตกใจมากเลยที่มีหลายคนอ่านแล้วก็คอมเมนต์ตอนที่ 1 ด้วย ก้มหัวขอบคุณมากๆ ตอนแรกคิดว่าจะไม่มีใครอ่านจริงๆ เพราะเรื่องเอาจริงๆมันหนักๆ อึนๆ แถมเป็นเทนนิสอีก

เรื่องนี้คนเขียนเขียนได้ดีมาก คือมันจริงมากๆที่วงการกีฬาค่อนข้างมีปัญหากับรักร่วมเพศ ปีที่แล้วตอนที่นักฟุตบอล NFL ออกมาเปิดตัวนี้ฮือฮากันมาก คือที่เห็นว่าเปิดตัวๆ ส่วนใหญ่คือเปิดกันตอนหลังเกษียณกันเกือบทั้งนั้น เราอยากเห็นจริงๆนะที่ถ้าพวกหัวแถวต้นๆออกมายอมรับกันได้ มันน่าจะเปลี่ยนอะไรได้ แต่ก็นั้นแหละตราบใดที่เป้าหมายหลักในการขายคือผู้ชาย การเปิดตัวว่าเป็นรักร่วมเพศมันคงเป็นเรื่องที่ดูไม่ดีพอสมควร (ฮึ่มๆ)

ข้าพเจ้าอ่านจบแล้วฟินเอง เป็นฟิคที่นั่งแปลอยู่ในคอมต๊อกแต๊กมาสักพักแล้ว เพราะจริงๆคือเรื่องแรกๆของคู่นี้ที่อ่านเลย มันติดอันดับเรคของทุกคน อ่านแล้วก็เข้าใจทันทีว่าทำไมติดอันดับ 555

และชอบที่ให้เฟดกับเมอร์คาจบกันสวย และที่ชอบมากคือได้เห็นป๋าโรทรมาณบ้าง (แม้ป๋าจะทรมาณสั้นไปหน่อยก็เถอะ T_T) คืออ่านฟิค 90% ของคู่นี้แล้วอยากไปกอดราฟามาก เข้าใจนะเพราะส่วนใหญ่เวลาให้สัมภาษณ์หรืออะไรๆ ราฟาจะดูเหมือนวัยรุ่นในห้วงรัก ให้สัมภาษณ์ตอบอะไรจะฝันๆมากมาย แล้วเรียกโรเจอร์ว่าperfectตลอด ส่วนคุณโรเจอร์คนนี้หมาหยอกไก่ตลอด เวลาคนถามว่าเอ๊ะเป็นอะไรกับราฟาฮีก็จะหัวเราะแซวเล่นบ้าง ฮีเคยตอบหน้าตายกลับไปว่า /ไม่รู้สิไม่ได้เดทกับราฟานี้ ทำไมจะต้องคิดถึงราฟาด้วยล่ะ/ (คาดว่าราฟาคงน้ำตาตกในตอนอ่าน ฮีพูดตอนราฟาเจ็บอยู่ด้วยนะคะ อยากตีป๋าแรงๆไม่ห่วงน้องห่วงนุ้งมันมั่งเลยเหรอ) 

และขอจบด้วยกลอนบทนี้ If แปะอันที่โรเจอร์อ่านคู่กับราฟาให้ค่ะ

 

edit @ 20 Aug 2013 14:50:44 by translator

Fic (Roger/Rafa) Before Summer Rain by Hola Kherida 1/2

posted on 19 Aug 2013 18:16 by translatefiction  in TranslatedFictions  directory Fiction

Fic (Roger/Rafa) Before Summer Rain by Hola Kherida http://cookingontherun.livejournal.com/10158.html

Summary: การเดินทางของโรเจอร์และราฟา ก่อนที่จะเปิดเผยตัวต่อสื่อสาธารณะ การต่อสู้ ความเข้าใจ และการยอมรับ

*** เรื่องนี้จะไม่ใช่ฟิคที่สนุกหรืออ่านง่าย แต่ทันทีที่อ่านจบก็ขึ้นแท่นเป็นฟิคที่ดีที่สุดในใจเราเลย *** 

**** Note: Mirka = เมอร์คา คือแฟนของโรเจอร์ เฟดเดอร์เรอร์ค่ะ

                 Felicio = เฟลิ เป็นนักเทนนิสสเปนอีกคน

                 Carlos = คาร์ลอส โมยา เป็นนักเทนนิสสเปน รีไทร์แล้ว

                 Toni = คุณลุงโทนี่ เป็นลุงของราฟาและเป็นโค้ชของราฟาด้วย ***

 

28 สิงหาคม 2011

 

ในบ่ายที่ร้อนจัดกลางฤดูร้อน วันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม และวันสุดท้ายก่อนจะเริ่ม US Open วันที่โรเจอร์ เฟดเดอร์เรอร์ และ ราฟาเอล นาดาลขึ้นแถลงข่าว ...ด้วยกัน

 

วันนั้นคือวันที่ 28 สิงหาคม 2011 เวลา 17.57 และห้องประชุมก็คับคั่งไปด้วยกองทัพนักข่าว เครื่องบันทึกเสียง กล้องถ่ายรูปและแสงแฟลชอีกเป็นร้อย เสียงทุกคนในห้องพูดกับเบาๆ ยิ่งเพิ่มความตึงเครียดให้บรรยากาศในวันนั้นมากขึ้นไปอีก

 

ราฟาหลับตายืนพิงกำแพงอยู่ข้างหลังกระจกทึบสีในด้านหลังของห้องประชุมนั้น ส่วนโรเจอร์ได้แต่เดินกลับไปกลับมาอย่างประหม่า ทั้งคู่จดจำคำถาม ท่องคำตอบ พวกเขาเตรียมพร้อมแถลงการณ์แล้ว หนึ่งหน้าครึ่ง และหลังจากนั้นพวกเขารู้ว่ามันจะมีอะไร ความสงสัย เคลือบแคลง และคำกล่าวหา

 

คุณเฟดเดอร์เรอร์และคุณนาดาล อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณตัดสินใจเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณชน โดยเฉพาะในเมื่อคุณเก็บเป็นความลับเอาไว้นานขนาดนี้ ผมรู้ว่ามีคนที่หวังว่าจะมีวันที่มีคนกล้าออกมาพูดเช่นนี้ และหลายคนที่หวังว่าทุกอย่างจะอยู่ในความเงียบต่อไป ทำไมครับ พวกคุณต้องการจะบอกให้ทุกคนยอมรับหรือ...

คุณคิดว่าวงการเทนนิสจะเริ่มเอาพวกคุณเป็นแบบอย่าง...

คุณคิดว่าผู้เล่นคนอื่นจะคิดยังไงกับการกระทำของพวกคุณ...

แล้วทาง ATP จะมีแถลงการณ์อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ว่ามีการกีดกันกลุ่มรักร่วมเพศอย่างรุนแรงในวงการเทนนิสชาย...

แล้ว US Open จะเริ่มพรุ่งนี้แล้ว เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อการเล่นของพวกคุณรึเปล่า...

คุณพร้อมรึยัง...

 

พวกเขาพร้อมรึยัง ...มันไม่ใช่คำถาม แต่มันคือสิ่งที่พวกเขาต้องทำ พวกเขาจำเป็นต้องพร้อม แม้ว่าทั้งโลกจะไม่พร้อม เพราะ ตอนนี้ วินาทีนี้ พวกเขาไม่มีวันกลับหลังหันอีกแล้ว

 

...............................................................

 

เมษายน 2007 – มกราคม 2009

 

ครั้งแรกที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่อย่างที่เขาฝัน แม้ว่าเขาจะรู้อยู่ว่าสักวันมันต้องเกิดขึ้น

 

เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน เขารู้สึกเหมือนไฟที่อยู่ข้างๆไม้แห้งๆ รอแค่ลมพัดเบาๆก่อนทุกอย่างจะลุกโชนเป็นไฟป่า และเขารู้ว่าโรเจอร์ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ไม่อย่างนั้นนักเทนนิสชาวสวิสคงไม่พยายามจะกันราฟาให้ออกห่าง พยายามจะขีดเส้นความสัมพันธ์ของพวกเขาให้หยุดแค่เพื่อน

 

พวกเขาเป็นคู่แข่ง เป็นนักเทนนิสชื่อดัง เป็นบุคคลสาธารณะ และโลกนี้ไม่ใช่เทพนิยาย เพราะฉะนั้นเขาถึงเข้าใจ และพยายามอยู่หลังเส้นนั้น ...มัน...สมเหตุสมผล

 

และมันก็สมเหตุสมผลจนกระทั่งคืนวันหนึ่ง คืนเย็นๆ ของฤดูร้อนที่มอนติคาร์โล คืนที่ราฟากลับมาที่ห้องตอนสามทุ่มครึ่งและพบว่าโรเจอร์กำลังเดินกระสับกระส่ายอยู่หน้าประตูห้องของเขา นักเทนนิสชาวสวิสใส่รองเท้ามันวับราคาแพงเหมือนเคย แต่เสื้อผ้าที่ปกติเรียบสนิทกลับยับยุ่ง และราฟาได้กลิ่นเหล้าจางๆจากลมหายใจของอีกคน ตาของโรเจอร์แดงช้ำ และเมื่อราฟาถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่ออกจากปากเขาก็คือ

 

“เมอร์คากับฉันทะเลาะกันอีกแล้ว”

 

ราฟารู้ว่าเขาไม่ควรจะทำ แต่เขาอดไม่ได้ที่จะก้าวเข้าไปใกล้โรเจอร์

“คุณอยากจะเข้ามาข้างในไหม” เขาถามเพราะนั้นคือสิ่งที่เพื่อนที่ดีควรทำ

“บ่น หรืออะไรก็ได้” เขาวางมือลงบนไหล่ของโรเจอร์ หวังว่าสัมผัสของเขาจะบอกถึงความเป็นมิตรและปลอบใจ (ไม่ใช่เชิญชวนหรืออะไร ไม่ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย)

 

สิ่งถัดมาที่เขารู้คือมือของโรเจอร์ที่แนบแก้มเขา และริมฝีปากของพวกเขาที่บดขยี้เข้ามาหากัน ราฟาหายใจลึก มือกดลงบนไหล่โรเจอร์แน่น ...เพราะแม้เขาจะรู้ว่าโรเจอร์ที่จูบเขากำลังเมา กำลังเสียใจ และอาจจะเสียใจยิ่งกว่าเดิมในตอนเช้า (หรืออีกสิบวินาทีถัดจากนี้) แม้ว่ามันจะเป็นความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขาเคยทำ...แต่การดันตัวโรเจอร์ออกไปเป็นสิ่งที่เขาต้องใช้กำลังใจมากกว่าการต้องยืนหยัดหวดลูกที่เบสไลน์ หรือพยายามวิ่งในเกมที่แปดของเซตที่ห้า หรือวิ่งไล่ลูกดร๊อปช๊อตที่พุ่งมาตอนที่เขาไม่รู้ตัว มากกว่าทุกอย่างที่เขาต้องใช้ในการสั่งให้ขาตัวเองขยับออกไล่ลูกกลมๆในคอร์ท แต่เขาก็ทำได้ เหมือนกับที่เขาทำทุกอย่างได้...เพราะเขาต้องทำ    

 

เพราะไม่ว่าจะเมื่อไหร่ เขาก็ไม่อาจที่หยุดความกลัวในใจที่อาจจะมีใครสักคนเห็นพวกเขา และไม่ต้องคิดเลยว่ามันจะต้องเป็นข่าวใหญ่ขนาดไหน โรเจอร์เป็นมือวางอันดับหนึ่งของโลก และโรเจอร์ต้องทำตัวเหมือนอันดับหนึ่ง ความรับผิดชอบต่อสื่อ ต่อสปอนเซอร์ และราฟาเข้าใจ

 

โรเจอร์ถอยหลังกลับ บางอย่างในดวงตาเขาสะท้อนกลับมาอย่างเจ็บปวดก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว และราฟารู้ว่าคำพูดถัดมาที่ออกจากปากอีกคนต้องเป็นคำขอโทษ ดังนั้นเขาจึงกดสองนิ้วลงไปที่ริมฝีปากอิ่ม ยิ้มให้กับท่าทางไม่เข้าใจของอีกคน และพูดออกมาเบาๆ

“ไม่ใช่ตรงนี้ฮะ เราต้องเข้าไปในห้องของผม ปลอดภัยกว่า”

 

ราฟารู้ว่าสิ่งที่เขาทำคือการเสี่ยง เขารู้สึกถึงความตื่นเต้นจากความเสี่ยง...และความปรารถนา แล่นไปทั่วร่างกายของเขา และเขาแน่ใจว่าโรเจอร์ก็รู้สึกเช่นกัน แต่โรเจอร์ก็ยังเลือกจะเดินเข้ามาหาเขา ...มาหาราฟา

 

มันเหมือนทุกความฝันถูกเติมเต็ม แต่...ดีกว่านั้นเสียอีก เพราะคนที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขาคือโรเจอร์ที่มีเลือดเนื้อมีชีวิต ร่างสูงโปร่งกับสายตาเข้ม ผมยุ่งเหยิง ลมหายใจอุ่นๆสัมผัสแก้มราฟา และริมฝีปากที่แดงช้ำจากหนึ่งจูบที่แสนวิเศษนั้น

 

ความสับสนเลือนหายไปจากดวงตาคู่นั้นทันทีที่ราฟาพูดจบ และมันถูกแทนที่โดยรอยยิ้มน้อยๆ เขาเดินเข้าไปจับมือราฟา มือของโรเจอร์แข็งแกร่งแบบนักเทนนิส เหมือนกับมือของเขา พวกเขาเหมือนเป็นกระจกเงาของกันและกัน เหมือนและต่างกัน เข้าคู่กันอย่างไม่อาจสรรหาคำใดมาอธิบายได้

ราฟากระชับมือแน่น ปล่อยให้อีกคนเดินนำเขาเข้าไปในห้องของเขา

 

ทันทีที่ประตูปิด โรเจอร์ก็ดันตัวราฟาเข้ากับกำแพง จูบเขาราวกับชายใกล้ตายและจุมพิตจากราฟาเป็นสิ่งเดียวที่รักษาชีวิตเขาไว้ได้ แต่ในที่สุดราฟาก็ต้องเป็นฝ่ายถอนริมฝีปากออกมาก่อน เขาหายใจหอบ หัวหมุนติ้วด้วยความรู้สึกเต็มอิ่ม และหัวใจเต้นรัวราวกับมันจะบินออกมาจากอกเขาให้ได้

 

สมบูรณ์แบบ ...เขาคิดอย่างปรีดา ...สมบูรณ์แบบที่สุด

 

โรเจอร์ร้องออกมาเบาๆ เมื่อมือของราฟาสอดเข้าไปใต้เสื้อ นิ้วประคองอยู่ที่แผ่นหลังของอีกคน เขาดึงตัวโรเจอร์เข้ามาแน่น บดขยี้พวกเขาเข้าด้วยกัน และอีกคนก็ได้แต่ร้องครางออกมาไม่เป็นภาษา ราฟาก้มลงไปจูบปิดปากนั้นอย่างไม่รีรอ

 

“ด...เดี๋ยว ราฟา” โรเจอร์พยายามดันตัวออก

“ราฟา ร..เราต้องคุยกันก่อน”

 

ราฟาต้องบอกว่าเขาชื่นชมนิดๆที่แม้เวลาแบบนี้ โรเจอร์ก็ยังพูดออกมาเป็นประโยคได้ ...ก่อนที่สมองของเขาจะแปลผลและรับรู้ว่าโรเจอร์พูดว่ายังไง

 

“คุย” ราฟาขมวดคิ้ว แต่เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยมือที่กอดโรเจอร์เอาไว้

“คุณอยากจะคุย ตอนนี้เหรอ”

 

“ใช่” โรเจอร์ตอบกลับด้วยเสียงที่มั่นใจปนกลัวนิดๆ มั่นใจปนกลัวเหรอ คงมีแค่โรเจลิโอคนเดียวเท่านั้นทำได้

“เราต้องคุย เพราะว่า ... ฟังนะ ... นายไม่ใช่ ...ฉันไม่ใช่... แล้วที่เรากำลังทำมันโอเครึเปล่า”

 

ราฟาจ้องเขากลับนิ่งๆ โอเครึเปล่านะเหรอ

“โรเจอร์” เขาพูดกลับไปช้าๆ ด้วยภาษาอังกฤษตะกุกตะกักของเขา

“ผมคิดที่จะทำแบบนี้มาตลอด ตลอดเวลาที่ผมอยู่กับคุณ ผมได้แต่หวัง...”  ให้ตายสิ นี้เป็นเวลาไม่กี่ครั้งในชีวิตที่ราฟาหวังว่าภาษาอังกฤษของเขาจะดีกว่านี้ เขาไม่รู้ว่าจะพูดยังไงให้โรเจอร์เข้าใจ แล้วทำไมโรเจอร์ไม่เข้าใจเขาซะที

 

“โรเจลิโอ” เขาพยายามอีกครั้ง มือทั้งคู่ดึงตัวอีกคนเข้ามาประชิด สายตามองเข้าไปในนัยน์ตาสีเข้มตรงหน้านิ่ง

Te quiero”

 

โรเจอร์ไม่ได้พูดภาษาสเปน แม้ว่าเขาพยายามจะเรียนรู้คำบางคำ แต่ราฟาเห็นทุกอย่างในดวงตาของอีกคนที่บอกเขาว่าโรเจอร์เข้าใจ

 

“โอ” โรเจอร์อุทานออกมาเบาๆ

“ถ้าอย่างนั้น...นายก็โอเค”

 

และวินาทีถัดมาราฟาก็ถูกกดเข้ากับกำแพงอีกครั้ง โรเจอร์ดันตัวเข้ามา มือของอีกคนลูบไปทั่วตัวเขา และนี้ดีว่าการ “คุย” กันแน่นอน ราฟาพยายามดันตัวอีกคนกลับไปจนกระทั่งชนกับเตียง และมืออีกข้างก็ง่วนอยู่กับการปลดกางเกงของโรเจอร์

 

โรเจอร์ครางออกมาเบาๆ เมื่อราฟารูดซิบลงมาได้สำเร็จ เขาไม่เสียเวลาที่จะสอดมือเข้าไปในกางเกงในของโรเจอร์ ข้างของของโรเจอร์ร้อนผ่าว และริมฝีปากราฟาดูดกลืนทุกเสียงครางของโรเจอร์เอาไว้ ลิ้นของเขากวาดไปทั่วริมฝีปากของอีกคน ดูดชิมรสชาติ หวานหอม ที่เขารู้ว่าเป็นรสชาติเฉพาะเท่านั้นของโรเจอร์

 

“ถอดเสื้อ” โรเจอร์หอบขณะพยายามพูด และดึงเสื้อของราฟาขึ้น ราฟายกมือขึ้นช่วยให้อีกคนถอดเสื้อเขาออกง่าย ก่อนที่เขาจะสะบัดรองเท้าตัวเอง แล้วหันมาสนใจเสื้อเชิ้ตของโรเจอร์ ในขณะที่มือหนึ่งของโลกกำลังลากนิ้วผ่านแผงอกของเขา แล้วพึมพำอะไรอย่าง “พระเจ้า ราฟา”

 

ตาสีเข้มที่มองตรงมาที่เขาทำให้ราฟาต้องก้มหน้าหลบ และบอกตัวเองว่าอย่ามือสั่น เพราะเขามีงานต้องจัดการกับเสื้อของโรเจอร์ เสื้อเชิ้ตราคาแพงที่เต็มไปด้วยกระดุมเล็กจิ๋ว

 

“เสื้อบ้า” ราฟาบสบถ ก่อนที่โรเจอร์จะช่วยทำให้เสื้อหลุดออกจากตัวอีกคนในที่สุด ราฟาลากมือผ่านแผงอกเปลือยเปล่าข้างหน้า ก่อนจะลากลงต่ำ ทุกที่ที่เขาสัมผัสเต็มไปด้วยขน และเขารู้ว่าเขาไม่ควรจะมีอารมณ์กับขน แต่ให้ตายสินี้คือขนของโรเจอร์นะ ทุกอย่างที่เป็นโรเจอร์ทำให้เขาเกิดอารมณ์ทั้งนั้น และเขาต้องการโรเจอร์เดี๋ยวนี้

 

“โรเจอร์” ราฟาคำราม

 

ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ดังมาจากกระเป๋ากางเกงของโรเจอร์ ทั้งคู่หยุดนิ่ง โรเจอร์หยิบมือถือขึ้นมา และราฟาก็รู้ทันทีว่าใครที่โทรเข้ามาทันทีที่เขาเห็นสีหน้าโรเจอร์

 

“เมอร์คาโทรมา”

 

ชื่อของเมอร์คาเหมือนน้ำแข็งที่สาดใส่เขาแรงๆ ทำให้หัวของเขาเย็น และเขารู้ว่าใช่ โรเจอร์ยังคงมีเมอร์คา เขารู้สึกเหมือนใจของเขาถูกบีบแน่น กรามเขาขบแน่น มือเลื่อนมาวางที่หลังของโรเจอร์รั้งร่างอีกคนไว้แน่น

 

“เธออยากจะรู้ว่าฉันอยู่ที่ไหน” โรเจอร์พูดต่อ แล้วกดปุ่มโทรศัพท์ ร่างโปร่งพยายามจะดันตัวราฟาออก

 

แต่ราฟาเกร็งตัวแน่นและเขาไม่ยอมปล่อย

“โรเจอร์ ได้โปรด”

 

โรเจอร์กลืนน้ำลาย “ฉันอยู่นานไม่ได้”

 

ราฟาหยิบโทรศัพท์ออกจากมือโรเจอร์ แล้วปามันลงไปบนเตียง

“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ต้องใช้เวลาให้คุ้ม”

 

“ราฟา..”

แม้โรเจอร์จะเอ่ยชื่อเขาเหมือนเป็นการเตือน แต่เด็กหนุ่มก็รู้ว่าเขาชนะเพราะเสียงของโรเจอร์ยามเรียกเขามันสั่นพร่า บ่งบอกว่าความตั้งใจของเจ้าตัวกำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ ราฟาเดินไปข้างหน้ารุนให้โรเจอร์ถอยหลังไปบนเตียง มือง่วนกับการปลดกางเกงราคาแพงของอีกคนออกจากตัว และตลอดเวลาริมฝีปากของเขาไม่อาจละจากปากหอมหวานของอีกคนได้เลย ทันทีที่เขาผลักร่างโปร่งลงบนเตียง ราฟาก็เลื่อนตัวลง ก่อนจะหยุดที่กึ่งกลางตัวของอีกคน ขบส่วนอ่อนไหวร้อนผ่าวของอีกคนผ่านกางเกงชั้นใน อาภรณ์ชิ้นเดียวที่ยังเหลือติดกายของโรเจอร์ ...แต่มันก็อีกไม่นาน เพราะราฟาไม่รอช้าที่จะดึงกางเกงในตัวจิ๋วนั้นออก พร้อมกับพรมจูบไปทั่วต้นขาเนียน แม้เขาจะมองไม่เห็นสีหน้าของโรเจอร์ แต่เขาก็เห็นว่าอีกคนกำผ้าปูที่นอนแน่น และเสียงหอบครางเรียกชื่อเขาไม่หยุดบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าคนที่อยู่ใต้ร่างเขารู้สึกอย่างไร

 

“ราฟา ได้โปรด...”

 

“คาเยเต้ (cállate = หยุดพูดในภาษาสเปน)” ราฟาพูดพร้อมกับกดสะโพกอีกคนเอาไว้

“ไม่งั้นผมจะกัดคุณนะ”  

 

โรเจอร์หยุดพูดทันที เหลือเพียงเสียงครางเบาๆ ทำให้ราฟายิ้มออกมา เขาให้รางวัลอีกคนด้วยการกอบกุมแก่นกางร่างกายของโรเจอร์เอาไว้แล้วเลื่อนริมฝีปากไปครอบคลุมมัน เขารู้ว่าพวกเขาไม่มีเวลาที่จะรีรอ แม้ว่าในใจของเขามีเรื่องเป็นร้อยเป็นล้านอย่างที่อยากจะพูดอยากจะทำกับโรเจอร์ แต่เขาไม่มีเวลา สิ่งเดียวที่เขาทำได้ตอนนี้คือทำให้แน่ใจว่าไม่ว่าเมื่อไหร่โรเจอร์จะไม่มีวันลืมว่าครั้งหนึ่งเขาเคยร้องครวญครางอยู่ใต้ร่างของราฟา (หรือทำให้แน่ใจว่าโรเจอร์จะกลับมาหาเขาอีกครั้ง แม้จะเพื่อสิ่งนี้สิ่งเดียวก็ตาม)

 

และราฟาก็ไม่ใช่เด็กๆอย่างที่ใครๆคิดอีกแล้ว ปีที่แล้วเขากล่อมให้เฟลิสอนอะไรบางอย่างกับเขาได้ ..ไม่ เขาไม่เคยคิดจะอยากนอนกับเฟลิหรอก เพราะเขาแน่ใจว่าเฟลิอาจจะเป็นกามโรคจากคู่นอนที่เยอะขนาดนั้น และเขาไมได้คิดจะเรียนรู้ไปเพื่อจะไปอ่อยคาร์ลอสด้วย ให้ตายสิเฟลิคิดว่าเขาชอบคาร์ลอสได้ยังไง ...ตอนนั้น เขาแค่อยากรู้เท่านั้นเอง ว่ามันทำยังไง

สุดท้ายหลังจากด่าว่าเขาบ้า เฟลิก็ยอมและสอนให้ราฟารู้ถึงกลเม็ดที่ราฟาแน่ใจว่าเขาจะได้ใช้ประโยชน์ในสักวัน ...เช่นวันนี้ เวลานี้ .... ราฟายิ้มกับตัวเองเมื่อรู้สึกถึงนิ้วเรียวยาวของอีกคนจับผมเขาเอาไว้แน่น

 

“อ...อา... “ โรเจอร์คราง พร้อมกับนิ้วมือกำแน่น สัญญาณบอกว่าอีกคนใกล้จะถึงฝั่งเต็มที

 

ข้างหลัง เฟลิบอกเขา จุดรวมประสาทอยู่ข้างหลัง ราฟาไม่รอช้าที่จะเลื่อนมือไปข้างหลัง กดนิ้วไปที่จุดๆนั้น พร้อมกับตวัดลิ้นไปรอบๆส่วนอ่อนไหวของโรเจอร์ ร่างที่อยู่ใต้เขาแทบจะกรีดร้องออกมา ขาของอีกคนเปิดกว้างปล่อยให้ราฟาสัมผัสทุกส่วนของร่างกายเขา และราฟาก็กลืนกินโรเจอร์ลงไปอีก

 

โรเจอร์เกร็งตัวแน่น หยุดหายใจ ส่งเสียง โอ ออกมาเบาๆ พร้อมกับหลั่งไหลเข้าไปในโพรงปากอุ่นร้อนของราฟา และเด็กหนุ่มก็กลืนกินทุกอย่างเข้าไปจนหมด เขาถอนริมฝีปากออกมาแล้วเลื่อนตัวขึ้น พร้อมกับความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นผ่านจากเข่าของเขา การที่เขาคุกคู้บนเข่าของตัวเอง คงทำให้แพทย์ประจำตัวของเขาบ่นออกมาอีกแน่ๆ  (Note: ราฟามีปัญหาเข่าค่ะ ส่วนโรเจอร์มีปัญหาหลัง –“- )

 

“ราฟา” เสียงโรเจอร์แหบพร่า นิ้วเรียวปัดผมที่ปรกหน้าราฟาออก ตาสีน้ำตาลทองมองตรงมาที่เขา ราฟาแทบไม่อยากหลับตาอีกเลย ภาพตรงหน้าเขาช่างสวยงาม และเขาอยากจะจดจำเรือนร่างของอีกคนและใบหน้าของโรเจอร์ยามนี้เอาไว้ตราบนิรันดร์

 

...แต่แล้วโรเจอร์ก็ดึงตัวเขาขึ้น “ขอบคุณ” ก่อนจะโน้มตัวราฟาเข้ามาจูบ จูบเชื่องช้าอ่อนหวาน ต่างจากจูบเร่งร้อนของพวกเขาในตอนแรก และจุมพิตนั้นทำให้หัวใจของราฟาเต้นแรง ทำให้ทุกอย่างที่เขาคิดจะพูดออกไปละลายหายไปพร้อมกับลมหายใจของพวกเขาที่ผสานกัน

 

“ฉันต้อง...” โรเจอร์พูดขึ้นมาช้าๆ ราฟาได้แต่พยักหน้าอย่างยอมแพ้ “ไปเถอะครับ”

 

โรเจอร์หยิบโทรศัพท์มือถือแล้วแต่งตัวอย่างรีบเร่ง มือสางผมยุ่งเหยิงพยายามจัดระเบียบมัน ราฟาหันหลังพิงกำแพงพร้อมกำมือแน่น ข่มใจไม่ให้ตัวเองเอื้อมมือไปสัมผัสผมอ่อนนุ่มนั้น พร้อมกับดึงรั้งเจ้าของร่างไม่ให้จากเขาไป เด็กหนุ่มก้มหน้ามองพื้น ขณะที่โรเจอร์เดินไปเปิดประตู

 

“เอ่อ ราฟา..” โรเจอร์หันมามองเขา ลังเลที่จะก้าวออกไป

 

“คุณจะโทรมาหาใช่ไหม” ราฟาพูดขัด

“หรือส่งข้อความอะไรก็ได้ ...ผม...ผมจะรอ”

 

“แน่นอนอยู่แล้ว” โรเจอร์พูด รอยยิ้มส่งกลับมาที่ราฟาอย่างฝืนๆ

“ฉันจะโทรหานะ”

 

แล้วประตูก็ปิดลง

 

ราฟาทรุดลงกับพื้น ห้องนั้นมืดสนิท และแสงเดียวคือแสงที่ลอดจากใต้ประตูที่อีกคนเพิ่งเดินออกไป ตลอดเวลาพวกเขาไม่มีแม้แต่เวลาที่จะเปิดไฟ หรือทำอะไรทั้งนั้น มือของเขากดลงกับความร้อนและความแข็งขืนภายใต้กางเกงยีนส์ของเขา ...ราฟาขบฟันแน่น รสชาติของโรเจอร์ยังอยู่ในริมฝีปากเขา ...ให้ตายสิพวกเขาไม่ได้ใช้ถุงยางด้วยซ้ำ เฟลิต้องฆ่าเขาทิ้งหรือไม่ก็ตะโกนบ่นบอกว่าเขามันโง่เง่าสิ้นดี จนเขาหูชาแน่ๆ

 

เข่าของเขาเจ็บไปหมด แต่สิ่งที่เจ็บกว่าคือหัวใจของเขา มันถูกกรีดเป็นริ้วด้วยความรู้สึกผิด และการรับรู้ว่าโรเจอร์เดินออกไปหาผู้หญิงที่เขารัก

 

ราฟาหลับตาปลดกางเกงของตัวเองลง ขยับนิ้วมือเพื่อช่วยเหลือตัวเอง ...มันไม่ใช่อย่างที่เขาคิดว่ามันจะเกิดขึ้นเลย ...เขารู้ว่าครั้งแรกมันคงจะไม่สมบูรณ์แบบ ...แต่มันไม่ควรจะเป็นอย่างนี้เลย

 

.......................................................................

 

หลังจากวันนั้นความรู้สึกกระอักกระอ่วนก็อยู่ในใจของเขาไปอีกนาน แต่อาจจะโชคดีที่เขาไม่ได้เจอโรเจอร์บ่อยขนาดนั้นในทัวร์นาเมนต์ และเอาจริงๆแล้ว เขาก็พบว่าเขามีความสามารถพิเศษในการหลบหน้าโรเจอร์

หรืออาจจะเป็นว่าโรเจอร์ไม่อยากจะเจอหน้าเขาก็ได้ นักเทนนิสมือหนึ่งไม่ได้โทรหาเขาตามสัญญา ไม่มีเสียงโทรศัพท์ ไม่มีข้อความ ไม่มีอีเมล์ ...ไม่มีอะไรเลย

...เหมือนกับว่าคืนนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง...

 

และมันเจ็บจริงๆ แต่ราฟาเตือนตัวเองว่าเขาต้องลืมให้ได้ ไม่อย่างนั้นเขาต้องโดนลุงโทนี่ดุด้วยอีกคน แค่โดนเฟลิตะโกนด่าใส่บอกว่าเขาโง่สิ้นดีที่ไปนอนกับโรเจอร์ เฟดเดอร์เรอร์ โง่ที่ไม่ใช้ถุงยาง และเป็นไอหน้าโง่ที่สุดในโลก ราฟาประท้วงด้วยการไม่ยอมพูดกับเฟลิไปสองสัปดาห์ และทำให้ลุงโทนี่สงสัยจนถามเขาว่าเขาเมาแล้วจูบเฟลิ หรือเฟอร์นันโดอีกรึเปล่า

ให้ตายสิ แค่นี้ก็แย่พอแล้ว ถ้าลุงโทนี่รู้ความจริงว่าคนที่เขาจูบด้วยคือโรเจอร์ และไม่ใช่ตอนเขาเมาเสียด้วย ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น

 

เพราะฉะนั้นราฟาเลยทุ่มเททุกอย่างให้กับเทนนิส บังคับไม่ให้จิตใจของเขาไปคิดเรื่องอื่น ลืมมันไปซะ ทำเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น แม้ว่าเขาจะไม่อยากทำเท่าไหร่ก็ตาม กลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนที่อย่างน้อยๆก่อนหน้านั้นโรเจอร์ก็ยังคงยิ้มให้เขา แตะแขนเขา และพูดจาดีๆกับราฟาเสมอ ไม่ว่าจะต่อหน้าใครก็ตาม ก่อนหน้าคือพวกเขาเป็นนักเทนนิสชื่อดัง ตัวอย่างให้กับคนทั่วโลก ...สมบูรณ์แบบอย่างที่คนอื่นหวัง ...เพราะนั้นคือสิ่งที่เขาควรจะทำ ภาพลักษณ์ของเขา

และมอนติคาร์โลคือเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งเดียว ...ครั้งแรกและครั้งเดียวเท่านั้น

 

ยกเว้นเสียว่ามันไม่ใช่ครั้งเดียวเท่านั้น ครั้งที่สองของพวกเขาเกิดขึ้นที่แฮมบรูค ในวันจันทร์ หลังเที่ยงเล็กน้อยโทรศัพท์ของเขาก็ดัง เขาต้องรีบวิ่งออกจากห้องน้ำมารับ ทันทีที่เขายกมือถือขึ้นแล้วเห็นชื่อคนโทรมาโลกของเขาก็หยุดหมุน

ราฟาต้องบังคับให้ตัวเองหายใจ

 

“โอล่า”

 

“เฮ้ ราฟา” เสียงของโรเจอร์ฟังดูสดใส และราฟาหวังว่าโรเจอร์คงไม่ได้ยินความสิ้นหวังในน้ำเสียงของเขา

“นายว่างไหมบ่ายนี้”

 

“ผมซ้อมเสร็จแล้ววันนี้” ราฟานั่งลงบนเตียง มือข้างหนึ่งเช็ดผมเปียกๆ อีกข้างถือโทรศัพท์แนบหูเอาไว้

“ลุงโทนี่บอกให้ผมพักผ่อนวันนี้”

 

“นายกินข้าวเที่ยงรึยัง”

 

“ยังฮะ แต่ผมจะสั่งพาสต้าขึ้นมา”

 

เสียงลมหายใจของโรเจอร์ผ่านโทรศัพท์เป็นเหมือนเสียงสวรรค์ของเขา มือของราฟาปัดผมออกจากหน้า และพยายามจดจำเสียงของอีกคนเอาไว้ให้นานที่สุด

 

“ฉันหวังว่านายจะพูดอย่างนั้นเหมือนกัน” เขาได้ยินรอยยิ้มในเสียงของโรเจอร์ และราฟาก็จำมันเอาไว้เช่นกัน

“ไม่ต้องสั่งนะ ฉันจะเอาอาหารเที่ยงไปให้นายเอง”

 

เสียงเคาะประตู พร้อมกับปลายสายที่ถูกตัดลง ราฟากระพริบตาถี่ๆ ก่อนจะเข้าใจ เขารีบทิ้งโทรศัพท์เอาไว้บนเตียงแล้วขยับตัวไปที่ประตูเร็วที่สุด เขากระชากประตูเปิดออก ภาพที่อยู่ตรงหน้าเขาคือโรเจอร์ยิ้มกว้าง ในมือถือถุงอาหารพะรุงพะรัง

 

“หวังว่านายจะหิวนะ” โรเจอร์พูดยิ้มๆ

“ฉันซื้อพาสต้ามาซะเยอะเลย”

 

ราฟารู้ว่าตอนนี้เขาต้องยิ้มเหมือนคนบ้าแน่ๆ แต่เขาก็ไม่แคร์ เพราะตรงหน้าของเขาคือโรเอจร์

“สวัสดีฮะ โรเจอร์”

 

“สวัสดีนายเหมือนกัน ฉันเข้าไปได้ไหม”

 

“ดะ...ได้สิฮะ เข้ามาเลยๆ” ราฟารีบเปิดประตูกว้าง มองร่างโปร่งที่เดินเข้ามาในห้องเขา

“ขอบคุณฮะที่อุตส่าห์เอาอาหารมาเลี้ยงผม”

 

โรเจอร์หันมายิ้มอีกครั้ง

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่ซะหน่อย” ร่างโปร่งกลืนน้ำลาย ก่อนจะช้อนตามองราฟา

“แล้วฉันก็ควรจะขอบใจนายด้วย ...สำหรับเรื่องที่มอนติคาร์โล”

 

ประตูปิดลงข้างหลังเขา ราฟาสูดหายใจลึกก่อนจะตอบ

“ไม่เป็นไรหรอกฮะ ผมไม่ได้ติดใจอะไร” เขาหวังว่าน้ำเสียงเขาจะไม่ทรยศเผยความรู้สึกที่แท้จริงของเขาที่ตรงข้ามกับทุกอย่างที่เขาพูดออกไป

 

“แต่ฉันสิที่ติดใจ .. ฉันหยุดคิดถึงนายไม่ได้เลยเป็นวันๆ ตอนนี้ก็ยังคงทำไม่ได้” โรเจอร์พูดนิ่งๆพร้อมกับขยับตัวเข้าไปใกล้ราฟา

 

ราฟารู้สึกเหมือนขาเขาสั่น ก่อนที่โรเจอร์จะถอยออก

“แต่ตอนนี้ ฉันว่าพวกเราต้องกินอะไรกันก่อน”

 

ราฟาเดินตามโรเจอร์เข้าไปอย่างว่าง่าย

 

“ขอโทษนะฮะ ห้องรกไปหน่อย” ราฟาพูดเบาๆ แม้ว่าโรเจอร์จะยิ้มแล้วบอกว่าไม่เป็นไร แต่ราฟาก็ยังรู้สึกดี (มากๆด้วย) ที่ห้องเขาในวันนี้สะอาดกว่าปกติ เพราะเขาแน่ใจว่าโรเจอร์เป็นคนที่รักความสะอาดแน่ๆ

 

และทันทีที่โรเจอร์เปิดกล่องอาหารราฟาก็ลืมเกี่ยวกับห้องรกๆของตัวเอง โทรศัพท์ที่ไม่เคยดัง และคำพูดของโรเจอร์ที่ทางเดิน เพราะว่าโรเจอร์ไม่ได้พูดเล่นเลยที่บอกว่าเขาซื้อมาซะเยอะ แถมทุกจานยังดูน่ากินเหลือเกินอีกด้วย พวกเขากินอาหารกันอย่างสนุกสนาน วิจารณ์อาหารแต่ละจาน และถ้าราฟาต้องวิจารณ์จริงๆเขาก็จะบอกเลยว่านี้เป็นมื้อที่ดีที่สุด ...แพ้ก็เพียงแค่อาหารที่มาม้าของเขาทำก็เท่านั้น

ส่วนโรเจอร์ก็เล่าให้ราฟาฟังเกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำวันนี้ ว่าเขาแอบหลบออกไปเที่ยวในเมือง พยายามปลอมตัวด้วยการใส่สเวทเตอร์เก่าๆ และแว่นตาดำ แต่ทันทีที่เขาเดินเข้าไปในร้านอาหารเล็กๆชานเมืองที่เขาตั้งใจจะมากินอาหารเที่ยง เจ้าของร้านก็มองหน้าเขาพร้อมกับบอกว่าเธอจำเขาได้

 

ราฟาเลิกคิ้ว “เธอจำคุณได้”

 

โรเจอร์ยิ้มกว้าง “ใช่ แล้วเธอก็พูดต่อว่า เธอจำได้ว่าฉันเป็นเด็กที่มาซ่อมท่อน้ำให้ที่ร้านในฤดูหนาวปีที่แล้ว”

 

ราฟาหัวเราะลั่น

 

“ฉันต้องรีบบอกว่าไม่ใช่ ฉันไม่ใช่ช่างประปา แล้วจริงๆฉันไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ ฉันเป็นคนสวิสเซอร์แลนด์”

 

“คุณป้าต้องไม่ได้ดูเทนนิสแน่ๆ” ราฟาพูดพร้อมกับยิ้มกริ่ม

 

“หรือบางทีฉันอาจจะหน้าตาเหมือนช่างประปาก็ได้” โรเจอร์พูดน้ำเสียงจริงๆจัง

“จริงๆแล้วการเป็นช่างประปานี้คงเป็นเส้นทางที่พระเจ้าลิขิตเอาไว้ให้ฉัน แล้วฉันดันพลาดมาเป็นนักเทนนิส”

 

“นั้นสิฮะ กลับตัวตอนนี้ก็ไม่สายนะฮะ” ราฟาผสมโรง

“คุณลองเรียน เป็นช่างประปาสิ บางทีคุณอาจจะประสบความสำเร็จกว่านี้ก็ได้”

 

โรเจอร์หัวเราะ “เอาสิฉันเลิกแล้วเป็นช่างประปา ส่วนนายต้องกลับไปที่เกาะมายอก้าของนายแล้วเป็นชาวประมงนะ”

 

ราฟายักไหล่ “ผมชอบตกปลาอยู่แล้ว”

 

“ชอบมากกว่าเทนนิสอีกเหรอ”

 

“ไม่หรอกฮะ” ราฟาหัวเราะร่วน “นั้นคงเป็นไปไม่ได้หรอกฮะ”

 

“โอเค ไม่เปรียบเทียบกับเทนนิสก็ได้ งั้นระหว่างตกปลากับเล่นฟุตบอล เลือกอะไร”

 

ราฟาส่ายหน้า “เลือกไม่ได้ฮะ ผมชอบทั้งคู่ แต่ผมเลือกเล่นเทนนิส”

 

“เฮ้อ มีแต่เทนนิสสินะ พวกเราทั้งคู่เลย” โรเจอร์พูดตอบ

“แต่ฉันก็ชอบเทนนิสนะ ไม่คิดว่าเลือกผิดหรอก”

 

“ก็คงงั้นฮะ” ราฟายักไหล่ พร้อมกับพูดยิ้มๆ รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูกที่พวกเขาพูดเล่นกันได้อย่างง่ายๆแบบนี้

 

พวกเขาช่วยกันเก็บกล่องอาหารไปทิ้ง ก่อนที่โทรศัพท์มือถือของโรเจอร์จะดัง และเจ้าตัวต้องขอตัวออกไปรับ ราฟาใช้เวลานั้นรีบโยนถุงเท้าเก่าที่เขาถอดทิ้งไว้บนพื้นเข้าไปในตู้เสื้อผ้า เด็กหนุ่มนั่งลงบนเตียงแล้วถอนหายใจออกมา ให้ตายสิทำไมเขาต้องประหม่าขนาดนี้ด้วย ไม่ใช่ว่าโรเจอร์ไม่รู้หรอกว่าเขาคงไม่มีวันเนี๊ยบได้เท่าอีกคน เสียงทุ้มต่ำของโรเจอร์ลอดผ่านออกมาจากห้องน้ำที่เจ้าตัวหลีกเข้าไปรับโทรศัพท์ เสียงหัวเราะเบาๆ ที่อยู่ในฝันของเขาเสมอ

 

และเขาพูดจริงๆว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะหลับเลย แต่ว่าเตียงมันนุ่มแล้วก็น่านอนเหลือเกิน อีกอย่างเขาเพิ่งซ้อมเสร็จแถมยังอิ่มจากอาหารที่เขากับโรเจอร์กินกันอีกด้วย นักเทนนิสหนุ่มตั้งใจแค่จะหลับตาพักสองสามวินาทีเท่านั้น รอก่อนที่โรเจอร์จะเดินออกมา แต่ครั้งต่อมาที่เขาลืมตาขึ้น ก็เป็นเพราะว่าแรงเขย่าเบาๆของโรเจอร์ ใบหน้าของนักเทนนิสชาวสวิสอยู่ใกล้เขาจนราฟามองเห็นประกายวิบวับในดวงตาสีเฮเซลสวยนั้น

“เราน่าจะทำอะไรที่ไม่ทำให้นายง่วงนะ ว่าไหม”

 

ร่างสูงสูดหายใจลึก ก่อนจะถามกลับช้าๆ

“คุณต้องรีบกลับไปรึเปล่า” เสียงเขาเบาหวิว กลัวที่จะได้ยินคำตอบ

 

“ไม่ ยังไม่ต้องกลับ” มือของโรเจอร์สอดเข้าไปในผมของราฟา ขณะที่เจ้าตัวก้มลงมาจูบเขา แม้มันจะเบาบางเหลือเกิน แต่ก็ทำให้เขาสั่นไปทั้งตัว เขาร้อนไปทั้งตัว ราวกับมือโรเจอร์จุดไฟในตัวเขาขึ้น หรือบางทีอาจจะเป็นริมฝีปากคู่นั้น โรเจอร์จุดไฟในตัวเขาได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ...ซึ่งราฟาไม่รู้ว่าที่ไหนมันแย่กว่ากัน ในสนามแข่ง หรือว่าบนเตียง

 

“อย่ากลับ” เสียงของเขาอ้อนวอน เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาหาความกล้าออกจากร่างกายที่อ่อนเป็นขี้ผึ้งแทบเท้าโรเจอร์ได้ยังไง

“อยู่กับผม ...อยู่กับผมที่นี่” มือของราฟาประสานเข้ามือเรียวของนักเทนนิสมือหนึ่ง

 

ฟันขาวกัดริมฝีปากอย่างลังเล ก่อนที่โรเจอร์จะพยักหน้าน้อยๆ “แต่ไม่นานนะ”

 

ทุกครั้งที่ราฟามองย้อนกลับไป สิ่งเดียวที่เขาจะจำได้ในวันนี้คือผิวสีแทนของอีกคนที่ทอดตัวบนเตียงเขา แสงแดดยามบ่าย อุบอุ่น และมือของพวกเขาที่ประสานกันไว้ขณะที่ทั้งคู่ปลดปล่อยร่างกายไปตามอารมณ์ เขาจำได้ว่าเขากลัว แต่โรเจอร์ทำให้เขาหายกลัวได้เสมอ จุมพิตของโรเจอร์เหมือนลูบเสิร์ฟ ตรงเป้าเสมอ ไม่รุนแรง และถ้าโรเจอร์คือมือหนึ่งในเกมส์เสิร์ฟ เขาก็คือมือหนึ่งในฐานะคนรับเกมส์เสิร์ฟ เขาไม่กลัวเกมส์ของโรเจอร์หรอก ราฟาโต้คืนค้วยความร้อนแรงเพิ่มเป็นสองเท่า

 

แสงแดดส่องเข้าตาเขาจนตาเขาพร่า ขณะที่เขาขยับตัวเหนือร่างของโรเจอร์ ...แสงแดดต่างหากไม่ใช้น้ำตา

 

และพวกเขาใช้เวลาเนิ่นนานหลังจากนั้น กอดก่ายกันและกัน และเมื่อราฟาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ห้องก็มืดสนิท ร่างอบอุ่นที่เขากอดแล้วหลับไปหายไปแล้ว เหลือเพียงกลิ่นกายของเจ้าตัวติดหมอนเขาเท่านั้น นักเทนนิสหนุ่มสูดหายใจลึกแล้วหลับตา บอกตัวเองว่าเขารู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ ทันทีที่เขาเปิดไฟ สิ่งแรกที่เขาเห็นคือลายมือหวัดๆของอีกคนบนโน้ตข้างเตียง ราฟารีบหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆนั้นขึ้นมา

ขอโทษนะที่ต้องรีบไป เมอร์คาโทรมา

ขอบคุณสำหรับเรื่องวันนี้นะ

โรเจอร์

 

ขอโทษ...และขอบคุณ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ว่างเปล่า ห่างเหิน และโน้ตนั้นไม่เขียนชื่อเขาด้วยซ้ำ คำว่าเมอร์คามันเด่นชัด ตัวอักษรเป็นระเบียบที่เขารักที่จะเห็นกลับกรีดเข้าไปในหัวใจเขา ชายหนุ่มกำมือแน่น ...อยากฉีดโน้ตนั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ...แต่มันคือสิ่งเดียวที่โรเจอร์ทิ้งเอาไว้ แล้วเขาก็ทำไม่ลง

 

..................................................

 

ทุกๆครั้งมันจะต้องเกี่ยวกับเมอร์คา แม้ว่าราฟาจะกอดอีกคนไว้แน่นขนาดไหน แต่สุดท้ายคนที่โรเจอร์ต้องกลับไปหาก็คือเมอร์คา บางครั้งโรเจอร์ก็ทิ้งโน้ตเอาไว้แบบที่แฮมบรูค หรือว่าบางครั้งโรเจอร์ก็จะผลักเขาออกเบาๆ แล้วบอกว่าไม่ได้เพราะเขามีนัดกับเมอร์คาต่ออย่างที่เกิดขึ้นในลอนดอน แต่ทุกๆครั้งเขาได้ยินแค่เพียงคำขอโทษ ไม่เคยมีคำอธิบายอื่น ...เพราะมันไม่จำเป็น ในเมื่อมันเด่นชัดขนาดนั้น “เมอร์คา

เมอร์คาคือคำอธิบายที่เพียงพอแล้ว โรเจอร์รักเธอ เขารู้แต่ส่วนเล็กๆในใจของเขาก็ได้แต่หวังว่าโรเจอร์จะสามารถรักคนอื่นได้นอกจากเมอร์คา

เฟลิตะโกนด่าเขาว่าโง่ เมื่อเขายอมให้เรื่องเกิดขึ้นครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ...สี่ ...ห้า ...หก จนที่สุดเฟลิก็เลิกถามว่ามันกี่ครั้งกันแล้ว ในเมื่อราฟาเองก็หยุดที่จะนับแล้ว เพื่อนสนิทของเขาขู่จะบอกคาร์ลอส แต่ราฟาได้แต่ส่ายหน้าเศร้า เขาแน่ใจว่าไม่ว่าเขาจะเคารพคาร์ลอสแค่ไหน นักเทนนิสอาวุโสก็ไม่มีทางทำให้เขาหยุดเรื่องระหว่างเขากับโรเจอร์ได้

และโชคดีที่เฟลิกลัวลุงโทนี่เกินกว่าจะเอาเรื่องราฟาไปฟ้อง เพราะราฟาเองก็แน่ใจว่าเขาก็ไม่รู้จะทำยังไงถ้าลุงของเขารู้เรื่องทั้งหมด ...

 

แล้วฤดูร้อนก็เปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ร่วง ก่อนจะเข้าสู้ฤดูหนาว ลุงโทนี่เริ่มพูดถึงการเตรียมพร้อมสำหรับฤดูกาลหน้า แต่จิตใจของราฟาไม่เคยอยู่กับเนื้อกับตัวหรือจดจ่อกับคำพูดของโค้ชเขาได้เลย เวลาเกินครึ่งเขาจะเอาแต่ลูบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋า

รอ...รอให้มันดัง รอสัญญาณจากใครสักคน ...คนที่สัญญากับเขาไว้แล้วว่าจะโทรมาหา จะส่งข้อความ รอด้วยความหวัง

เจ็บ...เจ็บทุกวันที่รู้ว่ามัก็แค่หวังลมๆแล้งๆ และมันไม่มีทางเป็นจริงแค่ไหนก็ตาม

 

ที่จริงระหว่าง 2007 จนถึงปีใหม่ เขาได้รับข้อความจากโรเจอร์เพียงสองข้อความเท่านั้น ...หนึ่งในคืนก่อนวันคริสมาสต์ และอีกครั้งสองนาทีก่อนจะถึงปี 2008

สุขสันต์วันปีใหม่นะราฟา ฉันเศร้าจริงๆที่ต้องฉลองแบบคนโสดไม่มีใครให้จูบตอนเที่ยงคืนด้วย 555 เจอกันที่ออสเตรเลีย

 

ราฟากำลังยืนอยู่ที่ระเบียง หัวใจเขาเต้นรัวตอนอ่าน เขาอยากจะกดถามกลับไปเหลือเกินว่าแล้วเมอร์คาอยู่ไหนกันเล่า แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะพิมพ์ ถ้าอย่างนั้นให้ผมจูบคุณย้อนหลังที่ออสเตรเลียได้ไหมครับ  แล้วกดส่ง ปิดโทรศัพท์ และบังคับให้ตัวเองเลิกนับถอยหลังถึงออสเตรเลียนโอเพ่น

 

ที่ออสเตรเลีย เขาแพ้ซองก้าในรอบรองชนะเลิศ ...และโรเจอร์ก็แพ้โนแวคในรอบเดียวกัน คืนนั้นราฟาเดินไปเดินมาในห้องพักอย่างกระสับกระส่าย มือไม่ห่างจากโทรศัพท์มือถือ เขารอ... พร้อมกับคิดถึงใบหน้าของโรเจอร์วินาทีที่เห็นเขาในเมลเบิร์น รอยยิ้มกว้างของอีกคนที่ส่งมาให้ ...ไม่กี่วันที่ผ่านมาเท่านั้น แต่มันไม่พอ เขาต้องการมากกว่านั้น แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาไม่ได้ให้จูบย้อนหลังกับโรเจอร์ ที่จริงเขาไม่ได้เจอโรเจอร์หลังจากนั้นเป็นเดือนๆ นักเทนนิสมือหนึ่งเหมือนจะหายหน้าออกจากซีซันคอร์ทปูนอย่างไร้วี่แวว

 

และราฟามารู้ทีหลังพร้อมกับแฟนๆทั่วโลกว่าโรเจอร์ไม่สบาย ไม่สบายมาเป็นเดือนๆด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เขาสบายดีแล้ว อย่างน้อยก็ดีพอจะแข่งได้

เขาควรจะแสดงความยินดีกับโรเจอร์ที่อีกคนหายป่วย แต่เขากลับรู้สึกคลื่นไส้ เจ็บปวด ...โรเจอร์ไม่เคยบอกอะไรเขาเลย และเขาโกรธตัวเองที่ไม่มีความกล้าพอจะถามโรเจอร์

 

ในที่สุดก็เข้าสู่ฤดูกาลของคอร์ทดิน พวกเขากลับมาที่มอนติคาร์โลอีกครั้ง ที่นั้นนักเทนนิสหนุ่มชาวสเปนเลือกซื้อนาฬิกาพกเรือนเล็กๆจากร้านขายของเก่า...แน่นอนมันเก่า แต่มันก็ยังเดินอย่างเที่ยงตรง ที่สำคัญที่สลักปิดของมันสลักเป็นรูปวัวหน้าตาใจดี มันทำให้เขาคิดถึงโรเจอร์ และคิดว่าอีกคนน่าจะชอบนาฬิกาเรือนนี้ เขารู้ว่าเขาทำตัวงี่เง่าอีกแล้ว แต่มัน...มันคือวันครบรอบหนึ่งปีของพวกเขา ราฟาชวนอีกคนออกไปทานอาหารเย็น

โรเจอร์เลือกจะไปร้านอาหารเล็กๆริมชายหาด พวกเขาเลือกที่จะนั่งริมระเบียงมองพระอาทิตย์ตกดิน ทั้งร้านว่างเปล่านอกจากพวกเขาสองคน เสียงไวโอลินเบาๆขับกล่อม ราฟาก้มมองเสื้อตัวเองอีกครั้ง และทำให้แน่ใจว่ามันไม่มีรอยย่น (เขาเลือกสีฟ้า เฟลิบอกว่าเขาใส่สีฟ้าขึ้น) ก่อนจะเงยหน้าขึ้น โรเจอร์กำลังเหม่อมองพระอาทิตย์ตกดินและท้องฟ้าที่แต้มด้วยสีแสดทอง ลมเบาๆพัดมาทำให้ผมสีน้ำตาลเป็นคลื่นของอีกคนพัดไปพัดมา ราฟารู้สึกว่าเขาอยากจะขยับมือไปทัดผมเข้าที่หลังหูของอีกคนให้ อยากจับผมนุ่มๆนั้น แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรนอกจากยิ้ม

นักเทนนิสมือหนึ่งเลือกที่จะสั่งไวน์ “นิดเดียวเอง ไม่เป็นไรซะหน่อย” โรเจอร์เลิกคิ้วเมื่อราฟาประท้วงว่าพวกเขาไม่ควรดื่มระหว่างทัวร์นาเมนต์ รอยยิ้มขบขันที่ทำให้ราฟาอยากจะเดินไปแล้วทำให้รอยยิ้มนั้นหายไปด้วยริมฝีปากของเขา

“อีกอย่าง นี้มันก็หนึ่งปีแล้วใช่ไหม”

 

ราฟากระพริบตา โรเจอร์จำได้ แต่...แต่อะไรบางอย่างในน้ำเสียงอีกคน ..เสียใจ ..รู้สึกผิด ...เศร้า เขาไม่กล้าอีกแล้ว ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากถามโรเจอร์ว่าคืออะไรกันแน่ แต่โรเจอร์ก็เฉลยมันออกมาเอง นักเทนนิสชาวสวิส ก้มหน้าลง หลบตาราฟาก่อนจะพูดออกมา

“เราทำอย่างนี้ต่อไม่ได้แล้ว ฉันไม่ควรที่จะ... ราฟาฉันขอโทษ”

 

และเสียงไวโอลินที่ราฟาคิดว่ามันเพราะเหลือเกินตอนที่เดินเข้ามาตอนนี้มันกลับทำให้เขารำคาญจนเขาอยากจะเดินไปชกหน้าคนที่กำลังสีอยู่ ราฟาสูดหายใจลึก ทำใจให้สงบ เสมือนเขากำลังอยู่ในสนามแข่ง

“คุณหมายความว่ายังไงฮะ” งี่เง่า ราฟาด่าตัวเองในใจ เขาถามเพื่ออะไรกัน คำอธิบาย ถ่วงเวลา หรืออะไร และจริงๆแล้วมันเจ็บน้อยกว่าที่เขาคิด อาจจะเป็นเพราะหัวใจเขามันเจ็บมาตลอดจนมันชิน หรือเป็นเพราะว่าเขารู้ว่ายังไงวันนี้ก็ต้องมาถึงแม้เขาจะภาวนาให้มันไม่เกิดขึ้นมากแค่ไหนก็ตาม

 

และแน่นอนโรเจอร์ไม่พูดอะไรเพิ่มเติม โรเจอร์ไม่เคยอธิบายอะไร ไม่เคยมีอะไรให้เขานอกจากคำว่าขอโทษ

 

“ไม่เป็นไรฮะ ผม...ผมเข้าใจ” ราฟาตัดสินใจพูดออกมาเอง เพราะเขาเข้าใจ เพราะเขาจำได้ว่าวันนี้เมื่อหนึ่งปีที่แล้วตอนที่โรเจอร์เดินมาหาเขา ลมหายใจเจือกลิ่นเหล้า เสื้อผ้ายุ่งเหยิง ตาแดงก่ำ เป็นเพราะอะไร...ไม่ใช่สิเป็นเพราะใครต่างหาก... เมอร์คา ...คำอธิบายของทุกอย่างคือเมอร์คา

 

......................................................

ฤดูกาลหมุนผ่านไปอีกครั้ง จากใบไม้ผลิ ก็เข้าสู่ฤดูร้อน แสงแดดเจิดจ้าและไอร้อนระอุบนคอร์ทเทนนิส โรเจอร์เล่นเทนนิสเหมือนไม่มีวิญญาณ ไม่ใช่คนเดิมที่เขาเคยเห็น มันคงไม่เป็นไรถ้าราฟาเป็นคนเดียวที่สังเกตเห็น (และแน่นอนว่าเขาเห็น เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่สายตาเขาก็อดไม่ได้ที่จะหยุดที่ร่างโปร่งนั้น แม้มันจะเจ็บเจียนตายที่เห็นอีกคนแค่ไหนก็ตาม) แต่ทุกคนก็เห็น นักเทนนิสคนอื่น แฟนๆ ที่แย่ที่สุดคือเขาต้องเห็นมันใกล้ๆ เมื่อเขาต้องแข่งกับโรเจอร์ เขาจำใบหน้าผิดหวังของโรเจอร์ สายตาที่เสียใจจนเหมือนจะหลั่งน้ำตาออกตรงนั้นในแสงอาทิตย์อัสดงที่วิมเบอร์ดัน เขาเป็นคนถือถ้วยรางวัล แต่ทำไมเขาไม่รู้สึกว่าเขาชนะเลย

 

จากวันนี้ที่มอนติคาร์โล จนถึงวิมเบอร์ดัน โรเจอร์คุยกับเขาสองครั้ง

“ราฟา ...ฉัน พระเจ้า ฉันอยากจะ... ฉันขอโทษ” ทุกครั้งที่มือเรียวนั้นยื่นมาจับเขาหัวใจราฟาก็เต้นอย่างมีความหวัง ก่อนที่มันจะแตกเป็นเสี่ยงๆอีกครั้งเมื่ออีกคนจบประโยคด้วยคำว่า ฉันขอโทษ  

 

ท้องฟ้าปักกิ่งเป็นสีเทาขมุกขมัว ราฟาดูแมทช์แข่งคู่จากทีวีใหญ่ในห้องพักโรงแรงของเขา กัดเล็บอย่างตื่นเต้นและลุ้นไปด้วย จนลุงโทนี่ต้องเดินมาดุบอกให้ราฟาเลิกกัดเล็บเหมือนเด็กๆซะที และที่สำคัญให้ราฟาเลิกหมกมุ่นกับเรื่องอื่นๆนอกจากเทนนิสได้แล้ว แต่ราฟาไม่ฟัง เพราะถึงเขาจะหมกมุ่นก็แล้วไง เขาก็ยังชนะใช่ไหม เขาได้เหรียญทองชายเดี่ยวนะ

แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกเหมือนเขาแพ้ และทำไมเขาถึงเจ็บเหลือเกินเมื่อเห็นโรเจอร์ในสนามแข่งเทนนิสชายคู่ เหรียญทองห้อยอยู่รอบคอ พร้อมกับรอยยิ้มกว้างและมือโอบกอดชายคนอื่นแน่น (note:คนที่ราฟากำลังหึงคือสแตน วาวริงกา นักเทนนิสสวิสที่โรเจอร์เล่นคู่ด้วยตอนโอลิมปิคที่ปักกิ่ง)

 

เดือนกันยาเข่าของเขาก็เริ่มเจ็บอีกครั้ง และคราวนี้มันไม่หายเจ็บง่ายๆจากการพักเพียงอาทิตย์สองอาทิตย์ เขาไม่มีทางไปแข่ง US Open ในสภาพนี้ได้ และลุงโทนี่ก็รู้ ชายแก่ตบบ่าราฟาขณะบอกข่าวร้ายนั้นกับเขา ไม่ใช่ความผิดของหลาน หลานทำดีแล้ว ปีนี้เป็นปีที่ดีของหลาน ราฟาพยักหน้า

 

แต่ลุงโทนี่พูดผิด มันไม่ใช่ปีที่ดี ไม่ใช่เลย เขายังคงอ่านข้อความจากโรเจอร์ซ้ำไปซ้ำมาเหมือนคนบ้า ยิ้มเหมือนคนไม่เต็มทุกครั้งที่นักเทนนิสชาวสวิสส่งข้อความมาให้ ราฟายังคงโดนเฟลิด่าว่าโง่ทุกครั้งที่เขาตอบข้อความของโรเจอร์ ...เขาไม่อยากเป็นคนดูไร้มารยาทที่ไม่ตอบข้อความ ราฟาเถียงกลับเสมอ มาม้าเลี้ยงเขาให้มีมารยาท เฟลิได้แต่กรอกตาแล้วบอกว่าเขาโง่ โง่ โง่ เขางอกจนเฟลิแทบจะไม่อยากพูดด้วยแล้ว

 

ราฟาฉลองปีใหม่ที่อาบูเดบิ ตะโกนทักทายปี 2009 จากระเบียงโรงแรมสูงเสียดฟ้า ...ทุกอย่างเหมือนปีที่แล้ว เพียงแต่ปีนี้ไม่มีข้อความจากใครบางคน โทรศัพท์มือถือของเขาเงียบสนิท ไม่มีคนมาเซอร์ไพรส์ เคาะประตูห้องเขา และราฟารู้ว่าห้องพักของโรเจอร์อยู่ต่ำลงไปจากห้องของเขาเพียงสองชั้น ...และเขาเดินลงไปที่ลิฟท์ได้...

ชายหนุ่มสั่นหน้า สะบัดศีรษะไล่ความคิดทรยศนั้น ไม่ ...เขาจะไม่วิ่งลงไปหาโรเจอร์เพื่อจะขอจูบเที่ยงคืนที่เขาเคยติดโรเจอร์ไว้ เพราะเขารู้ว่าเขาจะไม่ขอแค่จูบตอนเที่ยงคืน แต่เขาจะต้องการริมฝีปากคู่นั้นทุกเช้าที่ตื่น ทุกเที่ยง ทุกเย็น ทุกค่ำ ทุกวัน...ทุกเวลา  

 

ราฟาสูดหายใจลึก หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เลื่อนไปจนถึงรายชื่อที่อ่านว่า โรเจลิโอ แค่เห็นชื่อของอีกคนก็ทำให้เขารู้สึกปวดหนึบในอก เขารู้ว่าเขาต้องทำอะไร สิ่งที่เขาควรจะทำตั้งแต่วันที่ชายหาดที่มอนติคาร์โล ที่วิมเบอร์ดัน และที่ปักกิ่ง

...ราฟากดแก้ไข แล้วเปลี่ยน โรเจลิโอหายไป เหลือเพียงแค่ โรเจอร์ เฟดเดอร์เรอร์ ที่หน้าจอของเขา

ของขวัญปีใหม่ให้กับตัวเขาเอง ...ตัดใจ และก้าวต่อไปซะที

 

.............................................................................

กรกฎาคม สิงหาคม 2011

 

ทุกอย่างเริ่มขึ้นอีกครั้ง...

 

สำหรับราฟา ฤดูร้อนคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปี มันทำให้เขานึกถึงบ้าน แม้ว่าเขาจะกำลังวิ่งอยู่บนคอร์ทดิน หรือคอร์ทหญ้า หรือใต้ท้องฟ้าที่อเมริกา และแม้ว่าตอนนี้เวลาส่วนใหญ่ของเขาใช้อยู่ในโรงแรมหรู หรือในเครื่องบินเจ๊ต แต่ไอร้อน แสงแดดร้อนแรง และท้องฟ้าใสทำให้เขานึกถึงเกาะมายอก้าได้เสมอ และบ้านของเขาคือมายอก้า

 

เคยมีคนบอกไว้ว่าไม่มีอะไรเทียบได้กับการได้กลับมาบ้าน ราฟาจำชื่อคนที่พูดไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เขาแน่ใจว่าเขาเคยอ่านผ่านๆ ในโรงเรียนประถมละมั้ง และเขาเห็นด้วย เพราะบ้าน.... คนที่บ้าน ถนนที่ทอดไปสู่บ้าน อาหารของมาม้า แล้วร่มไม้ที่ทอดผ่านห้องนอน ที่เขาเห็นทุกวันเวลาเดินไปโรงเรียน มันเป็นสิ่งที่คุ้นเคย และปลอดภัย

....และบางทีนั้นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาปล่อยให้เขาไม่ระวังตัว...เพราะเขาอยู่ที่บ้านแล้ว

 

เพราะฉะนั้นตอนที่ซิสก้าชวนเขาไปนั่งเรือในวันอังคาร ราฟาชวนมานาโลไปด้วย แน่นอนหญิงสาวมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ขณะที่พวกเขาขับรถไปที่ชายหาด แต่ราฟาก็ไม่สนใจ มานาโลเป็นคนดีแล้วก็ไม่ได้โง่เง่า นอกจากนั้นพวกเขายังไปอยู่บนเรือกลางทะเลนะ ไม่มีใครเห็นซะหน่อย ซิสก้าควรจะต้องปล่อยตัวซะบ้าง ถ้าหญิงสาวไม่ทำ อย่างน้อยๆเธอก็ควรจะให้ราฟาทำ

 

มันเป็นปลายเดือนกรกฎาคม น้ำทะเลอุ่นและเป็นสีฟ้าใสแจ๋ว ท้องฟ้าไร้เมฆ ทุกอย่างสว่างและสดใส พวกเขาเอาเรือออก และไม่หยุดจนไปไกลจากหาดพ้นสายตาคนอื่นแล้ว ซิสก้านอนอาบแดดอยู่ที่ดาดฟ้า ราฟาหลับตาปล่อยให้คลื่นและแสงแดดกล่อมให้เขาหลับสบาย มือของมานาโลกอดเอวเขา ขณะที่ศีรษะอีกคนพิงอยู่บนหน้าอกของเขา

 

รูปที่ออกมามีเพียงสองรูปเท่านั้น...เท่าที่เขารู้...และรูปทั้งคู่เบลอจัดจากการที่ช่างภาพต้องซูมอย่างหนัก แต่ทันทีที่เห็นใครๆก็ดูออกว่าชายคนที่อยู่ในรูปคือราฟา ...ผมยุ่งเหยิง รอยยิ้มน้อยๆ ขณะปล่อยให้ตัวเองเชื่อว่าปลอดภัยและก้มลงจูบชายอีกคนในอ้อมแขน

 

........................................................

 

พวกเขาได้รับโทรศัพท์แรกตอนตีสี่ในเช้าวันพุธที่ซินซินเนติ คนที่รับโทรศัพท์คือเมอร์คา ส่วนเขายังคงงัวเงีย

 

ใครกัน โรเจอร์อยากจะถาม แต่สิ่งที่ออกจากปากเขากลับเป็นเสียงหาวกว้าง

 

“ใช่  นี้เมอร์คาพูด เขายังหลับอยู่” เธอพูดใส่โทรศัพท์ ใบหน้าก้มลง ทำให้โรเจอร์ไม่เห็นสีหน้าของเธอ ก่อนที่เธอจะยันตัวลุกขึ้น พร้อมกับออกไปพูดโทรข้างนอก โรเจอร์ได้แต่ขมวดคิ้วแล้วหันมองนาฬิกาข้างเตียง ใครกันที่โทรมาเวลานี้ อาจจะเป็นคนจากฝั่งยุโรปที่ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ที่อเมริกาแล้ว ...พ่อเขาละมั้ง

และโรเจอร์ก็หลับไปอีกครั้ง เขาไม่แน่ใจว่าเมอร์คาคุยโทรศัพท์นานแค่ไหน แต่กว่าเธอกลับมาที่เตียงอีกครั้งก็นานโข

 

“ใครโทรมากัน” โรเจอร์ถามเสียงงัวเงีย ขณะที่ที่นอนยุบลงตามน้ำหนักตัวของคนข้างๆเขา

 

“ไม่สำคัญหรอกค่ะ” เมอร์คาตอบ

“คุณนอนเถอะ”

 

โรเจอร์พยักหน้า แล้วเขาก็นอนต่อ เมื่อเขารู้สึกตัวอีกครั้งก็สายแล้ว เมอร์คาลุกออกไปเตรียมตัวแล้ว โรเจอร์บิดตัวแล้วเดินออกไปที่ห้องโถง เมอร์คายืนอยู่ที่ห้องครัว กำลังเตรียมกาแฟตอนเช้า ทันทีที่เธอเห็นเขาใบหน้าเธอก็เปลี่ยนมาเคร่งขรึม

“คุณควรไปแต่งตัวนะคะ” เมอร์คาพูดออกมา

“ทีมงานของไนกี้กำลังจะมาที่นี่ในอีกครึ่งชั่วโมง”

 

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว

“เกี่ยวกับโทรศัพท์เมื่อเช้ารึเปล่า”

 

เมอร์คาถอนหายใจแล้ววางแก้วกาแฟลง

“ฉันไม่อยากปลุกคุณ”

 

“ใคร...” เขาสูดหายใจก่อนจะถามต่อ

“เขาถูกจับได้กับใคร”

 

“ฉันไม่รู้ค่ะ ไม่ใช่คนดัง” เมอร์คามองหน้าเขานิ่ง

“ไปแต่งตัวซะ ฉันจะเตรียมอาหารเช้าเอาไว้ให้”

 

ชายหนุ่มอาบน้ำอย่างเร็ว หวังว่าน้ำร้อนจะทำให้เขาคิดอะไรออก ทำให้หัวเขาโล่ง แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย โรเจอร์มองผ่านกระจกฝ้าๆในห้องน้ำ

โธ่เอ้ยราฟา ...ทำไม ...เกิดขึ้นได้ยังไง ... ทำไมถึงต้องเป็น ราฟา

 

เขารู้สึกว่ามันควรเป็นจุดจบของโลก นักเทนนิสอันดับหนึ่งถูกจับได้ว่าเป็นเกย์ แต่โลกนี้ก็ยังหมุนต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในเช้าวันพุธกลางฤดูร้อน

โรเจอร์แต่งตัวอย่างใจลอย เขาหยิบชุดที่เมอร์คาเตรียมเอาไว้ให้ เสื้อโปโลสีขาว กางเกงสีกากี ถุงเท้าสีเข้ม และไม่นานเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น ทีมงานของไนกี้มาตรงเวลาแป๊ะ ชายตรงหน้าเขาอยู่ในชุดสูทสีเทาเนี้ยบ พร้อมกับแนะนำตัวว่าชื่อแกรี่ โรเจอร์ทักทายและเชิญให้แกรี่เข้ามาในห้อง ทุกๆคนในห้องนี้ เขา เมอร์คา และแกรี่ดูกระอักกระอ่วนกันไปหมด

 

“นี้คือเรื่องที่เกิดขึ้นนะครับคุณเฟดเดอร์เรอร์” แกรี่เริ่มพูด แล้วโรเจอร์ก็ฟังอย่างใจลอย เรื่องที่แกรี่เล่าไม่ต่างจากที่เมอร์คาบอกเขาสักเท่าไหร่ มีใครสักคนถ่ายรูปของคุณนาดาลในสเปน ตอนเดือนกรกฎาคม แล้วตอนนี้รูปนั้นก็รั่วไหล แล้วถูกเผยแพร่ไปทั่ว สื่อกำลังวิ่งพล่านหาข่าว

แต่สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวโรเจอร์คือ ทำไมต้องเป็นราฟาด้วย ทำไม ทำไม

 

“งั้นตอนนี้คุณก็มาเพื่อวางแผนว่าจะให้ผมตอบนักข่าวยังไงถ้าถูกถามใช่ไหม” โรเจอร์ถามตรงๆ เขาอยู่ในวงการมานานเกินกว่าจะเฟคแล้ว เขารู้ว่าเขาถูกจ้างเพื่ออะไร

 

แกรี่พยักหน้า “เราไม่สามารถงดงานแถลงข่าวหลังแมทช์ของคุณหรือคุณนาดาลได้ แต่ว่าเราต้องการที่จะให้ตอบคำถามเกี่ยวกับเทนนิสเท่านั้น”

 

“มันเป็นงานแถลงข่าวหลังแมทช์ คำถามมันต้องควรเกี่ยวกับเทนนิสอยู่แล้ว” โรเจอร์พูดออกมา ทำให้แกรี่หรี่ตามองเขาอย่างไม่พอใจ โรเจอร์ถอนหายใจทอดสายตาลงมองมือของตัวเองที่ประสานกันบนตัก ท่าทางที่เขาทำเสมอเวลาประหม่า

“โอเค ผมเข้าใจ คุณอยากให้ผมใช้วิธีเลี่ยงคำถาม พยายามทำเป็นไม่สนใจคำถามใดๆที่ไม่เกี่ยวกับเทนนิสใช่ไหม”

 

“ไม่ใช่แค่พยายามครับ ไม่สนใจมันเลยต่างหาก เราอยากให้คุณทำเป็นไม่รับรู้เลยคุณเฟดเดอร์เรอร์ ไม่ว่าเราจะทำอะไรตอนนี้ไม่เป็นผลดีทั้งนั้น ทางที่ดีที่สุดคือการนิ่งเฉย”

 

“...ผมเข้าใจแล้ว” แล้วราฟาล่ะจะทำยังไง โรเจอร์อยากจะถามต่อ แต่เขาทำไม่ได้

“เราจะไม่พูด ไม่ทำอะไร รอให้มันซาไปเอง”

 

“ครับ เดี๋ยวก็จะมีข่าวใหม่ให้พวกนั้นเอาไปเล่น” แกรี่พยักหน้า

“การพยายามผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด พยายามอย่าทำให้มันแย่ลงตกลงไหมครับ”

 

“แล้วคุณคิดว่ามันจะได้ผลหรือ”

 

“ผมคิดว่าเราแน่ใจได้ว่าถ้าคุณทำตามคำแนะนำของเราเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณแล้วคุณเฟดเดอร์เรอร์”

 

โรเจอร์เข้าใจ แผนก็คือปล่อยให้คลื่นกระทบฝั่งและเงียบไปเองเมื่อไม่มีใครให้ข่าวหรืออะไรเพิ่มเติม แต่คลื่นนั้นมันอาจจะดึงราฟาลงไปพร้อมกับมันด้วย แน่นอนบริษัทต้องปกป้องเงินลงทุนของพวกเขา พวกเขาต้องเรียงลำดับความสำคัญของทรัพย์สินของพวกเขา และตอนนี้ราฟาไม่ใช่ทรัพย์สินที่ทำกำไรอีกแล้ว ...และในบริษัทพวกเขาก็มีสองทางเลือกสำหรับทรัพย์สินที่ไม่ทำกำไร ...หนึ่งพยายามปรับปรุงมัน รับความเสี่ยงกับความล้มเหลวที่อาจจะเกิดขึ้น หรือสอง....ตัดใจซะ และปล่อยให้มันตายไปตามชะตากรรม ไม่ต้องเสี่ยงในเมื่อมันคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

“ผม..ผมเข้าใจ” โรเจอร์พูดออกมาอย่างยากลำบาก แต่แกรี่ก็ยิ้มให้เขาเมื่อเขาพูดจบ โรเจอร์แน่ใจว่าในหัวชายในชุดสูทกำลังกากบาทข้อควรจำในหัวทิ้ง กล่อมโรเจอร์ให้ทำตัวเป็นหุ่นกระบอกให้สำเร็จ

 

โรเจอร์เดินไปส่งแกรี่ที่ทางเดิน ก่อนจะปิดประตูแล้วล๊อค

 

พยายามอย่าทำให้มันแย่ลง คำพูดของแกรี่ที่ยังคงก้องอยู่ในหัวของเขา เขาไม่รู้ว่าพวกสปอนเซอร์รู้เยอะแค่ไหน แต่เขาแน่ใจว่าถ้ามีใครที่จะทำให้อะไรแย่ลงได้ คนคนนั้นก็คือเขานี้แหละ เพราะถ้าราฟาถูกจับได้ มันก็ต้องมีใครสักคนเริ่มขุดคุ้ย แล้วเรื่องของพวกเขา... แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

 

“ให้ตายสิหมอนั้นกลับไปได้ซะที เขาน่าจะรีบๆไสหัวออกไปได้แล้ว”

 

เสียงของเมอร์คาทำให้โรเจอร์หันขวับ เขาพยายามจะพูดตอบโต้เธอ แต่เขาทำได้เพียงขยับปากอย่างไร้สุ้มเสียง เมอร์คาถอนหายใจ

 

“ฉันจะออกไปซื้อของสำหรับมื้อเที่ยงนะคะ คงดีกว่าถ้าวันนี้คุณอยู่ในห้อง”

 

ใช่คงดีกว่า

“เมอร์คา” โรเจอร์พูดออกมาเบา เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประโยคต่อไปคืออะไร

“เกี่ยวกับที่คนจากไนกี้พูด...”

 

เมอร์คาเดินผ่านเขาไปที่ประตู เธอหันหลังให้เขาขณะที่ตอบกลับมาเบาๆ

“ไม่ใช่ตอนนี้ค่ะโรเจอร์”

 

โรเจอร์อ่านสีหน้าเธอไม่ออก

 

“ไม่ใช่ตอนนี้ค่ะ คุณไม่ต้องบอกฉันตอนนี้ คุณบอกฉันตอนฉันกลับมาตกลงไหมคะ”

 

โรเจอร์ปิดปากแล้วพยักหน้า

 

มุมปากของเมอร์คายกขึ้น “แล้วเลิกขมวดคิ้วได้แล้ว เดี๋ยวคุณจะต้องใช้โบทอกซ์ก่อนเวลานะ”

 

โรเจอร์ขมวดคิ้ว ก่อนที่จะรู้ตัวแล้วรีบคลายใบหน้า เขาอยากจะจับแขนเมอร์คา ดึงตัวเธอแล้วจูบลา แต่เขาลังเล สุดท้ายเขาแค่พยักหน้า

“ระวังตัวด้วย” เขาพูดแค่นั้น เขาไม่รู้จะพูดอะไร เขามีคนอีกมากที่เขาต้องคิดก่อนจะตัดสินใจ มีคนอีกมากจริงๆที่เขาเป็นหนี้ คนเหล่านั้นรวมถึงเมอร์คาด้วย ...เขา...เขาติดค้างเธอมากมายเหลือเกิน

 

..................................................................

 

ลุงโทนี่เดินประกบเขาตลอดเวลาตั้งแต่วันที่ภาพนั้นรั่วไหล ราวกับชายชรากลัวที่จะปล่อยให้ราฟาอยู่คนเดียว เหมือนกันราฟากลับเป็นเด็กสี่ขวบอีกครั้ง เด็กตัวเล็กๆที่ต้องการการปกป้องเสมอ และถ้าลุงโทนี่มองไปทางอื่นเขาจะหายไป ถูกโลกบ้าๆที่กลืนเข้าไป

แต่ราฟาก็ยังคงมีเพื่อน เขายังคงมีเฟลิ เฟลิที่เดินอาดๆเข้ามาในห้องเขาทันทีที่เขาเชคอินที่โรงแรม แล้วชี้หน้าบอกเขาว่าเขามัน “โง่” แค่ไหนอีกครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนมากอดราฟาไว้แน่น เพราะสุดท้ายแม้ราฟาจะเป็นไอ้คนที่โง่ที่สุดในโลกแต่เฟลิก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเขา และเฟลิก็แคร์เขา ไม่ใช่แค่เฟลิแต่ทุกคนรอบตัวเขา มาร์ค เฟอร์นั้นโด เดวิด ราฟารู้ว่าใครคือเพื่อนแท้ เขารู้ว่าใครที่จะยืนข้างเขาเมื่อถึงเวลาคับขัน

 

ริชชี่ (note: ริชาร์ด กาสเค็ทค่ะ ฮีเป็นคนที่มีข่าวเป็นเกย์เยอะมากกกกก และโดนถามเยอะ) ก็เป็นเพื่อนคนหนึ่งเช่นกัน ริชชี่มองไปที่นักข่าวจากฝรั่งเศสพร้อมกับด่าใส่พวกนั้นเป็นภาษาฝรั่งเศสเมื่อสื่อเริ่มถามคำถามเกี่ยวกับราฟา ถามว่าคนอย่างราฟาสมควรที่จะได้ถ้วยรางวัล French Open เหรอ

 

“นายเคยทำอย่างเดียวกันให้ฉัน” ริชชี่ตอบเรียบๆเมื่อราฟาถามว่าทำไม

“เวลาที่ไม่มีใครอยากจะเอาตัวมาให้เสียชื่อกับคนอย่างฉัน นายปกป้องฉัน แล้วตอนนี้ฉันก็จะทำแบบเดียวกัน เราเป็นเพื่อนกันจริงไหม”

 

แล้วก็โนแวค โนแวคที่ถูกสื่อขุดคุ้ยไม่ต่างจากราฟา เพียงเพราะพวกเขาเคยเล่นคู่ด้วยกัน และโนแวคก็ออกมาปกป้องเขา พูดกลับใส่นักข่าวที่ถามคำถามบ้าๆตลอดช่วงเวลาแถลงข่าวที่ซินซินเนติ เขาบอกว่าเขาจะไม่ตอบคำถามจากสื่อโคมลอยและเรื่องส่วนตัวของผู้เล่นในห้องแถลงข่าวของทัวร์นาเมนต์...หรือที่ไหนก็ตาม พวกนายเป็นนักข่าวเทนนิสไม่ใช่รึไงวะแม่ง ทำงานซะทีสิไอพวกหอกเอ้ย ถามเกี่ยวกับเทนนิสสิ นายคิดว่าฉันเป็นนักเทนนิสแล้วงานของฉันจะไม่เล่นเทนนิสได้รึไง งานของฉันคือการนินทาผู้เล่นคนอื่นเหรอ ระยำเอ้ย

 

เขารู้ว่าคำพูดของโนแวคต้องส่งผลอะไรกับนักเทนนิสชาวเซิร์บ ราฟาไม่แน่ใจว่าผลของมันขนาดไหน กับสปอนเซอร์ กับครอบครัว แต่เขาแน่ใจว่ามันหนักหนาเอาการ มันหนักเสมอเมื่อนักกีฬาสักคนกล้าที่จะล้ำเส้น พูดตามใจคิด เป็นคนที่คุณอยากเป็น ไม่ใช่ที่สปอนเซอร์อยากให้คุณเป็น

 

และยิ่งความเห็นของคุณที่ค่าเท่าไหร่ คุณยิ่งถูกคุมหนักเท่านั้น โรเจอร์ยังคงเงียบเฉยไม่ออกมาพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำอย่างที่ราฟาแน่ใจว่าสปอนเซอร์ต้องการ และเขาเข้าใจ แม้ว่ามันจะเจ็บก็ตาม เหมือนกันแผลเก่าๆที่ไม่มีวันหาย และมันเจ็บลึกๆทุกครั้งที่เขาเดินสวนกับอีกคน และไม่ได้แม้แต่รอยยิ้มส่งคืนมาให้

 

แต่บางทีมันอาจจะดีแล้วก็ได้ ...เรื่องระหว่างเขากับโรเจอร์ มันไม่ควรจะมีอะไรมากไปกว่าคู่แข่ง

 

และราฟาหวังจริงๆว่าถ้าหากเขาบอกตัวเองซ้ำๆสักวันมันจะซึมเข้าหัวเขา แล้วเขาจะเลิกแคร์ จะเลิกเจ็บ

 

จริงๆราฟาไม่เคยอายด้วยซ้ำที่จะยอมรับว่าเขาชอบผู้ชาย ในเมื่อมันคือความจริง มันคือตัวตนของเขา แต่ในเมื่อคนรอบข้างของเขาแคร์ และท้ายที่สุดคนที่รับผลของเรื่องทั้งหมดคือคนรอบตัวเขา คือเบนิโต้ที่ต้องทำงานหนักเพื่อเตรียมคำตอบไว้สำหรับทุกงานแถลงข่าว และลุงโทนี่ที่ต้องเครียด และมาม้าที่ผิดหวังกับทางเลือกของเขา

และเพื่อนๆของเขาที่โดนบังคับให้เลือก ...เลือกที่จะยืนข้างเขา เดินออกมาจากเส้นที่ขีดเอาไว้ หรือถอยห่างจากราฟา

 

มานาโลโทรหาเขาครั้งหนึ่งหลังจากที่ข่าวออก ถามเขาว่าเขาเป็นยังไงบ้าง และชายหนุ่มจะช่วยอะไรราฟาได้บ้าง ราฟาบอกเขาว่าไม่ สิ่งที่คุณทำได้คือหายหน้าไป

“แล้วเรื่องของเรา...” มานาโลถามเบาๆ

 

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”

 

“จบแล้วสินะ จริงๆผมก็ไม่คิดว่าพวกเราก็เป็นคู่รักกันได้เหมือนกัน คุณว่าไหม”

 

เสียงอีกคนกล่าวหาเบาๆ และราฟาก็รู้ตัวว่านั้นคือความจริง และคนผิดก็คือเขา

“ใช่ ผมเสียใจจริงๆ”

 

“ช่างเถอะ... ผมก็ไม่ควรที่จะ...” มานาโลถอนหายใจ

“ผมไม่รู้ว่าคนที่คุณรอเป็นยังไง ผมพยายามจะเป็นคนนั้น แต่รู้ไหมคุณเป็นคนที่ตั้งความหวังเอาไว้สูงมาก ไม่ว่าผมจะทำอะไรคุณไม่เคย... ไม่เคยที่จะดูมีความสุขเลยราฟา”

 

แต่เขาจะไม่ตั้งความหวังสูงได้ยังไงในเมื่อคนที่อยู่ในห้วงความคิดเขา ชายที่ราฟาจดจำทุกวินาทีเอาไว้ แม้มันจะน้อยนิดแค่ไหนคือความสมบูรณ์แบบ ...คนรักของเขาเคยเป็นโรเจอร์

 

ทุกอย่างมันเกินกว่าที่ราฟาจะทนได้ เขาแค่อยากให้มันหายไป อยากให้ลุงโทนี่เลิกตามเขาตลอดเวลา เลิกเตือนราฟาว่าไม่มีที่ไหนปลอดภัย

แม้กระทั่งบนคอร์ทเทนนิส ทุกครั้งที่ราฟามองไปที่อัฒจันทร์ ทุกครั้งที่เขามองหน้าเด็กเก็บบอล หรือเสียงกระซิบเบาๆท่ามกลางหมู่คนดู ทุกอย่างเตือนราฟาถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เขาพยายาม...พยายามที่จะลืม ตั้งสมาธิ เพราะเขามาเพื่อเล่นเทนนิส มันคืองานของเขา แต่เขาก็ทำได้ไม่ดี เขาพยายาม... เข่าเขาเจ็บ เช่นเดียวกับหัวใจของเขา ...แต่เขาก็พยายาม

 

.......................................................................

 

มันกวนใจเขา

เพราะพวกเขาอยู่ในสถานการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ใช้เวลาที่สื่อพุ่งความสนใจมาที่เทนนิส ทำอะไรสักอย่างกับความเชื่อเก่าๆฝังหัวของกีฬา ของธรรมเนียมบ้าๆนี้ได้ มันเปลี่ยนแปลงได้

แอนดี้ รอดดิคโทรหาเขา สองวันหลังจากที่มีข่าว ถามเขาว่าเขาจะทำยังไง ถามว่าพวกสปอนเซอร์จี้ตูดเขาให้ทำอะไรบ้าง และสิ่งที่โรเจอร์ตอบออกไปก็คือ “ฉันไม่ควรจะพูดอะไรออกไป แม้ก็ทั้งกับนายก็เถอะแอนดี้ เข้าใจใช่ไหม”

 

“อะฮะ แจ่มแจ้ง” นักเทนนิสชาวอเมริกันเงียบไปสักพักก่อนจะพูดต่อ

“ฉันแค่คิดว่ามันต่างออกไปรึเปล่าที่สวิสเซอร์แลนด์น่ะ พวกนายไม่ค่อยสนใจเกี่ยวกับข่าวกอซซิบ ไม่มีเรื่องเดินขบวนประท้วงรักร่วมเพศ ไม่มีข่าวต่อต้านขึ้นหน้าหนึ่งทุกวันเหมือนที่นี่”

 

โรเจอร์บีบจมูกตัวเองอย่างเหนื่อยๆ เขาปวดหัวจี๊ด

“นายจะพูดอะไรแอนดี้”

 

“ฉันแค่จะบอกว่าคนที่นี่สนใจเรื่องพวกนี้เพื่อน และบางทีถึงนายจะไม่ใช่สัญลักษณ์ประจำชาติเราแต่พวกเราก็ให้ค่าความเห็นของคนอย่างนายเข้าใจใช่ไหม”

 

“จะเล่นบทลุงเบนแล้วให้ฉันเป็นสไปเดอร์แมนรึไง”

 

“นี้ฉันกำลังจริงจังนะเว้ย” แอนดี้พูดแต่ก็หัวเราะออกมา

“เอาเป็นว่าโชคดีละกัน แล้วเจอกันที่นิวยอร์ค”

 

แต่โรเจอร์สลัดคำพูดของแอนดี้ออกจากหัวไม่ได้ แม้ว่าหลังจากนั้นไปนาน มันติดอยู่ในจิตสำนึกของเขา ทุกครั้งที่เขาปัดคำถามเกี่ยวกับราฟา มันทำให้เขาพยายามที่จะร่างอีเมล์ส่งหาใครสักคน แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี

 

มันสองวันมาแล้วหลังจากเกิดเรื่อง แต่มันก็ยังรบกวนใจเขา ที่ทั้งโลกพยายามจะหาเหตุผล พยายามจะหาทางออก แต่เขา โรเจอร์ เฟดเดอร์เรอร์ได้แต่นิ่งเงียบเป็นหุ่นกระบอกชักใยให้กับบริษัทสปอนเซอร์ต่างๆ

 

มันกวนใจเขาจริงๆ

 

เขาควรจะต้องพูดอะไรสักอย่าง เขาแน่ใจ แม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่ใช่มือวางอันดับหนึ่งของโลกอีกแล้วแต่ว่าเขาก็ยังคงเป็น โรเจอร์ เฟดเดอร์เรอร์ และคนยังคาดหวังว่าเขาจะพูดอะไรสักอย่าง แม้ว่าจะเป็นอะไรอย่าง นี้มันไม่เกี่ยวกับเทนนิสซะหน่อย ช่วยเลิกสนใจข่าวกอซซิปกันได้แล้ว แม้จะแค่นั้นมันก็ยังดีกว่าสิ่งที่เขาทำตอนนี้

....ดีกว่า แต่มันไม่ใช่ดีที่สุด เขารู้ว่าเขาต้องทำอะไรมากกว่านั้น เยอะ เขาติดค้างนักเทนนิสชาวสเปนมากมายเกินกว่าจะพูดออกมาได้หมด

 

ที่จริงมีครั้งหนึ่งที่เขาเกือบจะหลุดปากออกมา แพม ชไรเวอร์ (note: Pam Shriver อดีตนักเทนนิสหญิงตอนนี้เป็นผู้สื่อข่าว) เดินมาคุยกับเขาหลังจากที่เขาเพิ่งจบแมทช์รอบก่อนรองชนะเลิศกับดาวิเดนโก แมทช์ที่เขาเกือบจะแพ้ เขาใจลอยเกินไปเพราะเสียงคนพูดจากอัฒจรรย์ข้างหลัง

และแน่นอนแพมถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น เขาไม่เคยหัวเสียกับเสียงของแฟนๆอยู่แล้ว

 

เพราะว่ามันดัง น่ารำคาญ และไร้เหตุผลสิ้นดีไงเล่า โรเจอร์แทบจะตะโกนกลับใส่เธอ มันตั้งใจและไม่ให้เกียรตินักเทนนิสอย่างรุนแรง ในโลกนี้มันจะไม่เหลือใครสักคนที่จะเคารพสิทธิส่วนบุคคลของคนอื่นอีกแล้วรึไง พวกเขาเป็นนักเทนนิส พวกเขาเป็นคนเหมือนกัน พวกเขาก็มีชีวิต มีเลือดมีเนื้อ มีความรู้สึก

 

แพมทำหน้าตกใจกับการระเบิดอารมณ์ของโรเจอร์ และทำให้ชายหนุ่มรีบขอโทษ เขารู้ว่าแพมไม่ใช่คนที่ต้องรับผิดชอบกับการกระทำของสื่อและทุกๆคน และโชคดีที่หญิงสาวไม่เคยเอ่ยเรื่องนี้ให้ใครฟัง เธอรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างเร็ว มาถามเรื่องสะโพกซ้ายของเขาที่ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวติดขัด

แน่ล่ะโรเจอร์ปฏิเสธว่ามันไม่มีอะไรร้ายแรง แต่อาการเจ็บนั้นก็มากพอที่จะทำให้เขาแพ้แอนดี้ มอร์เรย์ในรอบถัดไป

และทำให้เขามีเวลามากขึ้นที่จะเตรียมตัวสำหรับ US Open โรเจอร์พยายามมองโลกในแง่ดี ...พยายามจริงๆ

 

เมื่อเดินทางมาถึงนิวยอร์ค โรเจอร์ก็รู้สึกโล่งใจเล็กๆที่เขาพ้นจากสายตาสื่อ เขาฟังวิทยุ อ่านหนังสือพิมพ์ อ่านความเห็นของทุกคน แมคเอนโร โมยา โจโควิค ออสติน แพนเนตตา จีเมลทอบ นาวราทิโลวา และเขาอ่านบทสัมภาษณ์ยาวเหยียดของบิลลี่ จีน คิง (Note: Billie Jean King = อดีตนักเทนนิสหญิงมือหนึ่งของโลก ตอนนี้เปิดตัวว่าเป็นรักร่วมเพศ ชีเคยแต่งงานกับผู้ชาย ท้องแล้วชีก็ทำแท้งแล้วก็หย่า แซบค่ะ)

 

ไม่ง่ายเลยที่คุณจะเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง คำพูดของเธอ ดังก้องในหัวของเขา

ไม่ง่ายจริงๆ เพราะว่าส่วนใหญ่คุณจะไม่มีวันรู้เลยว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งที่ยากยิ่งกว่าการค้นหาคือการลงมือทำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ฉันทำมันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง แต่คุณก็ต้องเลือก ไม่อย่างนั้นคนอื่นจะยัดเยียดความคิดของเขาให้กับคุณ อย่างที่เกิดขึ้นกับฉัน อย่างที่เกิดขึ้นกับราฟา

 

มันยากจริงๆ โรเจอร์คิดขณะที่วางหนังสือพิมพ์ลง ยากมากจริงๆ 

 

 เสียงลูกบิดประตูหมุนทำให้โรเจอร์รีบทิ้งหนังสือพิมพ์ลงในกองนิตยสารบนโต๊ะ เมอร์คาเดินผ่านประตูเข้ามา คงกลับมาจากชอปปิ้งคลายเครียดที่เธอบอกเขา

“ได้รองเท้ารึเปล่า” เขาถาม ก่อนจะเห็นว่าเธอถือแค่ถุงกระดาษเล็กๆ

 

“ฉันซื้อเบเกิลมาให้คุณค่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมกับเตะรองเท้าแล้วเดินเข้ามา

“ฉันคิดว่าคุณจะออกไปคุยกับเซฟซะอีก คุณอ่านหนังสือพิมพ์อีกแล้วใช่ไหมเนี้ย”

 

“หืม” โรเจอร์รู้ว่าเขาคงดูเหมือนเด็กโดนครูจับได้ว่าแอบลอกข้อสอบหรือไร

“แค่เชคข่าวนิดหน่อยน่ะ”

 

หญิงสาวถอนหายใจ

“คุณรู้ตัวไหม คุณเป็นคนที่โกหกได้แย่ที่สุดในโลก ฉันไม่รู้ว่าคุณมีชีวิตรอดมาจนอายุเท่านี้ได้ยังไง”

 

โรเจอร์ทำหน้าแหย เขาไม่ได้ตั้งใจจะโกหกเมอร์คา หญิงสาวส่ายหน้าแล้วเดินไปวางเบเกิลขณะที่โรเจอร์กวาดตาไปที่กำแพง วันนี้วันที่ 21 สิงหา อีกหนึ่งสัปดาห์ก่อนถึง US Open เขาลุกขึ้นแล้วเดินไปเดินมาในห้อง ทั้งห้องเงียบกริบมีเพียงเสียงฝีเท้าของเขากับเสียงของเมอร์คาจากห้องครัว

โรเจอร์เดินเข้าไปดูเธอ เมอร์คากำลังล้างมือ แสงอาทิตย์ยามบ่ายกระทบผมสีน้ำตาลทองของเธอ

“เมอร์คา...ผม...”

 

เมอร์คาปิดก๊อกน้ำแล้วมองเขานิ่ง

“ไปนั่งลงโรเจอร์” หญิงสาวพูดนิ่งๆ

“ฉันอยากจะพูดกับคุณ”

 

เขาเดินลงไปนั่งที่เก้าอี้สูงเผชิญหน้ากับเธอ

“เรื่องทั้งหมดนี้มันกวนใจคุณใช่ไหม” นี้คือประโยคแรกที่ออกจากปากหญิงสาว และโรเจอร์ไม่ต้องถามด้วยซ้ำว่าเธอรู้ได้ยังไง

 

ชายหนุ่มสั่นหน้า

“ผมไม่ได้รับอนุญาตให้พูดอะไร มันเหมือนผมอายุสิบหก เป็นเด็กๆที่พวกเขาต้องคุมแล้วให้พูดตามสคริปต์ทุกอย่าง ผม...ผมไม่รู้ว่าพวกเขาต้องการให้ผมอะไรแล้วเมอร์คา” โรเจอร์ขมวดคิ้ว

“และจริงๆมันเป็นแผนที่ห่วยสิ้นดี”

 

“แล้วทำไมคุณไม่บอกพวกเขาไปตามตรงล่ะคะ คุณบอกออกไปสิว่าการที่คุณพูดอะไรออกไปไม่ได้มันทำให้คุณไม่มีความสุขขนาดนี้”

 

“มันไม่ใช่การตัดสินของผม” โรเจอร์ประท้วงลั่น

 

“ไม่ มันคือการตัดสินใจของคุณ” เสียงเมอร์คาดูเหนื่อย 

“คุณเห็นว่าคุณใช้สถานการณ์นี้ทำอะไรบางอย่างได้ แต่คุณกลัวเกินกว่าที่จะทำอะไรลงไป แล้วคุณรู้สึกว่าคุณไม่ควรที่จะกลัว และมันทำให้คุณไม่มีความสุข คุณเลยโทษพวกเขา แต่นี้มันไม่ใช่เพราะพวกเขา แต่เป็นเพราะคุณเลือกเอง” 

 

โรเจอร์ปิดปากสนิท มองที่หญิงสาวนิ่ง

“คุณอยากให้ผมเดินออกไปแล้วพูดว่าผมสนับสนุนรักร่วมเพศในการเทนนิสเหรอ แล้วร่วมคลับกับมาร์ทิน่าอย่างนั้นเหรอ” (note:ป๋าพูดถึงมาร์ตินา ฮิคกิส อดีตนักเทนนิสชาวสวิสค่ะ ชีมีชื่อด้านการพูดตรงๆ ไม่แคร์สื่อ)

 

“โอ้ย นี้มันไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้นโรเจอร์ เลิกลากคนอื่นเข้ามาได้แล้ว” เสียงของเมอร์คาเต็มไปด้วยความโกรธ หงุดหงิด เหนื่อย แบบที่ทำให้เขารู้สึกผิดที่เป็นคนต้นเหตุ

“เพราะจริงๆมันเกี่ยวกับใครทั้งนั้นใช่ไหมโรเจอร์ ถ้ามันเป็นแค่เรื่องการยอมรับรักร่วมเพศรึเปล่าคุณคงไม่เครียดขนาดนี้ แต่เพราะคนที่ถูกต่อต้านคือราฟาใช่ไหมล่ะ”

 

“ทำไม เกี่ยวอะไรกับราฟาด้วย” คำถามนั้นฟังดูโง่ชะมัดขนาดเขาเป็นคนพูดมันออกมาเลย

 

“คุณจะกินไม่ได้นอนไม่หลับอย่างนี้ไหม ถ้าตอนนี้คนที่อยู่ในข่าวคือโซเดอร์ลิ้ง” (Note: Soderling นี้เป็นคนที่กวนติงป๋า และป๋าไม่ชอบหน้าออกสื่อพอสมควร)

 

“โซเดอร์ลิ้งไม่ใช่เกย์ซะหน่อย”

 

“มันใช่ประเด็นนั้นไหมโรเจอร์” เมอร์คาขึ้นเสียง

“ฉันเห็นว่าคุณพยายามจะเขียนอีเมล์ เขียนให้ราฟา คุณเปิดคอมทิ้งไว้ที่โต๊ะทานข้าว”

 

เลือดในตัวโรเจอร์เหมือนกับหยุดเคลื่อนไหว มือเขาเย็นเฉียบ

“ผม...ผมแค่อยากถามว่าเขาเป็นยังไงบ้าง แล้วผมไม่ได้ส่งด้วยซ้ำ”

 

“ทำไมล่ะ ทำไมคุณไม่ส่ง แล้วศุกร์ที่แล้วคุณหายไปไหน คุณบอกฉันว่าคุณไปคุยกับเซฟ แต่วันนี้ฉันเจอเขาแล้วเขาบอกฉันว่าวันศุกร์เขามีประชุมทั้งวัน”

 

“ผมไปเดินให้หัวโล่ง” โรเจอร์รีบตอบ แต่สายตาของเมอร์คามองมาที่เขาอย่างสงสัย โรเจอร์ยกมือขึ้นพยายามจะทำให้อีกฝ่ายใจเย็น

“เซฟควรที่จะออกมาเดินกับผม แต่ว่าเขาติดประชุมด่วน นี้คือเรื่องจริงเมอร์คา ทำไมคุณไม่เชื่อใจผม”

 

“เพราะว่าฉันรู้จักคุณดีน่ะสิ” เมอร์คาตะโกน

“ฉันรู้ว่ามีสองอย่างในโลกที่ทำให้คุณเครียดได้ขนาดนี้ หนึ่งคือเทนนิส และสองคือราฟา”

 

โรเจอร์รีบยืนขึ้น

“นี้มันไปกันใหญ่แล้วเมอร์คา ผมยังไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นเลยนะ” 

 

“ตอนนี้ยังไม่ แต่มันก็อยู่ในหัวคุณแล้ว คุณจะปล่อยมันเอาไว้ได้นานอีกแค่ไหนกัน”

 

โรเจอร์หันหลัง

“เราจะไม่ทะเลาะกันเรื่องบ้าๆนี้” เขาเดินออกมา แต่เสียงเมอร์คาที่ตะโกนตามเขาออกมาทำให้เขาหยุด

 

“คุณรักฉันรึเปล่าโรเจอร์”

 

โรเจอร์หยุดนิ่งหันหลังกลับมาสบตาหญิงสาว  “อะไรนะ”

 

“หลังๆนี้ มันเหมือนคุณไม่รู้สึกเหมือนเดิมอีกแล้ว” โรเจอร์อ่านสีหน้าเมอร์คาไม่ออก

“คุณดูไม่มีความสุขด้วย ตั้งแต่ปี 2008 สีหน้าของคุณมันเหมือนคนที่ถูกบังคับให้อยู่กับคนที่คุณไม่รัก บังคับให้เลือกตัวเลือกที่สอง”

“ฉันไม่อยากเป็นตัวเลือกที่สองของใครโรเจอร์ และที่สำคัญที่สุดไม่อยากจะทำให้คุณไม่มีความสุข”

 

โรเจอร์นิ่ง ก่อนจะถามเสียงเบาหวิว

“คุณอยากจะเลิกเหรอ”

 

เมอร์คาหัวเราะ

“ไม่ ฉันพูดสิ่งที่ฉันเห็น แต่คุณต่างหากที่ได้ยินว่าฉันอยากเลิก”

หญิงสาวส่งยิ้มฝืนๆให้เขา ก่อนจะเบนหน้า

“ตัดสินใจซะทีโรเจอร์ บางทีคนเลือกก็ไม่เข้าใจว่าคนที่รอที่จะถูกเลือกเจ็บแค่ไหน”

“การทำสิ่งที่คุณคิดว่าถูกกับการทำสิ่งที่อยู่ในหัวใจคุณ มันอาจจะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่ตัดสินสินใจซะที”

 

“ผม...”

 

“และถ้าคุณเลือกจะเดินออกไป อย่าหันกลังกลับโรเจอร์ ฉันไม่ใช่ที่สอง”

 

เสียงของเมอร์คานิ่ง...เหมือนเธอเตรียมใจเอาไว้แล้ว และเมื่อเขาถามเธอตรงๆว่าเธอคิดทุกอย่างเอาไว้แล้วรึเปล่า

“ฉันรู้ว่าพวกเราจบกันนานแล้วโรเจอร์” เสียงเมอร์คานิ่งแต่เจือความเศร้าลึกๆ

 

...ให้ตายสิ เขาต้องทำให้คนที่เขารักเจ็บแค่ไหนกันถึงจะพอ

 

........................................................................................

edit @ 20 Aug 2013 13:22:57 by translator

edit @ 20 Aug 2013 13:25:12 by translator

Fic (JonRobb) Light up, light up, as if you have a choice 6

posted on 05 Jul 2013 20:48 by translatefiction  in TranslatedFictions  directory Fiction

Fic (JonRobb) Light up, light up, as if you have a choice

 

Chapter 6: Last of Day 

 

เลดี้แคทลินเดินทางมาถึงโมตเคลินและขัดจังหวะการประชุมของรอบบ์และเหล่าลอร์ดผู้เชิญธง บุตรชายคนโตของนางกำลังถกอย่างหน้านิ่วคิ้วขมวดกับรูส โบลตันถึงแผนการรุก ลอร์ดแห่งป้อมทมิฐยืนยันที่จะให้กองทัพยกพลยึดแลนนิสพอร์ต ใช้กำลังทั้งหมดเพื่อตีคาสเตอร์ลีร๊อกให้แตกหากเป็นไปได้ เสียงประตูที่เปิดออกขัดจังหวะบทสนทนาเผ็ดร้อน พร้อมกับร่างสูงของท่านปลาดำที่เดินเข้ามาตามมาด้วยเลดี้แคทลิน รอบบ์ไม่ใช่คนแรกที่สังเกตุเห็นเธอ แต่กลับเป็นหมาป่าสีเทาที่ยกหัวมันขึ้นมองตรงไปข้างหน้า ทำให้จอนรู้สึกตัวและมองตามสายตาของมันไปหยุดที่ร่างคุ้นเคยและสายตาเย็นชาของเลดี้แคทลินที่มองกลับมาที่เขา 


 

เกรทจอนมองกลับไปกลับมาระหว่างเลดี้แคทลินและจอน สโนว์ ชายร่างยักษ์ขมวดคิ้วเมื่อเห็นเด็กหนุ่มข้างกายขยับตัวอย่างไม่สุขเมื่อเห็นคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่เลี้ยง ทำให้จอนต้องพยายามบังคับไม่ให้ตัวเองแสดงอาการออกไปมากกว่านี้ 

 

"ท่านแม่หรือนั่น" รอบบ์ถามเสียงสูง พร้อมกับลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว และในวินาทีนั้นจอนเป็นเพียงแค่คนเดียวที่ยังคงนั่งอยู่ ชายหนุ่มถอนหายใจแล้วลุกขึ้นยืนทำความเคารพ แม้ว่าในท้องเขายังคงปั่นป่วนไม่หายจากการเห็นหน้าเลดี้แคทลิน 

 

ใบหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนจากแข็งกร้าวเป็นอบอุ่นทันทีที่สายตาของเธอทอดมองมาที่ลูกชายคนโต แต่เธอยังรั้งรอที่จะเดินเข้าไปหารอบบ์ เหมือนกับกำลังชั่งใจอะไรสักอย่างอยู่

"เจ้าไว้เคราแล้ว" นางพูดกับรอบบ์ขณะที่หมาป่าโลกันตร์เดินเข้ามาดมมือนาง 

 

รอบบ์ก้มหน้าซ่อนยิ้ม พร้อมกับลูบแก้มตัวเองเบาๆ จอนสาบานว่าเขาเห็นรอบบ์ตัวสั่นน้อยๆ อาจจะเป็นเพราะจากความอายหรือว่าความดีใจที่ได้เจอเลดี้ แคทลินอีกครั้ง  

"ข้าชอบนะ มันทำให้เจ้าดูคล้ายเอ็ดมัวร์น้องชายของข้า

 

รอบบ์พยักหน้าแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป ทำให้เกรทจอนต้องรีบก้าวออกมาข้างหน้าประกาศลั่นทำลายความเงียบ 

 

"ท่านหญิง ดาบทุกเล่มในห้องนี้จะถูกใช้เพื่อลูกชายของท่าน

 

เลดี้แคทลินส่งยิ้มอย่างสุภาพให้ทุกคนในห้อง อาจจะเว้นแต่จอนที่หญิงสาวมองอย่างไม่ไว้ใจ 

 

"การนำตัวท่านลอร์ดสตาร์คกลับมาเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง พวกเราจะไม่หยุดจนกว่าท่านและสามีของท่านจะได้ยืนเคียงข้างกันอีกครั้งในแดนเหนือ" เกรทจอนพูดต่อ 

 

"ข้าแน่ใจว่าท่านจะติดตามและปกป้องรอบบ์อย่างเต็มความสามารถที่สุด" เลดี้แคทลินตอบรับ ก่อนจะหันไปที่อัศวันที่เดินมาข้างๆนาง

"รอบบ์ ข้าขอแนะนำเซอร์บรินเดน ทัลลี อาของข้าผู้ซึ่งคอยดูแลข้าจากเอียรีจนถึงที่นี่

 

รอบบ์ก้าวออกมาพร้อมจับมือทักทายผู้มาใหม่ 

"ท่านปลาดำ" คำพูดของเด็กชายทำให้บรินเดน ทัลลียิ้มออกมา 

"เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านมาร่วมกับเรา และขอบคุณที่ดูและที่ดูแลท่านแม่ของข้า แล้วเซอร์รอดริคไม่ได้ตามพวกท่านมาหรือ" รอบบห์หันไปถามมารดา

 

"เขาได้รับบาดเจ็บจากการสู้กับพวกชาวป่า พวกเราเลยตัดสินใจให้เขากลับไปรักษาตัวที่วินเทอร์เฟลจะดีกว่า" บรินเดน ทัลลีตอบกลับมาแทน

 

"ดีแล้ว" รอบบ์พูดพร้อมกับพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

"และเซอร์บรินเดนข้าขอย้ำอีกครั้งว่าเราเป็นหนี้ท่าน และท่านคือแขกผู้มีเกรียรติของเรา ขอให้ท่านเชิญพักผ่อนในป้อมนี้ได้ตามสบายเถิด แต่ขอเตือนว่าพวกเราจะออกเดินทัพต่อเร็วๆนี้

 

"ไม่มีปัญหา" ปลาดำยิ้ม พร้อมกับตบไหล่หลานชาย 

"และแขกคนนี้ยินดีที่จะร่วมเดินทัพไปพร้อมกับเจ้า

 

รอบบ์ยิ้มกว้างแล้วพยักหน้า ส่วนเกรทจอนก็หัวเราะลั่น ทำให้จอนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกดีขึ้นมานิดๆ แต่ทันทีที่เด็กชายทอดสายตากลับไปมองที่แม่เลี้ยง ความรู้สึกยินดีต่างๆก็พากันหายวับไปในทันที 

 

"นายข้าทั้งหลาย" เลดี้แคทลินพูดขึ้นขัดบทสนทนา ทำให้เหล่าลอร์ดทั้งหลายหยุดแล้วฟังสตรีร่างโปร่งตรงหน้าคนนี้

"ข้อขออภัย แต่ข้าอยากจะคุยกับลูกชายเพียงลำพัง ข้าเข้าใจว่าพวกท่านต้องพูดคุยกันเรื่องสงครามแต่ว่า..." 

 

"ไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน" เกรทจอนรีบพูดขัด 

"ที่จริงพวกเราจะเสร็จกันอยู่แล้ว อีกแป็บเดียวก็เป็นเวลาอาหารเย็นแล้วด้วย" ชายร่างยักษ์พูดต่อ พร้อมกับเดินนำลอร์ดทั้งหลายให้ออกจากห้องไป 

 

"เจ้าก็ด้วยเกรย์จอย" เลดี้แคทลินพูดเมื่อเห็นว่าธีออนไม่มีท่าทางจะเดินตามลอร์ดผู้เชิญธงคนอื่นออกไป 

 

ชายหนุ่มทำเสียงไม่พอใจ หันไปมองรอบบ์ ก่อนจะเดินไปที่ประตูเมื่อหมาป่าหนุ่มไม่ได้พูดอะไรออกมา ส่วนจอน เขาพยายามจะทำตัวลีบแล้วเดินตามคนอื่นๆออกไป โดยไม่ลืมที่จะเรียกหมาป่าโลกันตร์สีขาวของเขาให้เดินตามออกมาด้วย แต่ว่ารอบบ์กลับส่งสัญญาณให้จอนหยุด 

 

"เจ้าอยู่ที่นี่แหละ" รอบบ์พูดออกมาขณะที่จอนเกือบจะเดินไปจนถึงประตูแล้ว ทั้งห้องเหลือแค่พวกเขาเพียงสามคน ชายหนุ่มผมดำหันหลังกลับมาช้าๆ สายตาหยุดที่เลดี้แคทลิน หลังของหล่อนตรง ไหล่เกร็งแน่น และริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง บ่งบอกว่าเธอไม่พอใจกับการตัดสินใจของลูกชายนัก 

 

จอนขยับตัวอย่างอึดอัด มองไปที่สองแม่ลูก ทันทีที่ประตูปิดสนิท เลดี้แคทลินก็รีบวิ่งไปข้างกายลูกชายของเธอ 

 

"รอบบ์ ลูกชายของข้า" เธอกระซิบเบาๆ พร้อมกับดึงชายหนุ่มเข้ามากอดแน่น 

"แม่ขอโทษ

 

รอบบ์กอดตอบ ก่อนจะดันตัวมารดาของตัวเองออก 

"ไม่มีอะไรที่ท่านต้องขอโทษท่านแม่ ข้ายังสบายดี

 

เลดี้แคทลินถอยหลังออกมา สายตาจับจ้องที่รอบบ์ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลายเสียจนจอนบรรยายไม่ถูก ...ชื่นชม ...ประทับใจ ...เป็นห่วง ...รักใคร่ 

ท้ายที่สุดเธอก็ลดสายตาลงแล้วถอนหายใจ 

 

"เล่าให้ข้าฟังเกี่ยวกับลอร์ดทั้งหลาย" เลดี้แคทลินพูดพร้อมกับดึงเก้าอี้แล้วนั่งลง 

"เจ้าเชื่อใจพวกเขาไหม

 

"ข้า... เชื่อเช่นนั้นนะ โดยเฉพาะเกรทจอน ...เอ่อลอร์ดอัมเบอร์น่ะ

 

"เลือกได้ดี" เลดี้แคทลินพยักหน้าเห็นด้วย

"แล้วคนอื่นล่ะ" 

 

"ข้าอ่านลอร์ดโบลตันไม่ออก..."

"ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนไม่ดี แต่ว่าบางทีข้ารู้สึกว่า..."

"...ข้ากลัวเขา" รอบบ์สารภาพเบาๆ ก่อนจะนั่งลงข้างๆท่านแม่ของตัวเอง 

"แต่ท่านคิดยังไงบ้างล่ะ

 

เลดี้แคทลินไม่ตอบ เธอนั่งตัวตรงคิ้วขมวด ก่อนจะขยับตัวเข้าใกล้รอบบ์แล้วยิ้มน้อยๆออกมา

"รอบบ์ ข้าภูมิใจในตัวเจ้ามากนะ" นางพูดพร้อมกับกุมมือของลูกชายคนโตเอาไว้ 

"ไม่มีลูกชายคนไหนที่จะทำแบบที่เจ้าทำเพื่อท่านพ่อของเจ้า เจ้าเลือกที่จะนำทัพมาพร้อมกับเหล่าลอร์ดที่กรำศึกมากมาย เป็นผู้บัญชาการรบที่ทำให้เหล่าลอร์ดพวกนั้นเต็มใจพร้อมที่จะติดตามเจ้า เจ้าทำให้ข้าภูมิใจเหลือเกิน ...ครอบครัว หน้าที่ ศักดิ์ศรี

 

"แต่ว่า.." รอบบ์ถามต่อพร้อมกับกัดริมฝีปาก 

 

"แต่ว่าเจ้ายังเด็ก และเจ้าเชื่อใจคนง่ายเกินไป

"คนที่มีประวัติศาสตร์กับพวกเรายังมี... และพวกเขาอันตรายเกินไป ธีออน เกรย์จอย ลอร์ดคาร์สตาร์ค เจ้าคิดถูกที่จะกลัวรูส โบลตัน แต่จำเอาไว้ว่าหัวใจที่ถูกทำร้ายไม่มีวันที่จะจงรักภักดีต่อใครได้

 

 

รอบบ์มองหน้าเลดี้แคทลินนิ่ง ก่อนจะปลดมือของตัวเองออกจากการเกาะกุมของนาง แล้วพูดต่อด้วยเสียงเย็นเยียบ

"และที่สำคัญที่สุด ข้าไม่ควรปล่อยให้ลูกนอกสมรสของท่านพ่อเป็นคนที่สนิทที่สุดของข้าใช่หรือไม่ ท่านแม่" น้ำเสียงของรอบบ์เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและผิดหวัง หญิงสาวผงะกับท่าทางของบุตรชาย แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้

 

"ข้าพูดออกไปเพื่อให้เจ้าคิดดีๆ

"มันไม่มีผลดีอะไรเลยที่ข้าจะโกหกเจ้า เจ้าเป็นลูกชายคนเดียวของข้า ข้าจะปล่อยให้เจ้าเลือกทำสิ่งผิดๆโดยไม่พูดออกมาได้ยังไง

 

"สิ่งผิดหรือท่านแม่" รอบบ์ถามเสียงดัง

"ท่านไม่ได้หมายถึงสงครามสินะ แต่ท่านหมายถึงการที่ข้าสามารถที่จะมองผ่านชาติกำเนิดแล้วยอมรับใครบางคนอย่างที่เขาเป็นได้ ...นั้นคือสิ่งผิดๆในความคิดของท่านแม่สินะ" รอบบ์ยืนขึ้น ตาสีฟ้าลุกวาว เกรย์วินด์รีบมายืนข้างนายของมัน ตาสีเหลืองของมันมองเลดี้แคทลินอย่างไม่แน่ใจราวกับจะถามว่านางเป็นศัตรูหรือไม่ 

 

เลดี้แคทลินยืนขึ้น ...มือเธอกำแน่น สายตาเธอตวัดมองมาที่จอนอย่างโกรธๆ ก่อนจะหันไปพูดกับรอบบ์อีกครั้ง 

"ที่ๆจอน สโนว์ควรจะอยู่คือผากำแพง มันเลือกที่จะเข้าเป็นผู้พิทักษ์ราตรีแล้ว

 

รอบบ์กัดริมฝีปากเหมือนจะกันไม่ให้ตัวเองพูดจารุนแรงออกมา 

"เขาเลือกที่ไปที่ผากำแพงเพราะไม่มีที่ไหนให้เขาไปได้อีกแล้วท่านแม่ ท่านก็รู้เช่นเดียวกับข้า" ชายหนุ่มปิดตาแล้วก้มหน้าลง เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง แววโกรธในตาสีฟ้านั้นก็หายไปแทบที่ด้วยความเหนื่อยอ่อนแทน 

"หยุดเถอะ ข้าไม่อยากโกรธท่าน ข้าขอโทษแต่ข้าอยากให้ท่านเข้าใจข้าบ้าง

"พวกเราทำผิดมหันต์วันที่พวกเราตัดสินใจที่จะปล่อยให้จอนเข้าร่วมกับผู้พิทักษ์ราตรี และอีกหลายๆอย่างก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ ความผิดพลาดที่พวกเราทั้งคู่ย้อนไปแก้ไขไม่ได้"

"แต่ท่านแม่ ...ข้าไม่มีวันสงสัยความภักดีของเขา และท่านก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็นคนมีความสามารถที่จะช่วยกองทัพของข้าได้

 

เลดี้แคทลินถอนใจ พร้อมกับยอมรับความพ่ายแพ้ แล้วตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุย 

"เกิดอะไรขึ้นกับมือของเกรทจอน" นางถาม 

"ตอนที่ข้าอยู่ที่วินเทอร์เฟลเราไม่เคยได้ยินข่าวว่าเขาประสบอุบัติเหตุอะไร และครั้งหลังสุดที่ข้าเห็นเขา เขาก็ยังมีนิ้วครบ

 

รอบบ์ยิ้ม วินาทีนั้นใบหน้าของเขากลับเป็นเหมือนเด็กหนุ่มอายุสิบห้าอีกครั้ง 

 

...................................................

 

หลังจากคุยกับเลดี้แคทลินจบแล้ว รอบบ์ก็เดินนำทั้งจอนและเลดี้แคทลินออกนอกห้องโถงไปที่ห้องอาหารใหญ่ที่ซึ่งลอร์ดผู้เชิญธงคนอื่นๆคงไปรออยู่แล้ว 

จอนเดินตามหลังรอบบ์ทำหน้าที่อารักขาตามหน้าที่ ที่จริงแล้วเขาไม่หิวด้วยซ้ำ การมาถึงของเลดี้แคทลินเหมือนจะทำให้เขาไม่รู้สึกอยากจะกลืนอะไรลงไปเลย และมันคงทำให้เขานอนไม่หลับด้วยคืนนี้ แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกในเมื่อหน้าที่ของเขาต้องอยู่ข้างกายรอบบ์ 

 

เมื่อทั้งสามคนมาถึงห้องอาหาร เกรทจอนและเหล่าลอร์ดทั้งหลายยังคงนั่งคุยพร้อมกับรับประทานอาหารค่ำกันอยู่ รอบบ์เดินไปนั่งที่หัวโต๊ะเช่นเคย ส่วนจอนก็ไปหยุดที่ที่นั่งข้างๆรอบบ์ ข้างๆเขาคือชายร่างยักษ์ที่มองเขาอย่างเป็นห่วง มือหนาตบเข้าที่หลังของจอน ทำให้เจ้าตัวแทบจะหัวคะมำลงไปกับโต๊ะ 

 

"เลิกทำหน้าอมทุกข์ได้แล้วเจ้าหนู" เกรทจอนพูดพร้อมกับกดให้จอนนั่งลง 

"ไม่ช้าก็เร็วเลดี้แคทลินก็จะรู้ว่าเจ้าไม่ใช่หอกข้างแคร่หรอก

 

จอนหัวเราะขื่นๆ 

"คงจะช้าเสียมากกว่า เพราะตลอดหลายปีนี้นางก็ไม่เคยเปลี่ยนความคิดเป็นอื่นเลย" จอนพูดเบาๆ พยายามข่มอารมณ์หงุดหงิดเอาไว้ เขาไม่อยากฟังดูเหมือนเด็กๆที่โกรธกับเรื่องเล็กๆอย่างแม่เลี้ยงเกลียดเขา แต่เกรทจอนกลับหัวเราะร่วน 

 

"เอาน่า อย่างน้อยๆรอบบ์ก็อยู่ข้างเจ้า" คำพูดให้กำลังใจของลอร์ดอัมเบอร์เป็นเหมือนสิ่งเดียวที่จอนยึดมั่นมาตลอดหลายปีนี้ ...ไม่ว่าอย่างไรรอบบ์ก็จะอยู่ข้างเขา ...พรอันแสนประเสิรฐ เด็กชายผมแดงเป็นคนเดียวที่ยืนข้างเขาพร้อมกับมองใครต่อใครที่กระซิบกระซาบเรียกจอนว่า 'ไอลูกนอกสมรส' อย่างไม่พอใจ 

และบางทีความเกลียดชังของเลดี้แคทลินอาจจะเป็นการช่วยฝึกให้เขาไม่รู้สึกรู้สากับสายตาที่คนนอกมองเขาอีกแล้ว ทุกครั้งที่เซอร์อลิสเตอร์ ธอร์นพูดจาดูถูกจอน สิ่งที่เขารู้สึกก็แค่เพียงรำคาญเท่านั้น เพราะเขารู้ว่านั้นยังเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่แม่เลี้ยงของเขารู้สึกต่อเขา ...ความเกลียดชังตลอดสิบกว่าปี 

 

...........................................................

 

หลังจากอาหารค่ำ รอบบ์ก็เรียกประชุมต่อ  จอนเดินตามเข้าไปในห้องประชุมและจะนั่งลงที่ข้างๆรอบบ์ซึ่งเป็นที่นั่งประจำของเขาเช่นเดิม แต่เกรทจอนเดินเข้ามาจับบ่าเขาพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ เมื่อจอนขมวดคิ้วถาม ลอร์ดอัมเบอร์ก็ตอบ

"ท่านหญิงอยากจะนั่งตรงนี้คืนนี้

 

แน่นอนอยู่แล้ว จอนคิดในใจ เขาลืมไปได้ยังไง ในเมื่อเลดี้แคทลินมาแล้ว ที่นั่งข้างๆรอบบ์ควรจะเป็นของนาง ชายหนุ่มพยักหน้าเข้าใจและขยับตัวจะไปนั่งที่อื่นแต่เกรทจอนกลับจับไหล่เขาไว้แน่น แล้วรุนหลังเขาไปที่อีกข้างของรอบบ์แทน ที่นั่งประจำของเกรทจอน 

เด็กหนุ่มหันมามองลอร์ดร่างยักษ์อย่างตกใจ เกรทจอนเสนอให้เขานั่งอีกข้างของรอบบ์อย่างนั้นเหรอ เลดี้แคทลินมาถึงคงหัวใจวายพอดี จอนเปิดปากจะปฏิเสธแต่เกรทจอนกลับขยิบตาให้ 

 

"ไม่เอาน่า แค่คืนนี้คืนเดียว แล้วท่านหญิงควรจะรู้ว่าเจ้าเป็นคนที่จะอยู่ข้างเขาเสมอ แล้วพวกเราทุกคนคงไม่มีใครคัดค้านหรอกว่านั้นควรเป็นที่ๆเจ้าควรอยู่

 

จอนเหล่มองลอร์ดคนอื่นๆ ที่มองเขาพร้อมกับส่งยิ้มให้อย่างรู้ทัน อาจจะนอกเสียจากลอร์ดโบลตันที่ยังคงทำหน้าบึ้งเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ส่วนลอร์ดคาร์สตาร์คและเลดี้มอร์มอนต์ก็กระซิบกระซาบแล้วจอนก็เห็นทั้งสองแลกเปลี่ยนเงินและพยักหน้ากัน ซึ่งถ้าให้เขาเดาทั้งคู่คงพนันกันว่าเลดี้แคทลินจะมีปฏิกริยายังไงเมื่อเห็นจอนนั่งในฐานะมือขวาของรอบบ์ 

และนั้นทำให้จอนอดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้าง 

 

"ถ้านางช๊อกตาย พวกท่านอธิบายให้รอบบ์ฟังเองด้วย" จอนพูดพร้อมกับลงไปนั่งที่ที่เกรทจอนเสนออย่างไม่ได้โต้แย้งอะไรออกมาอีก ส่วนลอร์ดอัมเบอร์ก็ได้แต่หัวเราะร่าพร้อมกับตบหลังจอนแรงเสียจนเด็กหนุ่มแทบจะถลาล้ม 

 

 

หลังจากนั้น เลดี้มอร์มอนต์ก็ต้องเสียเงินสามเหรียญเงินให้กับลอร์ดคาร์สตาร์ค เพราะแม้เลดี้แคทลินจะทำหน้าตกใจขนาดไหนที่เห็นจอนนั่งอยู่ตรงนั้น แต่นางก็ยังไม่ได้พูดอะไรออกมา ส่วนรอบบ์เองก็ไม่ได้แสดงท่าทางอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อยเหมือนกับว่าที่นั่งสำหรับมือขวาของเขาเป็นของจอนมาตลอด 

ส่วนลอร์ดคนอื่นๆก็มัวแต่คร่ำเครียดคิดเกี่ยวกับข้อมูลที่เลดี้แคทลินเล่าให้ฟังเกี่ยวกับไลซ่า กลัวว่าเอียร์รี่จะเข้าร่วมสงครามและรบต้านกับทัพเหนือหรือเปล่า และที่สำคัญเอียร์รี่อาจจะไม่ใช่พันธมิตรอีกแล้ว ทางเลือกของพวกเขาน้อยลงไปทุกที 

 

แต่แม้เลดี้แคทลินจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่จอนก็ยังรู้สึกถึงสายตาไม่พอใจของนางที่มองเขาตลอดเวลา เด็กหนุ่มต้องฝืนตัวเองไม่ให้ห่อตัวเองลงเหมือนที่เขามาตลอดชีวิต เขาไม่มีอะไรต้องกลัวนางอีกแล้ว 

 

"ข้าดีใจที่ท่านมาร่วมเดินทางกับพวกเรา" จอนพูดนิ่งๆ ขณะที่เติมไวน์ให้กับเลดี้แคทลิน นี้เป็นครั้งแรกที่เขาพูดกับเลดี้แคทลินหลังจากเห็นนางอีกครั้ง 

"กองทัพยินดีที่ได้ต้อนรับเลดี้สตาร์คและเรารู้ว่าปัญญาของท่านจะช่วยพวกเราได้" 

 

"ข้าเองก็ยินดีที่ได้เดินทัพไปพร้อมเจ้า สโนว์" ท่านหญิงพูดด้วยเสียงรอดไรฟัน ฟังดูก็รู้ว่านางไม่ได้หมายความเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย 

 

"ไม่ท่านแม่ ท่านไม่ควรเดินทัพไปพร้อมเรา มันอันตรายเกินไป" รอบบ์พูดแทรกขึ้น 

"ข้าไม่ยอมให้ท่านเสี่ยงเช่นนั้น

 

"ข้าไม่มีวันนอนนิ่งๆหลบในป้อมที่โมตเคลินขณะที่เจ้าเดินทัพลงใต้หรอกรอบบ์" นางหันมาตอบลูกชายอย่างไม่ยอมแพ้ 

 

"ไม่อยู่แล้ว เพราะท่านต้องกลับไปวินเทอร์เฟลล์" รอบบ์พูดพร้อมกับขมวดคิ้ว แล้วหันมามองหน้าแม่ของตัวเองเต็มๆตา

"แบรนแล้วก็ริกคอนต้องการท่าน แล้วอีกอย่างเซอร์รอดริคก็บาดเจ็บอยู่ด้วย ท่านต้องปกป้องเมืองของเรา..."

 

"เซอร์รอดริคสามารถปกป้องปราสาทนั้นได้โดยไม่มีปัญหา แล้วเจ้าต้องการข้ารอบบ์" เลดี้แคทลินกุมมือลูกชายแน่น 

"ถ้าเจ้าอยากจะข้ามง่ามเขียวผ่านทางหอคอยคู่ เจ้าต้องการพันธมิตรกับลอร์ดเฟรย์ แล้วตระกูลเฟรย์เป็นลอร์ดผู้ชูธงให้กับท่านพ่อของข้า เขาไม่อาจปฎิเสธหน้าที่ที่มีต่อตระกูลทัลลี่ได้ แต่เจ้าไม่ใช่ทัลลี

 

"ลอร์ดเฟรย์ ผู้มาสาย" จอนพึมพำ เขาพอจะรู้ชื่อเสียๆของลอร์ดชราคนนี้มาบ้าง แต่เมื่อเลดี้แคทลินตวัดสายตามามองเขา ชายหนุ่มก็หุบปากสนิท ส่วนรอบบ์ขมวดคิ้วแล้วคิดหนัก 

 

"ข้าพอจะรู้ว่าลอร์ดเฟรย์เป็นคนยังไงท่านแม่ แล้วข้าก็เตรียมพร้อมที่จะรับมือเขาโดยไม่มีท่าน

 

"เจ้าตั้งใจจะปิดล้อมหอคอยคู่นั้นเหรอ

 

"ถ้าจำเป็น.." 

 

"รอบบ์ หอคอยคู่นั้นเป็นป้อมปราการที่แทบจะบุกไม่ได้ มันถูกสร้างมาเพื่อต้านทานการรุกรานโดยการปิดล้อมโดยเฉพาะ วิธีการเดียวที่จะเอาชนะได้คือเจ้าต้องปิดล้อมหอคอยนั้นจากทั้งสองฝั่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้หากเจ้าไม่ได้ข้ามไป" เลดี้แคทลินพูดต่ออย่างหนักแน่น

"ข้าดีใจที่เจ้าเป็นห่วงข้า แต่การเดินทัพไปกับเจ้าคือสิ่งที่ข้าต้องทำ พ่อและน้องสาวของเจ้าถูกจับอยู่ที่เมืองหลวง ถ้าเจ้าอยากจะเอาตัวพวกเขาคืนมาให้ได้ เจ้าต้องเสี่ยงทุกอย่าง...แม้กระทั่งความปลอดภัยของข้า


 

จอนเห็นว่ารอบบ์ลังเลา เขารู้ว่าพี่ชายของเขาเองก็สงสัยว่าเลดี้แคทลินจะสามารถช่วยอะไรในกรณีนี้ได้ แล้วรอบบ์ก็มีลอร์ดทั้งหลายเป็นที่ปรึกษาในด้านสงครามอยู่แล้ว ...แต่ถ้าหากพวกเฟรย์ยังคงมีเกียรติและรักษาสัตย์ต่อทัลลีจริง เลดี้แคทลิินจะเป็นกำลังสำคัญให้กับพวกเขาทีเดียว แต่จิตใจเขาก็กระหวัดกลับไปที่แดนเหนือ น้องเล็กๆทั้งสองที่ถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลัง ไม่เหลือใคร แม้กระทั่งแม่ของพวกเขา 

 

"ท่านจะเดินทางไปพร้อมทหารร้อยนาย" หมาป่าหนุ่มเลือกชัยชนะ แม้ว่าการตัดสินใจของเขาจะกรีดใจเขาเป็นชิ้นๆก็ตาม 

 

"สิบก็มากพอแล้วรอบบ์" เลดี้แคทลินคัดค้าน แต่รอบบ์ส่ายหน้า 

 

"ห้าสิบจนถึงหอคอยคู่ และเพิ่มเป็นเจ็ดสิบหากท่านเดินทางไปพร้อมข้าลงไปตามง่ามแม่น้ำ

 

ในที่สุดทั้งคู่ก็ตกลงกันได้ที่ทหารสามสิบนาย โดยมีห้านายเป็นทหารม้าคุ้มครองที่รอบบ์ส่งไปโดยเฉพาะ ซึ่งทั้งคู่ก็ไม่มีใครพอใจกับข้อตกลงนี้ซักคน รอบบ์รู้สึกว่าจำนวนทหารน้อยไป ส่วนเลดี้แคทลินก็รู้สึกว่ามันมากเกินไป ส่วนจอน เขาได้แต่จิบไวน์แล้วดูอยู่เงียบๆ 

 

............................................................

 

หลังจากประชุมเสร็จ เลดี้แคทลินก็ถูกส่งกลับห้องเพื่อพักผ่อนพร้อมกับท่านปลาดำ ส่วนจอนก็แต่งตัวเตรียมลาดตระเวนพร้อมๆกับโกสต์ เมื่อรอบบ์เดินกลับมาที่ห้องนอนของพวกเขาแล้วเลิกคิ้วมองจอน เด็กหนุ่มก็ถอนหายใจ 

 

"ไม่ต้องห้ามเลย แล้วท่านพี่ก็ตามข้าไปไม่ได้ด้วย ท่านนอนได้แล้ว" จอนพูดพร้อมกับกอดอกมองพี่ชาย 

 

รอบบ์ได้แต่ยิ้มพร้อมกับส่ายหน้า 

"ไม่เถียงเจ้าแล้วลอร์ดสโนว์ แล้วดูแลตัวเองด้วยล่ะ

 

จอนหยิบดาบกรงเล็บยาวขึ้นมาสะพายไหล่กระชับเกราะเหล็กรอบตัว ก่อนจะเดินไปบอกรอบบ์อีกรอบว่าให้เข้านอนได้แล้ว ถ้าไม่อย่างนั้นถ้าเขากลับมาแล้วยังเจอพี่ชายตื่นอยู่เขาจะเป็นคนอุ้มพี่ชายตัวดีขึ้นเตียงสะเองเลย 

 

เมื่อจอนก้าวออกไปนอกป้อมปราการ อากาศเย็นของกลางคืนก็ทำให้เขาต้องดึงเสื้อคลุมรอบตัวให้แน่นขึ้น เย็นแต่ไม่หนาวเสียจนเขาตัวสั่นเหมือนอากาศในตอนเหนือ แต่จอนก็ยังไม่คลายได้ยินเสียงทหารซุบซิบกันว่ารอบบ์นำลมหนาวจากแดนเหนือลงมาพร้อมกับกองทัพและหมาป่าโลกันตร์ด้วย จอนได้แต่ส่ายหน้าแล้วยิ้ม ...ถ้าพี่ชายเขาทำอย่างนั้นได้จริงก็คงดี แต่มันเป็นเพราะฤดูกาลที่กำลังจะเปลี่ยนผันต่างหาก ฤดูหนาวกำลังจะมาแล้วจริงๆ 

 

ตาสีเข้มมองตามหมาขนฟูสีขาวของเขาที่วิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน โกสต์ดูจะร่าเริงเหลือเกินที่ได้ออกมานอกป้อมแบบนี้ จอนเดินไปรอบๆแล้วเลือกจุดที่เขาจะยืนเฝ้ายาม ฟังทหารคนอื่นๆเล่าเรื่องราวสงคราม และบ้านเมืองห่างไกลที่เขาไม่เคยเดินทางไป คำพูดเหล่านั้นทำให้จอนอดคิดถึงสงครามที่กำลังจะมาถึงไม่ได้ ความตายที่อยู่ใกล้เหลือเกิน สงครามที่จะไม่ใช่เกมส์ที่เขากับรอบบ์เคยเล่นเมื่อตอนเด็ก เลือด และดาบจริง เด็กหนุ่มส่ายหน้าพยายามไล่ความคิดร้ายๆให้ออกไปจากหัว 

...แม้มันจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เขาไม่อยากจะคิดถึงมันก่อนที่มันจะมาถึงจริงๆ 

 

จอนเงยหน้าขึ้นมองไปที่ยอดหอคอย ห้องที่เขากับรอบบ์อยู่ด้วยกัน หน้าต่างยังคงสว่างจ้าจากแสงตะเกียง ร่างโปร่งถอนหายใจ พี่ชายจอมดื้อของเขาไม่ยอมเข้านอนจริงๆด้วย ป่านนี้ก็คงไม่แคล้วทบทวนแผนการรบเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ หัวคงหมุนติ้วคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆนาๆและวิธีการรับมือ จอนรู้ว่าเขาพูดอะไรไปก็คงเปล่าประโยชน์ ดังนั้นเขาถึงตัดสินใจออกมาลาดตระเวน การที่ต้องหมกตัวอยู่ในห้องมองอีกคนเดินไปเดินมาอย่างกังวลมันกัดกินใจเขามากเกินไป 

 

แล้วยังมีเรื่องของเลดี้แคทลินอีก นางทำให้เขารู้สึกอยากจะออกมาสูดอากาศสงบสติอารมณ์ จอนยอมรับมาตั้งนานแล้วว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเลดี้แคทลินไม่มีวันมองเขาเป็นอื่นนอกจากความอับอายของตระกูลสตาร์ค และเขาไม่เคยคิดว่าจะมีอะไรเปลี่ยนใจนางได้ อาจจะนอกจากวันที่เอ็ดดาร์ด สตาร์คออกมาประกาศว่าจอนไม่ใช่ลูกชายของเขากระมัง 

 

และการมาถึงของนางทำให้จอนกระหวัดคิดไปถึงสตาร์คคนอื่น ...โดยเฉพาะอาร์ย่า น้องจะเป็นอย่างไรบ้าง เขาคิดไม่ออกเลยว่าน้องสาวที่แสนอิสระเสรีของเขาจะต้องถูกคุมขังอยู่ในเมืองหลวง หรือบางทีอาจจะร้ายแรงกว่านั้น รอบบ์เอาจดหมายของซานซาให้เขาดูแล้ว ไม่มีสักประโยคที่พูดถึงอาร์ยาเลย เขาได้แต่ภาวนาว่าอาร์ยาจะหลบหนีออกมาได้ ...คำภาวนาเงียบๆในใจเช่นเดียวกับรอบบ์ แต่ทั้งคู่ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา เพราะเท่าที่พวกเขารู้ชะตากรรมของอาร์ยาคืออยู่หลังกรงขังสักแห่งในเมืองหลวง จอนกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ สิ่งที่เลดี้แคทลินทำกับเขาไม่ใช่เรื่องร้ายกาจเลยมันแค่ความเกลียดชัง แต่คนที่นั้นคนข้างใต้นั้นใจร้ายใจอำมหิตจนทำร้ายร่างกายเด็กๆอย่างอาร์ยาได้ จอนหลับตาแล้วนึกเป็นครั้งที่ล้านให้เขาย้อนเวลากลับไปในวันคืนที่วินเทอร์เฟลล์ได้ 

 

เขาจำได้ครั้งหนึ่งเขากับรอบบ์ออกไปตกปลาพร้อมกับจอรี่ จอนพูดอะไรตลกจนรอบบ์กับจอรี่หัวเราะไม่หยุด แต่เสียงหัวเราะก็เปลี่ยนเป็นเสียงร้องอย่างตกใจเมื่อรอบบ์ผู้ซึ่งหัวเราะหนักเสียจนไม่ได้สังเกตุตะปูที่ยื่นออกมาจากเรือและโดนปลายคมบาดมือเข้า แผลลึกตัดผ่านผิวนุ่มของฝ่ามือและเลือดแดงฉานไหลออกมาไม่หยุด จนจอนรู้สึกกลัว แต่เจ้าของร่างนั้นกลับกัดฟันแน่นแล้วฉีกเสื้อของตัวเองมาพันมือไว้ ก่อนจะหันมายิ้มบอกจอนว่าเขาไม่เป็นไร 

...แต่คนที่ไม่พูดว่าไม่เป็นไรกลับเป็นลมในอ้อมแขนจอนขณะขี่ม้ากลับปราสาทเพราะเสียเลือดจากบาดแผล ส่วนเขา เขาไม่เคยขี่ม้าได้เร็วขนาดนั้นมาก่อนเลย 

 

ทันทีที่เลดี้แคทลินทราบเรื่องเข้านางก็รีบเข้ามาดูแลรอบบ์ทันที แต่ก็ไม่วายที่จะปลุกจอนที่นั่งเฝ้ารอบบ์อยู่ก่อนหน้า เขาจำได้ว่าเขาถูกเขย่าอย่างแรง และคำพูดเกลียดชังตะโกนใส่หน้าเขาบอกว่าเขามันเป็นไอ้ตัวโชคร้ายแล้วนางอยากให้เขาไสหัวออกไปจากปราสาทนี้แค่ไหน โชคดีที่ท่านพ่อของเขาตามมาอย่างรวดเร็ว ร่างสูงของลอร์ดสตาร์ครีบเข้าไปยืนกั้นระหว่างภรรยาของเขาที่เกรี้ยวกราดกับลูกชายที่ยืนห่อตัวอยู่ข้างหลัง ก่อนจะส่งจอนออกไปจากห้องของรอบบ์ด้วยใบหน้าเศร้าๆ เขาจำได้ว่าเขาวิ่งหนีไปที่โรงเลี้ยงม้า ร้องไห้ไม่หยุดคิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของทุกอย่าง แม้ว่ามันจะฤดูร้อนแต่ในวินเทอร์เฟลล์แล้วค่ำคืนในฤดูร้อนก็ยังหนาวเกินกว่าที่เด็กผู้ชายคนเดียวจะอยู่ข้างนอกโดยไม่มีผ้าคลุมหนาๆได้ แต่ตอนนั้นเขาไม่สนใจอีกแล้ว เขาได้แต่คิดว่าหากได้ตายไปซะให้พ้นๆก็คงดีเสียกว่า 

 

คืนนั้นเขาคงหลับไปโดยไม่รู้ตัว หรือว่าหมดสติจากความหนาว แต่ว่าเขาก็รู้สึกตัวเมื่อมีเสียงฝีเท้าย่ำหินเข้ามา จอนห่อตัวแน่นคิดว่าฝีเท้านั้นคือเลดี้แคทลิน แต่คนที่เดินเข้ามากลับกลายเป็นรอบบ์ เด็กชายอีกคนห่อตัวในเสื้อโค้ทหนาแล้วก็ยังมีผ้าห่มขนสัตว์คลุมตัวเอาไว้อีก แสงจันทร์ในคืนนั้นสว่างพอที่จอนจะเห็นว่ารอบบ์กอดขนมปัง สอง..สาม ..ไม่ใช่สิ สี่ก้อนเอาไว้ ใบหน้าซีดๆนั้นยิ้มกว้าง ก่อนจะนั่งลงข้างๆจอนที่ยังคงตะลึงจนพูดไม่ออก แล้วเอาขนมปังยัดใส่มือจอนพร้อมกับห่มขนสัตว์คลุมตัวจอนไว้ 

เขาพยายามจะไม่ร้องไห้แล้วขอโทษรอบบ์ แต่ว่าพี่ชายกลับพูดว่าไม่เป็นไรซ้ำแล้วซ้ำอีกแล้วปาดน้ำตาให้เขาอย่างใจดี และถ้าเขาไม่ได้เลอะเลือนตาสีฟ้านั้นก็เอ่อด้วยน้ำตาไม่แพ้กัน 

...คืนนั้นพวกเขานอนกอดกันอยู่ที่โรงเลี้ยงม้าทั้งคืน 

...และจอนจำได้ว่าเขานอนลืมตาโพลงมองรอบบ์หลับสนิทพร้อมกับหัวใจเต้นรัวในหน้าอกเหมือนคนบ้า 


 

ความทรงจำนั้นยังทำให้เขายิ้มได้เสมอ ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหนก็ตาม  

 

นั้นไม่ใช่ครั้งแรกหรือครั้งสุดท้ายที่รอบบ์ท้าทายความเกลียดชังที่เลดี้แคทลินมีต่อจอน นายหญิงของสตาร์คก็เรียนรู้ในไม่ช้าว่านางไม่ควรแสดงออกว่านางไม่พอใจลูกเลี้ยงแค่ไหนเมื่ออยู่ต่อหน้ารอบบ์ ก่อนที่อาร์ยาจะเริ่มยืนหยัดเพื่อเขา ตามมาด้วยลูกคนอื่นๆของนาง และตอนนี้รอบบ์ก็เห็นว่าเขาเป็นคนที่คู่ควรที่จะเคียงม้าไปพร้อมกับลอร์ดแห่งวินเทอร์เฟลล์ ต่อสู้ภายใต้นามของสตาร์ค เขาสงสัยเหลือเกินว่าเลดี้แคทลินมองเรื่องทั้งหมดนี้ว่าอย่างไร 

 

จอนกระชับเสื้อคลุมอีกครั้งเมื่อลมกรรโชก เขามองขึ้นไปที่หน้าต่างที่ยอดป้อมอีกครั้งแล้วยิ้มน้อยๆ บางทีเขาน่าจะกลับไปได้แล้ว ชายหนุ่มตะโกนเรียกโกสต์ หวังว่าจะเห็นขนสีขาววิ่งออกมาจากชายป่า แต่เขาก็ต้องตกใจเมื่อหมาป่าโลกันตร์กระโดนออกมาจากพงหญ้าใกล้ๆ ปากคาบอะไรสักอย่างที่เหมือนแกะ 

"ไปหาแกะมาจากไหนเนี้ย กลางป่าเนี้ยนะ" จอนหัวเราะและก้มถามโกสต์ แต่แน่นอนหมาป่าสีขาวตอบไม่ได้ และดูเหมือนทหารยามทุกคนก็สงสัยอย่างเดียวกับจอนเมื่อเห็นโกสต์เดินกลับมาพร้อมกับซากแกะ 

 

จอนเดินขึ้นไปบนห้องอย่างอารมณ์ดี และเมื่อเขาเปิดประตูเข้าไปเขาก็เห็นว่ารอบบ์นั่งเหม่ออยู่ข้างหน้าต่างอีกแล้ว ชายหนุ่มผมแดงไม่ได้แสดงออกว่ารู้สึกว่ามีอีกคนเดินเข้ามาในห้องเลย ทำให้จอนต้องกระแอมออกมาดังๆ รอบบ์สะดุ้งก่อนจะหันมามองจอน พยักหน้าให้แล้วหันกลับไปมองที่หน้าต่างอีกครั้ง จอนถอนหายใจแล้วถอดเสื้อเกราะ ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างที่เขาไม่อยู่นะ รอบบ์ก็ยังคงหมกมุ่นคิดอะไรเหมือนเคย 

 

เกรย์วินด์เดินออกจากเงามืดข้างๆตัวรอบบ์มาทักทายจอนและโกสต์ ก่อนที่หมาป่าสองตัวจะไปหมอบอยู่ข้างๆเตาผิง จอนมองตามแล้วหรี่ตา ดูเหมือนว่าวันนี้ไฟจะแรงกว่าปกติ ที่จริงเขาก็รู้สึกร้อนๆอยู่เหมือนกันตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้อง เมื่อสังเกตุดีๆเขาก็เห็นว่าพี่ชายของเขาจะปลดเสื้อผ้าออกเหลือแค่เสื้อคลุมกับกางเกงชั้นในเท่านั้น 

 

"ท่านพี่ มีอะไรรึเปล่า" จอนพูดพร้อมกับเดินไปจับบ่าอีกคน 

 

รอบบ์หันกลับมามองจอนนิ่งๆ พร้อมกับขมวดคิ้วอย่างขัดใจ 

"นางบอกให้เจ้าเป็นคนนำทัพม้า

 

อ๋อ แน่นอน รอบบ์พูดถึงเลดี้แคทลิน จอนไม่ตอบอะไรเขามองหน้าพี่ชายรอให้อีกคนพูดต่อ 

 

"ข้าไม่เข้าใจ" รอบบ์สารภาพ ตาสีฟ้ามองตรงมาที่จอนอย่างเหนื่อยๆ 

"เจ้าคิดดูสิระหว่างพวกเราสองคน ใครจะเป็นอันตรายได้มากกว่ากัน" รอบบ์พูดต่อ

"ในกรณีที่แย่ที่สุดหากทัพม้าพ่าย แม่ทัพอย่างข้าคงถูกจับเป็นในฐานะนักโทษ" ชายหนุ่มพูดพร้อมกับขยี้ตาอย่างเพลียๆ พร้อมกับพูดต่อเสียงเบาหวิว

"นางอยากเห็นเจ้าตาย ...นางยอมให้เจ้าบัญชาการทัพสองพันนายเพียงเพื่อจะได้เห็นเจ้าตาย

 

"อืม" จอนพยายามทำเสียงเหมือนมันเป็นข่าวใหม่

"ข้าก็เพิ่งรู้ว่านางเกลียดข้า

 

"เจ้าไม่ประหลาดใจด้วยซ้ำ" รอบบ์หันมองพร้อมกับทำหน้าบึ้ง 

 

จอนได้แต่ยักไหล่ 

"เลดี้แคทลินไม่เคยซ่อนความรู้สึกของนางที่มีต่อข้านะ

 

"นี้ไม่ใช่การไล่เจ้าให้ไปนอนในคอกม้าเพื่อทำโทษนะจอน แต่นี้นางตั้งใจส่งเจ้าไปตาย" รอบบ์พูดเสียงสูง 

 

"แล้วจะให้ข้าทำยังไงสตาร์ค ข้าก็แค่...ชินแล้วมั้ง" จอนพยายามฝืนยิ้มแต่เขารู้ว่ามันดูไม่จืด 

"ไม่เอาน่ารอบบ์ บางทีนางอาจจะไม่ได้คิดร้ายกับข้าก็ได้ นางอาจจะแค่อยากปกป้องเจ้า นางเป็นท่านแม่ของเจ้านะ

 

"นางเป็นแม่ของเจ้าเหมือนกัน" รอบบ์พึมพำเบาๆ 

 

"ไม่ ไม่ใช่หรอก

 

"นางควรจะอย่างน้อยทำตัวเหมือนว่าเป็นห่วงเจ้าบ้าง" รอบบ์เถียง 

 

"ไม่มีใครรักคนที่ไม่ใช่เลือดเนื้อได้หรอก

 

"แต่ข้ารักเจ้า" รอบบ์พูดหนักแน่น ตาสีฟ้ามองมาที่จอนเขม็ง เปล่งประกายจนจอนอับจนคำพูด มือของจอนที่จับไหล่รอบบ์เลื่อนขึ้นไปกอบกุมใบหน้าอีกคนอย่างไม่รู้สึกตัว รอบบ์เอียงหน้าเข้าหามือของจอนแล้วปิดตาลงก่อนจะพูดออกมาเบาๆ 

"และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

 

"ขอบคุณ" จอนเค้นคำพูดออกจากคอที่ตีบตันได้ในที่สุด หัวใจของเขาเต้นรัวจนเขากลัวว่ามันจะหลุดออกจากอก 

"เรื่องเลดี้แคทลิน ...รอบบ์ไม่ใช่ความผิดของเจ้า

 

รอบบ์ขมวดคิ้ว 

"ข้ารู้ว่าไม่ใช่ แล้วก็ไม่ใช่ความผิดของเจ้าด้วย ที่จริงไม่มีใครผิดทั้งนั้น อาจจะยกเว้นพ่อข้า แล้วนางก็ไม่ควรเจ้าคิดเจ้าแค้นขนาดนี้" รอบบ์ถอนหายใจ 

 

จอนมองใบหน้าหมองเศร้าของคนตรงหน้า ...นี้เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าความเกลียดชังของแม่เลี้ยงของเขาทำให้เขาเจ็บเหลือเกิน ความเศร้าของรอบบ์เจ็บกว่าอะไรทั้งนั้น จอนจมอยู่กับความคิดของตัวเองทำให้เขาไม่รู้สึกตัวว่าเขารั้งร่างอีกคนเข้ามาจนประชิดตัว รู้สึกตัวอีกทีลมหายใจอุ่นๆของรอบบ์ก็รดริมฝีปากเขาแล้ว

 

"บางครั้งท่านพ่อน่าจะบอกๆไปซะทีว่าแม่ของเจ้าเป็นใคร ...แต่มันอาจจะไม่ได้เปลี่ยนอะไรก็ได้ ในเมื่อท่านแม่ไม่ยอมเข้าใจอะไร แล้วก็เกลียดเจ้าอยู่แบบนี้"

"จอนข้าเสียใจจริงๆ

 

จอนพยักหน้า 

"ข้าก็เสียใจเช่นกัน" เขายอมรับ แต่เขาไม่ได้เสียใจที่เลดี้แคทลินเกลียดเขา เรื่องนั้นเขายอมรับได้นานแล้ว แต่เขาเสียใจเหลือเกินที่รอบบ์ต้องมาทุกข์ทนเพราะเรื่องของเขา แล้วเขาก็เสียใจที่เขาทำให้ร่างโปร่งต้องมีเรื่องเป็นห่วงเพิ่มขึ้นอีกเรื่อง 

 

"อ๊ะ" จอนอุทานออกมาอย่างประหลาดใจ เมื่อรอบบ์กระชับวงแขนรอบเอวเขาแน่น ซุกหน้าลงไปที่คอของเขา จอนลังเลก่อนจะกอดตอบ และได้แต่หวังว่ารอบบ์จะไม่ได้ยินเสียงหัวใจเขาเต้นรัว 

 

"นอนได้แล้ว" รอบบ์พูด แต่จอนก็สังเกตุว่าหูของพี่ชายของเขา แดงไม่แพ้ผมเลยทีเดียว และเขาสาบานว่าเขาไม่เคยเห็นอะไรสวยงามเท่ากับคนตรงหน้ามาก่อนเลย

 

End Chapter 6

Note: เย้ มาต่อละคะ เรื่องนี้ไปช้าๆนะคะ (แต่มั่นคง อะไรยะหล่อน) จะพยายามแปลให้ได้ไวๆเน้อ แต่ความสามารถมันติดขัดเหลือเกิน 

จริงๆอยากเห็นฟิคเรื่องในวินเทอร์เวลของสองคนมากกว่านี้ แต่อายุของทั้งรอบบ์และจอนมันค้ำคอร์เนอะ บางทีเราอ่านไปเราก็รู้สึก คุก คุก คุก ไปไงก็ไม่รู้