TranslatedFictions

Something Better by ann2who

posted on 15 Apr 2016 23:11 by translatefiction in TranslatedFictions directory Fiction

Something Better by ann2who http://archiveofourown.org/works/5296685

Pairing: Tony/Steve

Summary: สำหรับโทนี่และสตีฟ ระหว่างความรักและความเกลียดมีเพียงเส้นบางๆกั้นอยู่ ยิ่งนานไปเส้นนั้นมันยิ่งเลือนลางมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งพวกเขาแยกทั้งสองอย่างออกจากกันได้ยากเต็มที (Insp by Civil Wars trailer)

Note: ต้อนรับ CA:CW ค่ะ เราไม่อยากแปลเรื่องที่เขียนโดยอิงจาก CW comic version เลยเลือกเรื่องนี้มาแปล คุณ ann2who เป็นคนที่เขียนฟิค tony/steve เวอร์ชั่นภาพยนตร์ที่เราชอบที่สุดในสามโลก

 

 

หนึ่งร้อยยี่สิบสองชั่วโมงที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานและเจ็บปวดที่สุดในชีวิตเขา

 

ชั่วโมงที่เขาใช้เดินผ่านระเบียงที่ว่างเปล่า นอนหลับในห้องนอนที่เหลือเขาแค่เพียงคนเดียว และค่ำคืนที่เขารู้สึกเหน็บหนาวจนชาไปทั้งร่าง และวันที่เขาให้คำสัญญาเลื่อนลอยกับทุกคนว่าวันพรุ่งนี้จะต้องดีขึ้น สิ่งเดียวที่ดีขึ้นก็คืออกกลัดหนองของเขาที่มันเริ่มจะหายปวดลงบ้างแล้ว

 

หนึ่งร้อยยี่สิบสองชั่วโมง ห่าเอ้ย โทนี่ไม่อยากจะเชื่อว่ามันผ่านมาแล้วถึงห้าวัน ห้าวันที่เขายังหายใจอย่างเดียวดาย ห้าวันที่เขากลับมาดื่มวิสกี้อีกครั้ง ห้าวันที่เขาแอบหวังว่าสักวันเขาจะตื่นขึ้นมาแล้วเจอทีมอเวนเจอร์กลับมานั่งที่ครัวตอนเช้าแล้วบ่นกันเรื่องอาหารเหมือนเคย ห้าวันที่เขาอยู่ในนรก

 

ในฝันเขาเห็นสายตาเย็นชาที่สตีฟส่งให้ สมองเขาฉายภาพนั้นซ้ำๆเหมือนแผ่นเสียงตกร่องที่หน้าที่อย่างเดียวของมันคือทำร้ายเจ้าของให้ได้มากที่สุด มันทำให้เขาหยุดคิดเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ เขาเฝ้าครุ่นคิดว่าเขาจะเปลี่ยนอะไรได้บ้าง ฝันหวานถึงความเป็นไปได้ต่างๆ แล้วก็ต้องหยุดตัวเองลงเมื่อความเป็นจริงมันอยู่ตำตาเขา

 

แต่เขาเป็นเพื่อนผม

ผมก็เคยเป็นเพื่อนคุณ

 

โทนี่กระดกเหล้าในแก้วลงคอหมดในรวดเดียว แล้วหัวเราะขื่นๆกับตัวเอง เขารู้ว่าเขามันน่าสมเพชสิ้นดี นั่งจมอยู่กับกองเถ้าถ่านแห่งความทรงจำนี้ ในเก้าอี้กลางห้องว่าง ห้องที่ควรเป็นของอเวนเจอร์ทุกคน

 

ในชั่ววินาทีเดียวทุกอย่างที่เขาสร้างขึ้นมันก็ถูกทำลายลง บ้านที่ควรเป็นของทุกคนถูกทำลายด้วยสงครามระหว่างพวกเขา เหมือนกับมิตรภาพของพวกเขาที่สะบั้นลงโดยไม่อาจรักษาเอาไว้ได้

 

เขาควร...เขาควรจะกลับไปมาลิบู แต่ขาเขากลับก้าวไม่ออกนับตั้งแต่วินาทีที่เขาเดินมาที่นี่ เศษซากอาคารที่ถูกทำลาย เขาต้องห้ามตัวเองไม่ให้ทรุดตัวลงแล้วร้องไห้ซะวินาทีนั้น ทั้งร่างเขาชา ไม่ใช่แค่จากความรู้สึก แต่เป็นจากการต่อสู้กับบาร์นและสตีฟ ทั้งสองคนนั้นอัดเขาโดยไม่ยั้งมือ

 

ที่ๆพวกเขาเคยใช้เวลาอยู่ด้วยกัน มันหายไปหมดแล้ว และหลังจากผ่านมาห้าวัน ในที่สุดเขาก็ไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไปแล้ว

####

 

มีใครบางคนกำลังเดินตามระเบียง นั้นเป็นสิ่งแรกที่โทนี่คิดทันทีที่เขาตื่นขึ้น ทุกอย่างยังคงมืดสนิทมันเป็นกลางดึก ชายหนุ่มยันตัวขึ้นช้าๆ ทั้งร่างปวดไปหมดจากการที่เขาหมดสติหลับไปบนเก้าอี้นั้น มือควานหาแก้วเหล้าที่อยู่ติดมือเขาเสมอ ก่อนจะเห็นว่าเขาปล่อยมันตกพื้นขณะที่หลับ เศษแก้วแตกกระจาย พร้อมกับวิสกี้หกไหลบนพื้นหินอ่อน

 

เสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกระทั่งมันมาหยุดที่ข้างหลังเขา โทนี่สูดหายใจลึก อากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนไป เจือด้วยกลิ่นของใครบางคนที่ทำให้หัวใจเขาแทบจะหยุดเต้น

 

เขาโกหกตัวเองไม่ได้ แม้จะเกิดเรื่องราวเยอะขนาดไหน แต่เขาก็โกหกไม่ได้ว่าเขาจำทุกอย่างของสตีฟได้ จำได้แม้แต่กลิ่นกายของทหารหนุ่ม

 

โทนี่แสร้งทำเป็นถอนหายใจช้าๆและเสียงดัง มือยื่นไปหยิบขวดเหล้าที่โต๊ะใกล้ๆ เขาจะต้องการมันเขารู้

 

“ผมนึกว่าคุณเลิกดื่มแล้ว” สตีฟพูดขึ้นขณะที่โทนี่พยายามจะเหยียดตัวหยิบขวดเหล้านั้น พร้อมกับควานหาแก้วเปล่าๆ ก่อนจะเทวิสกี้ใส่ลงไป

 

“ใช่ แต่ผมก็เลิกคิดจะเป็นคนดีมีสติตลอดเวลาด้วยเหมือนกัน” โทนี่ตอบอย่างท้าทาย เขาหันมามองสตีฟ ตาเขาพร่ามัว

 

สตีฟเดินมาข้างหน้าเขา มือของเขายื่นมาตรงหน้าให้โทนี่เห็นว่าเขาไม่ได้พกอาวุธอะไร ก่อนจะเดินผ่านโทนี่ไปหยุดที่หน้าต่างกระจกใหญ่มองออกไปที่สวนเบื้องหน้า ห้องนี้เป็นห้องเดียวในอาคารที่มีกระจกอยู่ครบ และเมื่อคุณอยู่ในนี้มันก็เหมือนกับว่าคุณแกล้งทำเป็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อห้าวันที่แล้วไม่เคยเกิดขึ้นได้ อาคารฝึกอเวนเจอร์ไม่ได้ถูกถล่มราบคาบ และพวกเขาไม่ได้เกลียดกัน

 

โทนี่เขม้นมองร่างสูงที่หันข้างให้เขาอย่างเต็มตา สตีฟ...สตีฟไม่ได้ดูดีไปกว่าเขาสักเท่าไหร่เลย แย่เท่าที่คนอย่างสตีฟจะแย่ได้ก็แล้วกัน ตาของหนุ่มผมทองลึกโหล ผมเผ้ายุ่งเหยิง และไหล่ที่เคยผึ่งผายกลับห่อลงเหมือนคนกำลังแบกโลกไว้ทั้งใบ แต่ใบหน้านั้นกลับไม่ได้ทรยศแสดงความรู้สึกผิดดังเช่นใบหน้าของเขา แน่นอนเพราะสตีฟไม่เคยคิดว่าเขาทำอะไรผิด แต่สายตาคู่นั้นมองเงาสะท้อนของโทนี่ในกระจกด้วยสายตาที่เสียใจเป็นที่สุด

 

“นายช่วยกลับไปเถอะ” โทนี่พูดหลังจากเงียบไปสักครู่

 

ความโทมนัสแสนเศร้าที่อยู่ในดวงตาสีฟ้าสวยนั้นไม่ได้ช่วยให้อะไรง่ายขึ้นเลย “โทนี่—“

 

กลับไปซะ” โทนี่คำราม เขาหลับตาแน่น ไม่อยากเห็นแววตาของสตีฟอีกแล้ว เขาอยากจะลืมทุกอย่างให้หมด ไอ้สงครามบ้าๆระหว่างพวกเขา เรื่องทุกอย่างที่เขาไม่เข้าใจ พวกเขายังต้องพยายามนับจำนวนคนที่ต้องสังเวยชีวิตในสัปดาห์ที่ผ่านมา งานศพทุกคนจะถูกจัดอย่างสมเกียรติ ถ้าพวกเขาหาซากศพเจอนะ แต่คนที่ตายไปแล้วไม่ใช่คนที่น่าสงสารที่สุด คนที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความทรงจำที่เคยหอมหวาน ต้องเจอความจริงที่ตีแสกหน้าไม่เว้นวัน ต้องถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาว่าเขาทำอะไรผิด มันมีอะไรที่เขามองข้ามไป อะไรที่ทำให้เกิดเรื่องห่าเหวทั้งหมดนี้

 

เขาแค่เลือกข้าง แต่ผิดแค่มันไม่ใช่ข้างเดียวกับสตีฟ ดังนั้นการเลือกของเขามันเท่ากับการที่โทนี่ยื่นหัวใจให้อีกคนแล้วบอกว่าคุณเชิญย่ำยีมันตามใจชอบเถอะ เชิญคุณทำลายสิ่งเดียวที่เป็นความสุขของผมเถอะ เชิญคุณทำลายอนาคตของพวกเราจนไม่เหลืออะไรเลยสักนิดเถอะ

 

สตีฟถอนหายใจแล้วหันหลังกลับมา ตากวาดมองไปรอบห้อง “ผมจะกลับไปก็ได้ แต่คุณก็ต้องกลับไปด้วย ให้ผมพาคุณกลับบ้านนะโทนี่”  

 

บ้านเหรอ สตีฟยังกล้าพูดถึงบ้านอีกเหรอ

 

“เอางั้นเหรอ แลกกับการให้ฉันอัดนายสักรอบเอาไหม” เขาหัวเราะขื่นๆ ก่อนจะยกแขนที่ยังหักขึ้น “แต่เราสองคนก็รู้ว่าฉันคงทำไม่ได้”

 

สตีฟเงียบไปนานก่อนจะพูดเบาๆ “ผมแค่อยากคุยกับคุณ” น้ำเสียงของอีกคนฟังดูเจ็บปวดเสียเหลือเกิน

 

มันทำให้เขาขำ เขาอยากจะหัวเราะออกมาดังๆให้สมกับเรื่องตลกที่สตีฟกำลังพูด ‘คุย’อย่างนั้นหรือ เพราะอย่างนี้ใช่ไหมสตีฟถึงได้กลับมาที่นี่ เพื่อได้เห็นโทนี่ยอมรับว่าสตีฟคือฝ่ายถูกตลอดมา

 

เขาไม่ทำหรอก เพราะมันไม่มีอะไรถูกหรือผิด และสิ่งสุดท้ายที่โทนี่ต้องการเวลานี้คือสิ่งเตือนใจว่าพวกเขาทั้งคู่สูญเสียแค่ไหนจากสงครามบ้าๆนี้

“คำแนะนำนะกัปตัน” โทนี่พูดเสียงเรียบ “ไปหาคนที่สนใจว่าคุณจะพูดอะไรแล้วไปหาคนนั้นซะ ผมไม่ใช่คนคนนั้นอีกแล้ว พวกเราเคยมีโอกาสที่จะคุยกัน แต่คุณไม่ยอมรับโอกาสนั้น และมัน...มันผ่านไปแล้ว”

 

“ไม่จริงโทนี่ ผมพยายามพูดกับคุณแล้ว แต่คุณไม่เคยฟังเลย”

 

โทนี่ยกมุมปากขึ้น “แล้วนายเคยฟังฉันด้วยเหรอ” ชายหนุ่มขยับตัวก่อนจะทำหน้าแหยแกเมื่อความเจ็บปวดวิ่งผ่านร่างเขา

”กลับไปซะสตีฟ ที่นี่ไม่มีอะไรให้นายอีกแล้ว”

 

“แล้วมันมีให้คุณรึไง” สตีฟถามกลับ ก่อนจะหลบตาเขา “แล้วผมก็จะไม่กลับไปไหน คุณบาดเจ็บอยู่นะ”

 

โทนี่ถอนหายใจเสียงดังก่อนจะยกแก้วขึ้นมาจิบ “ไม่รู้ตัวเลยนะเนี้ย”

เขารู้ดีว่าในสายตาสตีฟเขาดูเป็นยังไง เขาช้ำไปทั้งตัว เต็มไปด้วยรอยแผลทั้งเล็กทั้งใหญ่ พวกหน่วยพยาบาลจัดการดูแลแผลเขาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่มันก็ยังอดดูบวมปูดน่าเกลียดไม่ได้

 

สตีฟเดินเข้ามาใกล้เขา เสียงฝีเท้าชัดเจน โทนี่รู้ว่าอีกคนตั้งใจทำให้เกิดเสียงเพราะสตีฟไม่เคยเดินเสียงดัง ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ประหลาดใจเมื่ออีกคนมาหยุดหน้าเขาก่อนจะคุกเข่าลง ดวงตาสีฟ้าสวยมองขึ้นมาที่ใบหน้าเขา ก่อนที่มือหนาจะยื่นมาแตะแก้มเขาเบาๆ นิ้วของสตีฟไล่ไปตามรอยช้ำบนโหนกแก้มของเขา

 

และในดวงตาคู่นั้นก็มีแววอะไรบางอย่างที่มันไม่ควรจะมีอีกแล้ว เพราะมันหายไปตั้งแต่วินาทีที่เส้นทางของพวกเขาแยกจากกันที่สำนักงานใหญ่ของชีลด์

 

“ถ้าผมเปลี่ยนสิ่งเดียวที่เกิดขึ้นได้...” สตีฟพูดเสียงพร่า “มันคือสิ่งนี้”

 

“ไม่หรอก” โทนี่สวนกลับ “นั้นแหละปัญหาของพวกเรา ถึงนายจะเปลี่ยนอดีตได้นายก็จะเลือกทำเหมือนเดิมทุกอย่างซ้ำอีกครั้ง”

“และฉันก็เช่นกัน”

 

มืออุ่นหายไปจากแก้มเขา กลับไปกดเหนือคิ้วหนาที่ขมวดมุ่นของเจ้าตัวแทน “ก็ตอนนั้นคุณไม่ได้ให้ทางเลือกผมสักเท่าไหร่เลย”

 

โทนี่กัดกรามกรอด เขาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเขายังโกรธอีกคนได้มากขนาดนี้ เขาควรจะไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไปแล้ว เขาเลือกจะไม่แยแสอีกแล้ว “นายก็ยังเข้าใจว่าสิ่งที่ฉันจำเป็นต้องทำคือทางเลือกอย่างนั้นเหรอ”

 

สตีฟยืนขึ้น ถอยหลังออกมาช้าๆ “คุณอยากจะได้น้ำสักแก้วไหม”

 

น้ำสักแก้ว

ใบหน้าเขาคงแสดงออกว่าเขาไม่ไว้ใจอีกฝ่ายเต็มทีเพราะสตีฟรีบก้มหน้าลง มือกุมอยู่ข้างหน้าอย่างรู้สึกผิด ก่อนจะอธิบายต่อ

“ก็เสียงคุณมันแหบ แล้วคุณก็...เหม็นเหล้า”

 

โทนี่กลอกตา “ซึ้งชะมัดที่นายเป็นห่วง” ก่อนจะมองตรงไปที่ดวงตาของอีกคนแล้วพูดช้าๆ “มันแหบจากเสียงตะโกนตอนที่ฉันขอร้องให้นายหยุด”

 

ความเจ็บปวดที่พาดผ่านหน้าของสตีฟทำให้เขารู้สึกดีเพียงชั่ววินาที เขาตั้งใจพูดอย่างนั้น ปักมีดลงกลางแผลเปิด ทำให้สตีฟโกรธ เพราะเขารับมือกับความโกรธได้ เขารู้จักความโกรธของสตีฟดีเลยล่ะ นับตั้งแต่วันแรกที่เขารู้จักกัปตันหนุ่มคนนี้

 

“อย่าเอาเรื่องนี้มาพูดเล่นได้ไหม” สตีฟพูดเสียงเบา “ผมขอร้องเถอะ”

 

โทนี่ขยับตัวอีกครั้งและประสบความสำเร็จในการซ่อนความเจ็บปวดที่แล่นผ่านหลังของเขา “ถ้าฉันไม่มีอารมณ์ขัน ป่านนี้ฉันคงบ้าไปแล้ว”

 

สตีฟเดินออกไป โทนี่ได้ยินเสียงตู้จากห้องครัวที่อยู่ติดกันถูกรื้อ ก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินกลับมาพร้อมกับแก้วน้ำ เขามองหน้าสตีฟนิ่ง ก่อนจะคว้าแก้วจากมืออีกคนแล้วเทของเหลวนั้นลงคอในอึกเดียว

 

สตีฟยืนเงียบๆอย่างใจเย็น รอให้โทนี่ส่งแก้วคืนให้ สายตาคู่นั้นไม่บ่งบอกอะไร มันทำเพียงแค่จับจ้องเขาเท่านั้น “เอาอีกแก้วไหม” เขาถามหลังจากโทนี่ดื่มจนหมด

 

โทนี่ส่ายหน้า “ไม่”

 

หนุ่มร่างสูงเม้มปาก สายตาไล่ไปตามใบหน้าและร่างกายเขา “คุณต้องเอาไหมออกจากแผล” วินาทีที่สตีฟพูดแววตาเขากระตุกวูบไหว ก็ควรแล้วที่จะรู้สึกอะไรบ้าง โทนี่คิดอย่างหงุดหงิด “มันจะเจ็บถ้าคุณทิ้งมันเอาไว้แบบนี้ต่อ”

 

“เพิ่งรู้ว่านายไม่อยากให้ฉันเจ็บ” โทนี่พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

 

และแค่นั้นความอ่อนแอที่สตีฟแสดงให้เห็นก็หายไปทันที ร่างสูงยืนตระหง่านด้วยความนิ่งและสุขุมและเป็นทุกอย่างที่โทนี่ต้องการ

ให้ตายสิทำไมเขาถึงทั้งรักทั้งเกลียดผู้ชายคนนี้ได้มากขนาดนี้ เขาไม่เคยเข้าใจตัวเองเลย

 

“สิบวันก่อน ผมอยู่ในวอชิงตัน ทำธุระเรื่อยเปื่อย” สตีฟพูดเรียบๆ “แล้วผมก็ได้รับโทรศัพท์จากนาตาชาบอกว่ามีใครบางคนสั่งจับตายเจมส์ บาร์น และคุณก็เป็นหนึ่งคนพวกนั้น ผมแค่....ผมต้องพาเขาหนีออกมา แต่คุณไม่ยอมให้ผมทำง่ายๆ ผมบอกคุณแล้วว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด ผมขอร้องคุณให้ปล่อยพวกเราไป”

 

โทนี่กระพริบตาถี่แล้วยืดตัวตรง เขาไม่สนในความเจ็บปวดที่มันแผ่นซ่านไปทั่วช่องท้อง มันก็แค่ความเจ็บเล็กๆน้อยๆ สายตาที่สตีฟมองมาที่เขาอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกมันทำให้เขาอยากลืมทุกอย่าง ทั้งความเจ็บปวด ทั้งเรื่องที่เกิดขึ้น

“ฉันไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้น” เขากัดฟันกรอด “ฉันต้องทำอะไรสักอย่างในตอนนั้น แล้วที่ฉันทำคือให้พวกเขาสัญญาว่าจะไม่ฆ่าเขา แต่นายแม่งไม่เคยฟังเลย

 

“และถ้ามันสำเร็จเขาจะไม่มีวันออกมาข้างนอกอีกตลอดไป” สตีฟตะโกนกลับด้วยอารมณ์ที่ไม่ต่างจากเขา “ทันทีที่กฎหมายนั้นผ่าน พวกเขาจะส่งเขาเข้าคุกมืดซักที่ แล้วปล่อยให้เขาตายในนั้น มันแย่ซะยิ่งกว่าจับตาย เขาถูกต้องรับโทษจากสิ่งที่เขาไม่เคยเลือกทำเลยสักนิดเดียว คุณก็รู้

 

“และนั้นก็คือเรื่องเดียวที่มันสำคัญสำหรับนาย” โทนี่ตะโกน พร้อมกับปาแก้วลงบนพื้นอย่างหงุดหงิด มันแตกหักเหมือนกับความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่มีผิด ขอบตาเขาร้อนผ่าว และเสียงเขาสั่นจนควบคุมไม่ได้ นี้มันหายนะชัดๆ เขาน่าจะหุบปากซะตั้งแต่ตอนนี้แต่เขาก็ทำไม่ได้

เขาคือคนๆเดียวที่สำคัญสำหรับ เขาเป็นเพื่อนนาย เอาเป็นว่าตอนนี้ฉันรู้ซึ้งแล้ว ชัดเจนแจ่มแจ้งแดงแจ๋ ส่วนนายแม่ง...ช่วยไสหัวไปให้พ้นหน้าฉันซะที”

เขาลุกขึ้นทันทีที่พูดจบ ขาสั่นจนแทบพยุงตัวไม่ไหว แต่เขาก็พยายามจะเดินออกจากห้องนั้น เขาได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆเดินตามมา และก่อนที่เขาจะเปิดประตูออกไป มือของใครบางคนก็จับแขนเขาเอาไว้แน่นจบเจ็บ

เขาถูกดึงให้หันหน้ากลับมาเผชิญหน้ากับอีกคน หลังกดแน่นไปกับกำแพง สตีฟมองเขาด้วยสายตาเหมือนไม่อยากจะเชื่อและเจือด้วยความเจ็บปวด แต่ท้ายที่สุดมันคือไฟโกรธเบื้องหลังดวงตาคู่นั้นที่ทำให้โทนี่ไม่อาจจะผินหน้าออกไปอีกทางได้เลย

 

 

“คุณคิดว่าคุณไม่สำคัญสำหรับผมเหรอ” สตีฟกระซิบเสียงพร่า “หลังจากทุกอย่างระหว่างเรา”

 

“ฉันมันก็แค่คนที่เคยเป็นเพื่อน” โทนี่ไม่ยอมแพ้ เขามองหน้าสตีฟอย่างท้าทาย รู้ว่าวินาทีใดวินาทีหนึ่งไอ้น้ำตาร้อนๆที่มันเผาอยู่หลังดวงตาเขามันจะไหลออกมา

พระเจ้า สตีฟกลับมาทำไม ในเมื่อทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว มาทำให้เขาเจ็บเพิ่มขึ้นรึไง แค่นี้เขายังไม่ใกล้ตายพอรึไง

“ไม่ว่านายจะคิดยังไงก็ตาม ฉันก็เคยเป็นเพื่อนนาย” โทนี่เสียงสั่น มือเขายกขึ้นกุมเสื้ออีกคนแน่น “เหมือนกับที่นายเคยเป็นเพื่อนของฉัน เคยเป็น—“

ทุกอย่างของฉัน นายดันตัวเองเข้ามาในชีวิตฉันโดยไม่ได้เชิญ แล้วฉันมันก็โง่แสนโง่ที่ปล่อยให้นายกลายเป็นชีวิต เป็นทุกอย่าง แต่นายก็ทิ้งมันไปเพราะนายไม่เคยเชื่อใจฉัน

 

เมื่อสตีฟพูดอีกครั้ง โทนี่ก็ได้ยินเสียงร่ำไห้สะท้อนอยู่ใต้เสียงพูดนั้น เหมือนกับเขาไม่มีผิด เสียแต่ว่าเขาคงแสดงได้ไม่เก่งเท่ากับสตีฟ “ผมไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้นเลย”

 

“เหรอ” โทนี่ก้มหน้ามองพื้นแล้วพูดเสียงเย็น “คำแนะนำนะกัปตัน ไม่มีอะไรเป็นไปตามแผนซักอย่าง ที่จริงถ้าคุณดูชีวิตผมเป็นตัวอย่าง นอกจากไม่เป็นไปตามแผน แล้วมันมักจะลงเหวเลยล่ะ”

 

สตีฟดันตัวเข้ามาใกล้มากขึ้น จนทุกส่วนของร่างกายเขาสัมผัสกัน “โทนี่...”

 

วิธีที่อีกคนเรียกชื่อเขาทำให้โทนี่ต้องเงยหน้าขึ้นสบตาอีกคนอีกครั้ง ดวงตาของสตีฟที่มองเขาทำให้หน้าอกเขาบีบแน่นจนเจ็บ ซึ่งก็เหมือนกับทุกครั้งที่เขามองสตีฟนั้นแหละ ทุกครั้งที่เขาอยู่ในห้องเดียวกับอีกคนแล้วได้แต่ถามตัวเองว่าเขาจะสามารถเดินเข้าไปจูบสตีฟขณะที่สตีฟกำลังพูดถึงปฏิบัติการณ์ที่พวกเขาต้องทำได้รึเปล่า

 

“คุณคิดจริงๆเหรอว่าผม...ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ได้ทำให้ผม...” สตีฟส่ายหน้า พร้อมกับน้ำตาที่ไหลจากดวงตาคู่สวยนั้น ไม่ยุติธรรมสักนิด สตีฟไม่ควรจะเป็นคนที่ร้องไห้กับเรื่องของพวกเขา กับเรื่องที่ทำให้เขาได้แต่สงสัยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ในเมื่อสตีฟเป็นคนเลือกทิ้งโอกาสนั้นไปเอง “มันเหมือนฆ่าผมทั้งเป็น ผมรู้สึก...ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมรู้สึกยังไง ผมไม่เคยรู้เลยว่าคุณเปลี่ยนชีวิตผมไปแค่ไหนจนกระทั่ง...” สตีฟสะอื้น ปาดน้ำตาลวกๆ “จนกระทั่งวันที่คุณยืนอยู่อีกฝั่ง ผมไม่รู้ว่าผมจะแก้ไขมันได้ยังไงโดยที่ผมไม่เสียบัคกี้ แต่ท้ายที่สุดมันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนความรู้สึกที่ผมมีให้คุณ มันเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน”

 

โทนี่พยายามบอกตัวเองว่าคำพูดพวกนี้ไม่มีผลอะไรกับเขา เขาไม่ยอมให้สตีฟทำอย่างนั้นกับเขา เขาจะไม่เชื่อทุกอย่างที่ออกจากปากของทหารหนุ่ม แต่สมองเขามันกลับทรยศอย่างไม่น่าให้อภัยเพราะมันคอยส่งภาพทุกครั้งที่เขาอยู่ใกล้สตีฟ ทุกครั้งที่พวกเขามองตากันแล้วหัวเราะ ทุกครั้งที่นิ้วมือของพวกเขาแตะกัน ทุกวินาทีที่มันเคยมี – ก่อนที่มันจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ

...แต่ไม่ว่าสิ่งที่พวกเขาเคยมีมันคืออะไรก็ตามมันก็ไร้ความหมาย มันไม่สามารถห้ามไม่ให้พวกเขาเกลียดกันได้

 

และตอนนี้ วินาที่นี้ที่สตีฟยืนอยู่ใกล้เขามากเกินไป สัมผัสเขาไปทุกส่วน โทนี่อยากจะโกรธอีกคนเหลือเกิน อยากจะขุดความรู้สึกที่เขาเคยมีเมื่อห้าวันก่อนขึ้นมา จดจำวินาทีทีหมัดของสตีฟกระแทกผ่านหน้ากากเหล็ก และซัดเขาซ้ำแล้วซ้ำอีก

...แต่ทันทีที่เห็นน้ำตาของอีกคน โทนี่ก็รู้ว่าเขาไม่อาจจะรู้สึกอย่างนั้นได้อีกแต่ไป เขาสูญสิ้นการควบคุม

“นายมาที่นี่ทำไม” โทนี่ถามเมื่อเห็นว่าอีกคนเงียบไป

 

ร่างสูงสูดหายใจลึก “นาตาชาบอกว่าเป๊ปเปอร์ให้เธอมาบอกผมว่าคุณอยู่ที่นี่ แล้วผมก็มาเพราะผมต้องมา เพราะคุณบาดเจ็บ ผมต้องดูให้เห็นด้วยตาว่าคุณไม่เป็นไร”

 

“อะฮะ จะบอกว่านายเป็นห่วง นายหวังดีกับฉันว่างั้น”

 

“ประมาณนั้น”

 

“นี้มีคนเคยบอกนายไหมว่าความปรารถนาดีที่ไม่มีใครต้องการน่ะมันก็แค่ความปรารถนา ไม่มีผลอะไรทั้งนั้น” 

 

สตีฟเม้มริมฝีปากแน่น มือหนาเลื่อนขึ้นมาแตะแก้มเขาแผ่วเขา “คุณ ผมมาที่นี่เพราะคุณ เพราะ...” สตีฟหยุดอีกครั้ง

 

เพราะอะไรวะ” เขาตะโกนถาม ตาเขาพร่าไปหมดแล้ว

 

“เพราะอะไรคุณก็รู้ดี” ลมหายใจร้อนๆของอีกคนกระทบแก้มโทนี่ “คุณรู้แน่นอนโทนี่ว่าผมมาเพราะอะไร”

 

มันเหมือนอยู่ดีๆอากาศรอบตัวเขาก็หายไป เขาหายใจไม่ออก มีสิ่งเป็นล้านๆสิ่งที่เขาอยากจะพูดออกไป ทุกอย่างที่มันคาอยู่ในใจเขามานานเกินไป สิ่งที่สตีฟควรจะรู้แม้ว่ามันจะผ่านมานานแค่ไหนก็ตาม แม้จะผ่านความเจ็บปวดขนาดไหนแต่ไอ้ทุกอย่างที่เขามีให้สตีฟมันก็เหมือนเดิม และทันทีที่แค่สตีฟพูดแค่นั้นโทนี่ก็อยากจะวิ่งโร่แล้วทิ้งชีวิตของเขาแทบเท้าสตีฟอีกครั้ง

เขามันแม่งอ่อนแอสุดๆ โทนี่ก่นด่าตัวเอง 

 

โทนี่รู้สึกถึงหัวใจของอีกคนที่เต้นรัว ตาสีฟ้าที่ยังรื้อด้วยน้ำตามองมาที่เขาอย่างมีความหวัง

“พูดออกมา” โทนี่พูดเสียงเข้ม “บอกฉัน อย่างน้อยนายก็ติดค้างคำๆนั้นกับฉัน”

 

สตีฟตัวสั่นน้อยๆ  มือหนายังคงจับแก้มเขาเอาไว้

และเมื่อสตีฟขยับตัวอีกครั้ง เขาก็ดึงโทนี่เข้าไปจูบ จูบที่รุนแรงและที่โทนี่รอคอยมาตลอดชีวิต และที่เขาไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะหลังจากเรื่องที่ผ่านมา เขาฝันถึงวินาทีนี้เป็นเดือนๆ ว่าเขาจะยิ้มออกมายังไง และเขาจะใช้มือกอดเกี่ยวและดึงสตีฟเอาไว้ให้ใกล้ที่สุด เขาจะกัดที่ริมฝีปากอิ่มของอีกคนเบาๆ ใช้เวลาชิมรสชาติหอมหวานของจูบนั้นให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่นี้ไม่เหมือนในฝันเขาเลยสักนิด มันไม่ได้เต็มไปด้วยความเชื่องช้าละมุมละไม แต่กลับเต็มไปด้วยความโหยหา ความต้องการ ความโกรธ และสิ่งอีกเป็นนับร้อยนับพัน และโทนี่...โทนี่ไม่ได้รักชายตรงหน้าอีกแล้ว แต่เขาทั้งรักทั้งเกลียดและทั้งสองอย่างมันพอๆกัน

“คนขี้ขลาด” โทนี่พึมพำเบาๆใส่ริมฝีปากคู่นั้น เขาส่งผ่านทุกความโกรธเกรี้ยว ความสิ้นหวังลงไปในจูบ มันควรจะทำให้เขาเจ็บที่สตีฟกอดร่างกายที่ยังคงบาดเจ็บจากการต่อสู้แน่นขนาดนี้ แต่เขากลับไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น

 

“เงียบไปเลย” สตีฟตอบกลับมาโดยที่ยังไม่ปล่อยตัวเขา

 

เขารู้สึกถึงความแข็งขืนของสตีฟดันหน้าท้องของเขา และราวกับอ่านใจเขาได้ ทหารหนุ่มก็เลื่อนมือมาปลดเข็มขัดของเขา พวกเขาทั้งคู่หายใจหอบ

 

“ถ้าคุณบอกให้ผมหยุดผมจะหยุด” สตีฟพูดพร้อมกับดันร่างเขาติดกับกำแพง เขาไม่ได้ตอบในทันทีมีเพียงแค่เสียงหอบเบาๆออกมาเท่านั้น ทั้งร่างเขารับรู้แค่เพียงนิ้วมือของอีกคนที่กำลังสัมผัสเขา และดวงตาสีฟ้าที่กำลังกลืนกินจิตวิญญานของเขา

 

“ถะ...ถ้านายคิดว่าฉันจะหยุดนายตอนนี้ นายมันก็ทึ่มกว่าที่คิดซะอีก” โทนี่พูดพร้อมยกมุมปากขึ้น คำพูดนี้มันก็แทบไม่ต่างจากการสารภาพสักเท่าไหร่เลย  

 

และสตีฟเข้าใจได้ในทันที ร่างสูงกลืนน้ำลาย ตาหลุบต่ำมือเรียวนั้นสั่นน้อยๆขณะเปิดซิปของโทนี่ออก และดึงส่วนแข็งร้อนของเขาออกมากอบกุมเอาไว้ ก่อนจะปลดกางเกงยีนส์ของตัวเองและปล่อยให้ส่วนอ่อนไหวของพวกเขาสัมผัสกัน

โทนี่อยากจะเห็นหน้าของสตีฟในเวลานี้แต่สตีฟกลับก้มหน้าต่ำมือหนาบังความแข็งขืนของทั้งคู่ที่อยู่ในมือนั้น ก่อนจะเริ่มขยับมือช้าๆ แรงเสียดีทำให้โทนี่ร้องครางออกมาและจิกไหล่สตีฟ เขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลย สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือขยับไปตามจังหวะของสตีฟเท่านั้น

 

สตีฟหายใจหอบ ก่อนจะก้มหน้าลงเปิดปากจูบไปตามลำคอของโทนี่เพื่อซ่อนเสียงคราง ริมฝีปากร้อนๆที่สั่นระริกของสตีฟนั้นทำให้ทั้งร่างของโทนี่รู้สึกเหมือนกำลังลุกเป็นไฟ

ไฟที่หลอมละลายทั้งความรักและความเกลียดเข้าด้วยกัน

 

“โทนี่” สตีฟครางออกมา ก่อนจะขยับตัวจูบริมฝีปากโทนี่อีกครั้ง และขณะที่โทนี่เปิดปากรับอีกคน สมองเขาก็ได้แต่สงสัยว่าเขากำลังเปิดทางเดินไปสู่นรกของตัวเองด้วยรึเปล่า...แต่ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น มันก็คุ้มค่าแหละน่า

คุ้มค่าเป็นที่สุด

 

สตีฟจูบด้วยความมุ่งมั่นเหมือนทุกอย่างที่เขาทำ และเมื่อสตีฟขยับมือเร็วขึ้นโทนี่ก็ทำได้เพียงครางออกมา หัวใจที่บาดเจ็บของเขาเต้นรัวอยู่ในหน้าอกจนเขากลัวว่ามันจะทำงานหนักจนหยุดเต้น

สตีฟไม่ใช่คนรักของเขาโทนี่รู้ดี แต่ในชั่วขณะหนึ่งเขาปล่อยใจตัวเองให้เชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้น

“เร็วขึ้นอีก” เขาหอบออกมา และสตีฟก็ทำตามคำขอของเขาโดยไม่ลังเล แรงเสียดสีค่อยๆลดลงจากน้ำหล่อลื่นและน้ำลายของสตีฟ มันไม่ควรจะทำให้เขารู้สึกดีขนาดนี้แต่...มันคือทุกอย่าง...มันคือความเจ็บปวด ความปรารถนา และบางอย่างที่เขาไม่อยากจะคิดถึง

 

โทนี่พิงศีรษะกับกำแพงด้านหลัง และสบตากับสตีฟ อีกคนไม่หลบสายตาเขาแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่ตอนที่โทนี่กระซิบเสียงแหบพร่าว่า “นายหนีจากฉันไม่ได้อีกแล้ว”

 

“ผมไม่เคยอยากจะหนี” สตีฟตอบกลับ แววตาเขามีแววเจ็บปวดแต่มันก็แค่วินาทีเดียว ก่อนที่มือของสตีฟจะเร่งเร็วขึ้น

 

โทนี่รู้สึกเหมือนเข่าเขาอ่อนเมื่อเขาขยับเร็วขึ้นตามจังหวะ สตีฟจะทำให้เขาตายแน่ๆ แต่เขาไม่แคร์ ณ เวลานี้ เวลาที่เขาใกล้ถึงจุดสุดยอดเต็มที

 

“ต้องการคุณ” สตีฟพูดต่อ เหมือนเขาเพิ่งนึกได้

 

ชายหนุ่มผมดำขยับตัวดึงอีกคนเข้ามาจูบ ลิ้นไล่ไปตามริมฝีปากอิ่ม ก่อนจะขบเม้มมันเบา

“ในที่สุดนายก็พูดมันออกมาซะที”

 

วินาทีนี้ไม่มีโลกอื่น ไม่มีสงคราม ไม่มีคนตาย มีเพียงแค่พวกเขาสองคน สตีฟที่อยู่ตรงนี้ แต่โทนี่รู้ว่าหลังจากวินาทีนี้เวทมนตร์ทั้งหลายมันจะสลายหายไป สตีฟจะจากไปอีกครั้ง มันเป็นอย่างนี้เสมอ พวกเขาพบกัน ทำเรื่องยุ่ง แล้วเดินจากกันไปคนละทาง และพวกเขาจะกลับมาเจอกันอีกครั้ง ใส่หน้ากากเข้าหากันเหมือนทุกครั้ง

แต่หน้ากากจะปิดบังสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่คืนนี้ได้เหรอ สตีฟจะลืมหรือเปล่าว่าเขาเคยทำให้โทนี่เข่าอ่อนและพร่ำเพ้อเรียกชื่อเขาท่ามกลางซากปรักหักพัง

เขาไม่ควรจะรู้สึกอย่างนี้ เขาไม่ควรจะสนว่าสตีฟจะคิดยังไง เพราะที่สำคัญที่สุดก็คือสตีฟเลือกที่ทำกับเขาอย่างนี้ ที่นี่ เวลานี้ และแม้ว่าเขาจะต้องตกนรกทั้งเป็นทุกครั้งที่ต้องเห็นหน้ากัปตันอเมริกาหลังจากนี้เขาก็ไม่ควรจะแคร์

แต่มันกลับไม่ง่ายอย่างนั้นเพราะสตีฟทำให้เขารู้สึกดีเหลือเกิน...รู้สึกดีจนเขาไม่อยากจะปล่อยให้อีกคนไป

“อยู่ที่นี่” โทนี่พูดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก “หยะ..อย่าจากฉันไป”

 

สตีฟพึมพำอะไรสักอย่าง มันอาจจะเป็นคำสัญญา มันอาจจะเป็นคำสบถด่า เขาไม่ได้ยินมันเพราะสตีฟฝังใบหน้าลงกับลำคอเขาแล้วปลดปล่อยออกมา ของเหลวอุ่นร้อนเลอะไปทั่วมือของอีกคนและส่วนอ่อนไหวของโทนี่ และมันก็เพียงพอแล้วที่จะผลักเขาให้ข้ามไปอีกฝั่ง บางอย่างในตัวเขามันหักออก พังทลายลง วินาทีเดียวกับที่เขาพิงร่างลงกับสตีฟ

โลกจะถล่มตอนนี้โทนี่ก็ไม่แคร์อีกแล้ว

เวลาผ่านไปหลายนาทีก่อนที่โทนี่จะรู้สึกว่าเขาสงบลงอีกครั้ง สติเริ่มกลับมา แต่มันก็ยังไม่พอที่จะทำให้เขาอยากต่อต้านความรู้สึกของตัวเอง หัวใจของเขายังเปิดออกให้กับสตีฟ ซึ่งคิดๆดูแล้วเป็นเรื่องที่เขาไม่ควรจะทำสักนิด

...แต่เขามันเป็นไอ้งั่งตลอด กับทุกเรื่องที่เกี่ยวกับสตีฟและหัวใจ...

 

สตีฟยังคงซุกหน้ากับซอกคอของโทนี่ “พวกเราไม่ควรจะอยู่ที่นี่”

 

โทนี่ดันคางอีกคนขึ้น ก่อนจะประทับจูบกับริมฝีปากหอมหวานนั้น “ฉันยังกลับไปไม่ได้ ไม่ใช่ตอนนี้”

 

สตีฟเงียบไปอึดใจแล้วพยักหน้า “ตกลง”

 

เขาไม่รู้ว่าเขาควรจะคิดยังไงกับคำว่าตกลงนั้นดี แต่สตีฟก็ตัดสินใจให้เขา เหมือนทุกอย่าง สตีฟอุ้มร่างเขาขึ้นโดยไม่ฟังคำประท้วง โทนี่จับไหล่อีกคนแน่นขณะที่สตีฟเดินผ่านเศษกระจก เถ้าถ่าน และกำแพงที่พังทกลายของบ้านของพวกเขา หรืออย่างน้อยชั่วเวลาหนึ่งมันก็เคยเป็นบ้านของพวกเขา

 

เขาไม่ทันตั้งตัวเมื่อสตีฟหยุดหน้าห้องนอนเขา โทนี่รู้ว่าถ้าเปิดประตูห้องนั้นข้างในมันเป็นยังไง มันเละไม่มีชิ้นดี แต่เขาไม่มีกะจิตกะใจจะบอกสตีฟว่าห้องอื่นๆห้องไหนก็ได้มันคงสภาพดีกว่านี้

สตีฟลังเลเพียงชั่วครู่ก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน ร่างสูงตัวแข็งเกร็งเมื่อเห็นสภาพของห้องตรงหน้า ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาเดินอ้อมซากหุ่นเหล็กที่กระจัดกระจายกลางห้องตรงไปที่เตียงและวางโทนี่ลงบนเตียงใหญ่ที่น่าประหลาดใจชะมัดที่ยังคงสภาพเป็นเตียงอยู่ได้ท่ามกลางสมรภูมินี้

โทนี่เงยมองอีกคนที่ตอนนี้ไล่สายตาไปตามห้องฝุ่นเขรอะที่มีรอยนิ้วมือของโทนี่แตะตามตู้และเตียง สตีฟคงรู้ได้ทันทีว่าโทนี่กลับมานอนที่นี่ทุกคืน แต่เมื่อสายตาคู่นั้นหันกลับมาหยุดที่เขามันไม่มีแววเย้ยหยันหรือสมเพชเลยแม้แต่น้อย มีเพียงแค่ความเข้าใจฉายชัดอยู่ในนั้น

และเมื่อสตีฟขึ้นไปนอนบนเตียง โทนี่ก็ดึงเขาเข้ามาจูบเหมือนสตีฟคือลมหายใจที่เขาต้องการ ก่อนจะหยุดปล่อยหน้าผากของพวกเขาแตะกัน ดวงตาสีน้ำตาลมองเข้าไปในดวงตาสีฟ้าสวยนิ่ง หน้าอกเขาปวดหนึบ  

“ฉัน...ฉันไม่รู้ว่าจะแก้ไขเรื่องทั้งหมดนี้ยังไง” โทนี่พูดเสียงเบาหวิว และเป็นครั้งแรกที่เขาสามารถมองข้ามความโกรธเกรี้ยว และปล่อยให้ตัวเองหวังว่าทุกอย่างระหว่างพวกเขา มันอาจจะไม่แตกสลายไปเสียหมด...อาจจะนะ  

 

สตีฟส่งยิ้มให้เขา รอยยิ้มเล็กๆท่ามกลางความมืดมิด แต่เขาก็เห็นมันได้อย่างชัดเจน “เพื่อนคนนึงเคยบอกผมว่าถ้าซ่อมไม่ได้...”

 

โทนี่หัวเราะ ก่อนจะเอื้อมมือมาคว้ามือสตีฟเอาไว้ สอดผสานนิ้วมือพวกเขาเข้าด้วยกัน

“...ก็สร้างขึ้นมาใหม่ให้ดีกว่าเก่า”

 

The End

 

 

ฟิคแปล: Doer of Good Deeds (HP/DM)

posted on 03 Dec 2015 17:11 by translatefiction in TranslatedFictions directory Fiction

Doer of Good Deeds by Lomonaaeren

ต้นฉบับ 

ฉบับแปล

 

 

Summary: รอนจำไอ้หน้าตาหมกมุ่นแบบนี้ของแฮร์รี่ได้ มันเป็นหน้าแบบเดียวกับที่เขาชอบส่งให้เฮอร์ไมโอนี่ แต่เพื่อนสนิทของเขาดันมีหน้าแบบนี้ทุกครั้งที่อยู่กับเดรโก มัลฟอยน่ะสิ ให้ตายสิเขาต้องทำอะไรสักอย่างแล้วก่อนที่เขาจะต้องใช้เวลาที่เหลือทั้งชีวิตฟังแฮร์รี่บ่นว่าแฟนของมัลฟอยน่ะห่วยแตกแค่ไหน

Pairing: Harry/Draco

Rating: PG

 

 

“พาร์กินสันเต้นรำไม่เป็น”

 

รอนก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ตรงหน้า เดลี่โพรเฟตไม่ค่อยน่าสนใจสักเท่าไหร่หรอก โดยเฉพาะหลังสงครามแบบนี้ ตอนนี้ข่าวหน้าหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาชญากรรมเล็กๆน้อย การเลือกตั้งรัฐมนตรีซึ่งทุกคนรู้อยู่แล้วว่าคิงส์ลีย์จะต้องชนะ แล้วก็วันครบรอบหนึ่งปีชัยชนะของศึกแห่งฮอกวอตส์ซึ่งวันครบรอบที่ว่าน่ะก็อีกตั้งแปดเดือนกว่าจะถึงแน่ะ!!!

 

“นายคิดดูสิ มัลฟอยจะต้องคบกับคนที่เต้นรำไม่เป็นอย่างนั้นเนี้ยนะ รอนนี้นายฟังฉันอยู่รึเปล่า!”

 

“ฟังสิ ถึงฉันจะไม่อยากฟังเลยก็เหอะ” รอนบ่นอุบเบาๆ แล้วยอมเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือพิมพ์ เพื่อจะได้มองเพื่อนเขากำลังฉีกขนมปังเป็นชิ้นๆขณะป้ายเนยลงบนมือเพราะหมอนั้นไม่ยอมละสายตาจากโต๊ะบ้านสลิธีรินสักแค่ชั่วครู่เดียว

“แล้วนายไปรู้เกี่ยวกับว่าพาร์กินสันเต้นรำเป็นหรือไม่เป็นได้ยังไงวะ ไอ้งานเต้นรำฤดูหนาวมันก็มีตั้งแต่ปีสี่แล้ว”

 

“ได้ยินนักเรียนบ้านสลิธีรินเม้าท์กันน่ะสิ” แฮร์รี่พูดขณะยังคงจ้องตรงไปที่กลุ่มนักเรียนบ้านสลิธีรินเขม็ง หรือถ้าจะให้ชัดคือจ้องมัลฟอยกับพาร์กินสันที่กำลังหัวเราะกระซิบกระซาบกันอยู่

 

“เฮ้อ” รอนถอนใจพร้อมยกชาขึ้นมาจิบ เดี๋ยวนี้ชาตอนเช้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเขามาก เพราะเขามักต้องนอนดึกเสมอเพื่อใช้เวลาส่วนตัวกับเฮอร์ไมโอนี่หรือไม่ก็ทบทวนเพื่อเตรียมสอบส.พ.บ.ส. เขารักเฮอร์ไมโอนี่มากพอที่จะอดทนกับการทบทวนการเรียนเพื่อเธอ แต่นั้นไอ้บทเรียนพวกนั้นทำให้เขายิ่งนอนไม่หลับขึ้นไปอีก บทร่ายคาถาติดอยู่ในหัวรอนยังกับเป็นเพลงห่วยๆของเซเลสติน่า วอร์เบ็ค

“นายเองก็เต้นรำไม่เป็นเหมือนกัน หรืออย่างน้อยก็ไม่เป็นตอนปีสี่”

 

แฮร์รี่หันขวับมามองเขา พร้อมกับส่งสายตาหงุดหงิดมาให้

“นายหมายความว่ายังไงหา!?”

 

รอนจ้องแฮร์รี่กลับ แต่ดูเหมือนยังไงมันก็ไร้ผล เพราะถึงแฮร์รี่จะกลับมาเอาแต่พูดถึงมัลฟอย จ้องหมอนั้นไม่วางตา เดินตามเจ้าเฟอร์เร็ตนั้นไปทั่วโรงเรียน แล้วยังคอยแอบฟังข่าวซุบซิบเกี่ยวกับเดรโก มัลฟอยอีก แต่เพื่อนหัวทึบของเขาก็ยังคงไม่เข้าใจว่าอาการที่ว่าน่ะมันหมายความว่ายังไง ให้ตายสิแฮร์รี่เป็นคนแรกๆที่พูดว่ารอนน่ะตกหลุมรักเฮอร์ไมโอนี่นะ แล้วทำไม๊ทำไมทีตอนเป็นเรื่องตัวเองแฮร์รี่ถึงได้หัวช้าแบบนี้นะ มันเป็นอาการหลักของพวกฮีโร่รึเปล่าที่ไม่ค่อยคิดถึงเรื่องตัวเอง

 

“ฉันหมายความว่า” รอนพยายามหาคำพูดมาอธิบายโดยไม่พูดไปโจ้งๆเรื่องความรู้สึกของแฮร์รี่

“นายเองก็เปลี่ยนไปตั้งเยอะตั้งแต่ตอนนั้น บางทีเธอก็อาจจะเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน”

 

แฮร์รี่ยังคงมองเขานิ่ง เหมือนกับเขาบ้าไปแล้วแทนที่คนที่บ้าน่ะเป็นแฮร์รี่เอง

“ฉันไม่เคยมีโอกาสเรียนรู้วิธีการเต้นรำ”

 

“แต่ว่านาย..เอ่อ...นายก็ดูสง่างามขึ้นตั้งเยอะ” รอนด่าแฮร์รี่ในใจที่ดันมาใช้สมองในเวลาแบบนี้ ทำให้เขาต้องหาคำพูดพยายามมาอธิบายอย่างมีเหตุมีผล

“แบบว่านายก็ได้เล่นควิดดิชตั้งแต่ตอนนั้น มีคนบอกว่าคนที่เล่นกีฬาจะเคลื่อนไหวได้สง่างามเวลาเต้นรำ แล้วบางทีพาร์กินสันก็อาจจะเล่นกีฬาด้วยก็ได้”

 

แฮร์รี่หรี่ตามองรอน ก่อนจะหันกลับไปมองมัลฟอยและพาร์กินสันดังเดิม พร้อมกับตัวแข็งนิ่ง เปล่งเสียงที่เหมือนเสียงคำรามออกมาจากลำคอ

 

รอนหันไปมองตามแฮร์รี่ หญิงสาวผมดำกำลังปัดปอยผมออกจากใบหน้าของมัลฟอย พร้อมกับพูดอะไรสักอย่างที่ทำให้เด็กชายผมบลอนด์หน้าแดง ก่อนจะหัวเราะเบาๆส่งให้พาร์กินสันส่ายหน้าแล้วหัวเราะไปด้วย

 

เด็กชายผมแดงถอนหายใจ เขาไม่เคยคิดว่าพาร์กินสันน่ะหน้าตาดี แต่ถ้าเขาให้เลือกเขาคงเลือกหญิงสาวแทนที่จะเป็นแฮร์รี่ที่ดูมีแววบ้าแบบนี้ รอนโบกมือผ่านหน้าแฮร์รี่แอบกลัวแวบนึงว่ามือเขาจะไหม้จากสายตาร้อนๆของเพื่อนสนิท

 

“อะไร!” แฮร์รี่ตะคอกใส่

 

“เอ่อ ไม่มีอะไร” รอนรีบตอบกลับ

“แค่เฮอร์ไมโอนี่จะฆ่าพวกเราแน่ถ้าพวกเราไปเรียนวิชาแปลงร่างสาย” แฟนสาวของเขาน่ะรีบไปที่ห้องแล้วเพื่อถามศาสตราจารย์มักกอนนากัลเกี่ยวกับบทเรียนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเธอคงอยู่ที่นี่แล้วมาช่วยเป็นโล่ระหว่างรอนกับแฮร์รี่

 

“ทำไมฉันต้องสนใจด้วย” แฮร์รี่ตอบอย่างไม่ยี่หระ แล้วหันกลับไปมองมัลฟอยเหมือนเดิม

 

นั้นเป็นวินาทีที่รอนตัดสินใจว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะแฮร์รี่คนไม่กลัวเฮอร์ไมโอนี่และไม่มีความรู้สึกสงสารรอนที่ต้องถูกหญิงสาวบ่นเป็นแฮร์รี่ที่รอนไม่อยากอยู่ใกล้ๆด้วยเด็ดขาด

 

เพื่อเพื่อนสนิทของเขาและเพื่อเขาจะได้มีเพื่อนสนิทที่กลับมาเป็นคนปกติซะที รอนต้องหาทางให้แฮร์รี่กับมัลฟอยเป็นแฟนกันให้ได้ การได้ไปเดทกับเดรโก มัลฟอยนั้นเป็นทางเดียวที่แฮร์รี่จะหยุดทำตัวบ้าๆแบบนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเป็นยังไงถ้าแฮร์รี่เป็นอย่างนี้ต่อไปทั้งปี

...และที่แย่ที่สุดคือถ้ามันเกินกว่าหนึ่งปีล่ะ ชายหนุ่มอดตัวสั่นไม่ได้เมื่อคิดว่าในอนาคตเขาอาจจะเห็นเพื่อนสนิทเดินตามมัลฟอยต้อยๆในกระทรวงเวทมนตร์พร้อมเป็นมือปราบมารกับรอน

 

ไม่เด็ดขาด เขาต้องหาทางหยุดความบ้าคลั่งนี้ก่อนมันจะไปไกลกว่านี้ เพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นกริฟฟินดอร์

 

“นายเห็นไหมว่าหล่อนแตะแก้มเขา” แฮร์รี่พูดพร้อมกับมือไม้สั่นไปหมด

“นายเห็นรึเปล่า”

 

รอนซุกหน้าเข้ากับมือ แล้วก็เพื่อสุขภาพจิตของเขาด้วย

 

###

 

สิ่งแรกที่รอนทำคือแอบตามมัลฟอยบ้าง

 

ดูเหมือนเจ้าบ้านั้นจะทำอะไรตามระเบียบทุกอย่าง โดยเฉพาะหลังสงครามแบบนี้ หมอนั้นไปเรียน ทบทวนหนังสือในห้องสมุดเวลาว่าง หรือไม่ก็ฝึกควิดดิช ถึงแม้ว่ารอนไม่ได้เห็นว่ามัลฟอยจะตั้งใจฝึกขนาดก่อนสงครามก็เถอะ แต่แฮร์รี่ก็ขี้เกียจฝึกเหมือนกัน...แต่นั้นเป็นเพราะแฮร์รี่ใช้เวลาว่างทั้งหมดเอาแต่ไล่ตามมัลฟอยแทนที่จะไปไล่ตามลูกสนิช

 

นั้นเป็นอีกเหตุผลนึงที่เขาต้องจัดการให้แฮร์รี่กับมัลฟอยเดทกันเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รอนคิดขณะสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายที่ทีมกริฟฟินดอร์พ่ายแพ้ทีมสลิธีรินย่อยยับเพราะซีกเกอร์ของพวกเขาเล่นเอาแต่ไล่ตามมองก้นมัลฟอยแทนที่จะไล่จับลูกสนิช และแฮร์รี่ก็อยากจะให้อีกทีมชนะเพื่อเขาจะได้จูบแสดงความยินดีกับมัลฟอย

ฝันร้ายสุดๆ!!!

 

และเมื่อยิ่งแอบดูมัลฟอย รอนก็ยิ่งสังเกตเห็นอะไรแปลกๆมากขึ้น มัลฟอยแทบจะไม่ใช้เวลาอยู่กับนักเรียนบ้านสลิธีรินคนอื่นๆเลยยกเว้นแต่เวลาอาหาร หมอนั้นไม่ใช้เวลาว่างอยู่ในหอนอนอะไรแบบนี้ รอนเห็นหมอนั้นเดินไปเดินมาบ่อยมากๆ บางทีนั้นอาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ เพราะตอนนี้พอมัลฟอยไม่ได้สุงสิงกับพวกสลิธีริน เขาอาจจะเริ่มคิดการมีเป็นกริฟฟินดอร์ไม่ใช่เรื่องแย่สักเท่าไหร่

 

รอนยังคงสะกดรอยตามมัลฟอยและแฮร์รี่อีกสองสามวัน ก่อนตัดสินใจว่าเขาจะลงมือตามแผน ในวันฝึกซ้อมควิดดิชครั้งหน้าทันที

 

###

 

“นายคิดยังไงกับเดเมลซ่า” รอนถาม หันไม้กวาดมาหยุดตรงหน้าแฮร์รี่ พวกเขาบินต่ำๆอยู่เหนือสนามคุยเรื่องการคัดเลือกเชสเซอร์คนใหม่ของทีม

“ฉันไม่คิดว่าเธอเร็วเท่าที่ปีที่แล้วนะ บางทีเราน่าจะลองเลือกแองเจลล่า เทย์เลอร์แทน ถึงเธอจะเป็นเด็กปีสี่ แต่เธอก็เคลื่อนไหวของเด็ดเลย”

 

แฮร์รี่ส่งเสียงงึมงำในลำคอ สายตามองตรงไปที่ปราสาท แบบเดียวกับทุกครั้งที่เขาอยู่ข้างนอกปราสาทและมัลฟอยอยู่ข้างในนั้น รอนกลอกตาอย่างรำคาญ เขาแน่ใจว่าแฮร์รี่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแองเจลล่า เทย์เลอร์เป็นไง ทั้งๆที่เขาอยู่ด้วยกับรอนตอนที่เธอเข้ามาทดสอบเข้าทีม

 

“แต่ฉันก็คิดนะว่า” รอนพูดต่อเรียบๆ “บางทีเราอาจจะไม่ต้องพยายามมากก็ได้ในปีนี้ เพราะมัลฟอยไม่เล่นควิดดิชแล้ว ทำให้เรามีเวลาฝึกพวกปีสี่”

 

แฮร์รี่หันขวับมามองเขาทันทีที่ชื่อมัลฟอยหลุดออกจากปากรอน เด็กหนุ่มหมุนไม้กวาดแล้วลอบยิ้ม พร้อมกับตะโกนเรียกเด็กกรินฟินดอร์ทุกคนที่มาทดสอบกลับเข้ามา

 

แฮร์รี่ยื่นมือมาจับไม้กวาดรอนแน่น ก่อนที่เขาจะได้บินลงไป เสียงเพื่อนสนิทของเขาต่ำแหบปนคำราม

“ใคร! ใครบอกนายว่ามัลฟอยจะไม่เล่นควิดดิช”

 

รอนยักไหล่ “ขาวลือนะพวก ได้ยินพวกเรเวนคลอพูดกันเมื่อเช้านี้ ว่ากันว่ามัลฟอยคิดว่าการฝึกกวนเวลาเรียนของเขาน่ะ”

 

“แต่..แต่...หมอนั้นห้ามเลิกนะ แล้วถ้าเขา...” แฮร์รี่ปล่อยมือจากด้ามไม้กวาดของรอน หน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างคนที่ตกอยู่ในภวังค์ความคิด รอนได้แต่แอบกลัวว่าเพื่อนเขาจะลืมไปว่าตอนนี้พวกเขาทั้งคู่อยู่บนอากาศ

 

รอนสูดหายใจลึก มองในแง่ดี อย่างน้อยนี้ก็ไม่ใช่ระหว่างเกมส์ควิดดิชจริงๆ

 

“เขาห้ามทำแบบนั้นนะ” แฮร์รี่พูดขึ้นในที่สุด พร้อมกับส่ายหน้า “ฉันต้องทำให้หมอนั้นเห็นว่าควิดดิชน่ะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพวกเรา เฮ้ย...ฉันหมายความว่าสำหรับพวกเราทั้งคู่ สำหรับเขาด้วย คือใครกันที่เขาจะอยากเอาชนะถ้าเขาไม่เล่นกับฉัน”

 

“หมอนั้นอาจจะอยากเอาชนะเฮอร์ไมโอนี่” รอนตอบกลับ “หมายถึงทางวิชาการน่ะพวก” เขารีบพูดต่อเมื่อแฮร์รี่ขึงตาใส่เขา

 

“ไม่ เขาห้ามทำแบบนั้น” แฮร์รี่พูดอย่างเอาแต่ใจ แล้วบินตรงไปที่ปราสาท

 

รอนกรอกตาอีกครั้ง เพราะสุดท้ายแฮร์รี่ก็ไม่ได้ช่วยเขาเลือกเชสเซอร์ของทีมเลย แต่มันคงมีเหตุผลที่รอนถูกเลือกเป็นกัปตันแทนที่จะเป็นแฮร์รี่ รอนแน่ใจว่าเขาจะเลือกคนถูก เขาไม่ต้องการแฮร์รี่มาช่วยตัดสินใจหรอก

แต่มันคงจะดีที่จะได้มีเพื่อนรักคนเดิมมาอยู่เคียงข้างเขาเวลาแบบนี้

 

###

 

ดูจากวิธีที่แฮร์รี่เดินปึงปังเข้าไปในห้องโถงใหญ่แล้วประจันหน้ากับมัลฟอยที่โต๊ะของสลิธีริน รอนแน่ใจว่าแฮร์รี่ล้มเหลวในการไล่จับตามหาเจ้าบ้าผมทองนั้นก่อนเวลาอาหารเย็น

 

รอนไม่เคยคิดว่าเขาจะต้องดูการเผชิญหน้าสดๆแบบนี้ คิดแล้วเขาก็รีบตักอาหารเข้าปากเร็วเท่าที่จะเร็วได้ เผื่อว่าทั้งคู่เกิดดวลกันแล้วโต๊ะล้มระเนระนาดขึ้นมา

 

“รอน อย่าจุกอาหารเข้าปากแบบนั้นสิ” เฮอร์ไมโอนี่เตือน แต่เมื่อมองตามสายตาของเขาเธอก็ต้องอุทานอย่างตกใจ

“ให้ตายสิ”

 

รอนพยักหน้าเห็นด้วย เขาไม่คิดว่าเฮอร์ไมโอนี่รู้ว่ามีอะไรลึกๆระหว่างแฮร์รี่กับมัลฟอย แต่เธอไม่จำเป็นเธอก็คงจะเดาได้ว่าการท่าทางแบบนั้นของแฮร์รี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย เธอรีบเก็บหนังสือเล่มเก่าหน้าเตอะที่วางอยู่บนโต๊ะอาหารลงกระเป๋าด้วย ถึงเธอจะไม่ได้ทำเร็วเท่ากับที่เขาจุกอาหารเข้าปากก็เถอะ เพราะหนังสือนั้นน่ะโคตรจะเก่าจนแทบจะหลุดออกจากกันได้แล้วถ้าจับแรงเกินไป

 

แฮร์รี่เขม้นตามองมัลฟอย ส่วนพาร์กินสันวางมือลงบนไหล่ของมัลฟอยอย่างให้กำลังใจ แต่เธอก็รีบถอนมือออกเมื่อเห็นสายตาของแฮร์รี่ รอนเข้าใจเลยล่ะสายตานั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนมือจะไหม้แค่เพียงโบกต่อหน้าตาสีเขียวคู่นั้น

 

แต่คนที่ดูเหมือนจะไม่รู้สึกอะไรก็คือมัลฟอย เจ้านั้นใช้เวลาเป็นชาติกว่าจะเงยหน้ามองแฮร์รี่ สายตาช้อนขึ้นช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่ทำให้รอนต้องอุทานด่าเจ้าแสบนั้นในใจ ไอ้บ้านั้นมันรู้...รู้ว่ามันกำลังทำอะไรอยู่กับแฮร์รี่ มัลฟอยกำลังตั้งกับดักให้แฮร์รี่พุ่งตรงมาหา

 

“มีอะไร” มัลฟอยแทบไม่ขยับปากขณะพูด และไม่แม้แต่จะแสดงสีหน้าอะไรเมื่อแฮร์รี่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้พร้อมกับจ้องเข้าไปในตา

 

“ทำไมนายถึงเลิกเล่นควิดดิช”

 

รอนถอนใจ คราวนี้มัลฟอยก็จะบอกว่าเขาไม่ได้เลิกเล่นแล้วแฮร์รี่ก็จะหันกลับมาเล่นงานรอนแทน ให้ตายสิรอนหวังว่ามันจะนานกว่านี้ซะอีก แต่เขาลืมคิดไปว่าเพื่อนของเขาเป็นพวกที่ไร้มารยาขนาดไหน เขาคิดว่าอย่างน้อยๆแฮร์รี่จะชวนมัลฟอยคุย ก่อนจะเข้าเรื่อง แล้วบางทีทั้งคู่อาจจะได้ฉุกคิดว่าทำไมไอ้เรื่องที่มัลฟอยเลิกเล่นควิดดิชถึงทำให้แฮร์รี่อารมณ์เสียได้ถึงขนาดนี้

 

แต่มัลฟอยไม่ได้ปฎิเสธออกไปทันทีอย่างที่รอนคิด หมอนั้นวางส้อมลงแล้วเช็ดปาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพูดอีกครั้ง

“เพราะมันไม่น่าตื่นเต้นอีกแล้วน่ะสิ” พูดแล้วก็หยิบส้อมขึ้นมาอีกครั้ง

 

มือแฮร์รี่ปัดส้อมของมัลฟอยหลุดจากมืออีกคน ปลิวข้ามโต๊ะ เสียงอุทานอย่างตกตะลึงดังมาจากโต๊ะอาจารย์ เขาแน่ใจว่าเสียงเรียกชื่อเพื่อนของเขาต้องเป็นเสียงอาจารย์ใหญ่มักกอนนากัลแน่ๆ และเสียงนั้นบ่งบอกชะตาว่าแฮร์รี่คงไม่แคล้วโดนกักบริเวณเป็นแน่แท้

 

แต่มีหรือที่แฮร์รี่จะสนใจ และนั้นทำให้รอนแอบโห่ร้องอย่างยินดีในใจ แถมมัลฟอยยังเล่นด้วยอีกต่างหาก อย่างน้อยๆก็มีหนึ่งคนในนั้นที่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

 

“ไม่ตื่นเต้นเหรอ” แฮร์รี่ยื่นตัวเข้าไปใกล้มัลฟอยมากขึ้นจนทั้งพาร์กินสันและเด็กผู้ชายบ้านสลิธีรินอีกคนที่นั่งประกบมัลฟอยขยับตัวออกห่างจากหนุ่มผมทองอย่างกลัวๆ แต่มัลฟอยยังคงมองหน้าแฮร์รี่นิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“แล้วการเล่นกับฉันล่ะ”

 

มัลฟอยเบ้ปากเหมือนรำคาญ “นายมันน่าเบื่อไปแล้วพอตเตอร์” เขาพูดพร้อมกับลุกขึ้นเดินตรงไปที่ประตู

 

แฮร์รี่ก้าวหมายจะตามอีกคนให้ทัน แต่ทันใดนั้นอาจารย์ใหญ่มักกอนนากัลก็มาถึงตัวแฮร์รี่เสียก่อน ให้ตายสิอาจารย์เร็วชะมัดรอนคิดในใจ

กักบริเวณ เพราะหาเรื่องทะเลาะกับนักเรียนบ้านอื่น” เสียงอาจารย์ใหญ่ดังพอที่จะได้ยินทั้งห้องโถงใหญ่

 

มัลฟอยหยุดนิ่งแล้วหันกลับมามอง เจ้านั้นทำหน้าพอใจแบบสุดๆ ก่อนจะหันกลับเดินออกไปอีกครั้ง

 

แน่นอน รอนคิดในใจขณะจิ้มมันฝรั่งเข้าปาก มัลฟอยรู้แน่นอนว่ามันกำลังทำอะไรอยู่ นี้ฉันต้องมาอยู่ฝ่ายเดียวกับไอ้ตัวเมือกจากบ้านสลิธีรินเหรอเนี้ย เออวะอย่างน้อยก็มีพวก

 

###

 

“ฉันต้องกักบริเวณกับมัลฟอย”

 

รอนใช้นิ้วจิ้มจุดที่เขาอ่านถึงเอาไว้ เหล่มองเฮอร์ไมโอนี่ที่พยักหน้าอนุญาตให้เขาคุยได้พร้อมกับรู้สึกดีใจสุดๆที่ดูเหมือนแฟนสาวของเขาจะไม่รู้ว่าเขาใช้ปกหนังสือคาถาห่อหนังสืออะไรเอาไว้จริงๆ

“ไหงเป็นงั้นล่ะเพื่อน ฉันนึกว่ามักกอนนากัลจะเป็นคนกักบริเวณนายซะอีก” ซึ่งปกติอาจารย์ใหญ่จะเป็นคนลงโทษและดูแลการกักบริเวณของนักเรียนปีแปดด้วยตัวเอง

 

แฮร์รี่นั่งห่อไหล่ ไม่สนใจเสียงของเฮอร์ไมโอนี่ที่เตือนเวลาข้อศอกของแฮร์รี่เกือบปัดไปโดนกองหนังสือบนโต๊ะ

“มัลฟอยเป็นพรีเฟคแล้วตามที่มักกอนนากัลพูดฉัน ‘ไปหาเรื่องเขาโดยไม่มีเหตุ’ ” แฮร์รี่พูดพร้อมกับโบกไม้โบกมือซึ่งทำให้มันไปโดนกองหนังสืออีกกอง โชคดีที่เฮอร์ไมโอนี่รีบเข้ามารับทันก่อนที่หนังสือจะตกพื้น และอีกครั้งที่แฮร์รี่ไม่สนใจเสียงบ่นของเฮอร์ไมโอนี่

“เพราะฉะนั้นเขาถึงเป็นคนดูแลฉันกักบริเวณ”

 

รอนถอนหายใจ “เขาบอกนายยังว่าจะให้นายทำอะไร”

 

แฮร์รี่ส่ายหน้า “มักกอนนากัลแค่บอกว่าสองทุ่มพรุ่งนี้ฉันต้องไปเจอเขาที่ห้องโถงใหญ่ บางทีมันคงเป็นการทำความสะอาดพื้นใต้โต๊ะสลิธีรินหรืออะไรแบบนี้”

 

“นายจะพลาดการฝึกควิดดิชน่ะสิ” รอนแกล้งร้องเสียงหลง ที่จริงในหัวเขาไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับควิดดิชเลยแม้แต่น้อย

 

“ฉันไม่แคร์เรื่องควิดดิชแล้วถ้ามัลฟอยไม่เล่น” แฮร์รี่พูดแล้วก้มหน้านอนบนโต๊ะอ่านหนังสือ ซึ่งคราวนี้เขาทำให้กองหนังสือตกลงบนพื้นโดยไม่สนใจ

 

เฮอร์ไมโอนี่หรี่ตาก้มเก็บหนังสือบนพื้น ก่อนจะเงยหน้าอีกครั้งพร้อมด้วยท่าทางที่น่ากลัวเหมือนพวกเทพเจ้าแห่งสงครามจากอียิปต์อะไรแบบนั้นเลย รอนแน่ใจว่าเขาเห็นรูปปั้นที่ดูเหมือนเฮอร์ไมโอนี่ตอนนี้เปี๊ยบๆตอนที่เขาไปเที่ยวอียิปต์กับที่บ้าน เขาพยายามส่งซิกบอกเธอว่าอย่าโวยวายแต่มันก็ไม่เป็นผล

“แฮร์รี่ พอตเตอร์” หญิงสาวคำรามเบาๆ

 

“มีอะไรเหรอ” แฮร์รี่หันมาถามด้วยเสียงปกติ ไม่เหมือนชายที่กำลังจะโดนเฮอร์ไมโอนี่สวดเป็นชุด

“ถ้าเขาไม่เล่น ฉันก็ไม่อยากเล่นแล้ว” พูดจบแฮร์รี่ก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากห้องสมุด

 

เฮอร์ไมโอนี่มองตามหลังเพื่อนสนิทพร้อมอ้าปากค้าง ก่อนจะหันมามองรอนเหมือนรอคำอธิบายจากเขา เขารู้ว่าเขาควรจะพูดอะไรสักอย่าง แต่รอนทำได้แค่ยิ้ม แม้มันจะไม่มีอะไรที่ควรจะยิ้มเลย นี้เป็นเหตุผลที่ทำไมพวกเขาถึงเป็นคู่กันได้ ขณะที่เฮอร์ไมโอนี่อธิบายเรื่องในหนังสือให้เขาฟัง เขาก็เป็นคนอธิบายเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือให้เธอฟังสลับกัน

 

“เขาไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ” เธอพูดอย่างงงๆ

 

รอนลุกขึ้นโอบไหล่หญิงสาว

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่ะ เขาแค่กำลังหมกมุ่นกับมัลฟอย แต่ฉันจะแก้ไขเรื่องนี้เอง ฉันมีแผนที่จะทำให้เขาสนใจมัลฟอยแต่ในแบบอื่น เมื่อมันจะสัมฤทธิ์ผล เขาคงจะเริ่มพูดถึงเรื่องอื่นนอกจากมัลฟอยเป็นครั้งคราวบ้าง”

 

“นี้นายได้ฟังที่ตัวเองพูดบ้างไหมเนี้ย” เฮอร์ไมโอนี่เอนตัวออกพร้อมหันมามองเขา

“นายพูดทั้งสามประโยคที่ยังไงก็หมายความว่าแฮร์รี่ก็จะหมกมุ่นกับมัลฟอยต่อไปถึงแผนนายจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ตามเถอะ”

 

###

 

รอนขยับผ้าคลุมล่องหนเพื่อให้แน่ใจว่ามันปิดได้ทั้งตัวเขา มันน่าจะได้นะแต่เขาก็โตขึ้นมากจากครั้งสุดท้ายที่ใช้ผ้าคลุมนี้ เขาต้องคอยหยุดเดินเป็นระยะเพื่อดูว่าข้อเท้าของเขาไม่โผล่ออกมา

 

เขายืนรออยู่นอกห้องโถงใหญ่ ก่อนหน้านี้เขาประกาศยกเลิกการซ้อมควิดดิชในคืนนี้แล้ว และอีกไม่กี่วินาทีถัดมาเขาก็เห็นศาสตราจารย์มักกอนนากัลดึงหูแฮร์รี่ลงมาจากบันได รอนมองแล้วแอบเจ็บแทน ก่อนที่มักกอนนากัลจะปล่อยหูแฮร์รี่มองเด็กหนุ่มตรงหน้าแล้วยื่นมือมาแก้ไขเนคไทน์เบี้ยวๆของเขา แฮร์รี่ได้แต่ก้มหน้าแล้วขยับขาไปมาอย่างกระสับกระส่าย

 

พูดถึงคนที่โตขึ้นเหมือนกัน รอนคิดในใจ เขาเห็นข้อเท้าของแฮร์รี่โผล่พ้นเสื้อคลุมพ่อมด ดูเหมือนแฮร์รี่คงต้องซื้อใหม่เหมือนอย่างที่เฮอร์ไมโอนี่บอก ...แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้แฮร์รี่จะไม่สนอะไรที่เฮอร์ไมโอนี่พูดเลยสักนิดเดียว ...บางทีเขาอาจจะฟังรอนนะ...หมายถึงถ้าจบเรื่องนี้แล้วเขาเริ่มได้ยินเสียงคนอื่นนอกจากเสียงมัลฟอยอีกครั้ง

 

“เธอเป็นนักเรียนของที่นี่” ศาสตราจารย์มักกอนนากัลพูดด้วยเสียงดุที่รอนได้ยินอย่างชัดเจน

“แต่ยิ่งกว่านั้นเธอมีภาระในฐานะผู้ใหญ่ ผู้ที่เป็นตัวอย่างแก่นักเรียนคนอื่นๆ เป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียนบ้านอื่นๆ แล้วผู้ใหญ่เขาไม่ทำตัวอย่างที่ทำวันนี้นะ”

 

“ผมไม่เคยขออยากจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครสักหน่อยครับ” แฮร์รี่บ่นอุ่บ

 

และถ้าคนที่แฮร์รี่พูดด้วยเป็นรอนหรือเฮอร์ไมโอนี่ ทั้งคู่คงปล่อยผ่านอย่างเข้าใจ เพราะแม้แต่รอนก็ยังต้องยอมรับว่านี้มันไม่ยุติธรรมสักนิดที่แฮร์รี่ต้องแบกภาระพวกนั้นคนเดียว ตั้งแต่เรื่องสงคราม จนถึงตอนนี้ที่ต้องทำตัวเหมือนทุกอย่างปกติและไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นในชีวิตสักนิดเดียว แต่ศาสตราจารย์มักกอนนากัลไม่มีทางปล่อยผ่านง่ายๆ

 

“เธอไปพูดในพิธีศพและงานอื่นๆช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมาใช่ไหม” อาจารย์ใหญ่ถาม

 

แฮร์รี่กระพริบตาถี่ๆ “เอ่อ ใช่ฮะ” รอนอยากจะกระโดดกู่ร้อง นี้เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นแฮร์รี่กลับมาเป็นปกติครั้งแรกในรอบหลายๆสัปดาห์ ตาสีเขียวนั้นมองตรงไปที่อาจารย์ใหญ่ แทนที่จะสอดส่ายหามัลฟอยเหมือนเช่นปกติ

 

“ถ้าอย่างนั้นหมายความว่าเธอยอมรับภาระนั้นแล้ว” ศาสตราจารย์หญิงกล่าวเรียบๆ

“ฉันไม่คิดว่ากระทรวงจะปล่อยให้เธอหลบหายไปเงียบๆ แต่เธอสามารถลดฐานะของตัวเองได้โดยการไม่รับงานพวกนั้น แต่เธอก็ไม่ได้ทำ ดังนั้นพอตเตอร์เธอต้องรับภาระที่ตามมาด้วย”

“อ้อ คุณมัลฟอยมาถึงพอดี”

 

แฮร์รี่หันขวับมองไปที่มัลฟอย แล้วทันใดนั้นไอ้สายตาแบบเดิมๆก็กลับมาอีกครั้ง รอนถอนหายใจ ให้ตายเถอะเขาอยากเสกกระจกให้เพื่อนโง่ๆของเขาส่องหน้าตัวเองดูจริงๆ ถ้าหมอนั้นเห็นว่าตัวเองมองมัลฟอยอย่างรักใคร่ขนาดไหน บางทีอะไรๆอาจจะง่ายขึ้นก็ได้

 

หรือบางทีอาจจะไม่ใช่อย่างรักใคร่ คิดว่าแฮร์รี่ไปหลงรักคนแบบมัลฟอยนี้มันก็อาจจะเกินไปหน่อยนะ บางทีแฮร์รี่อาจจะแค่อยากมัลฟอยหันมาสนใจเขาบ้างนอกเวลาควิดดิชหรือเวลาเดินสวนกันบนระเบียง ...เอาล่ะเขาจะเชื่อแบบนี้แหละ

 

“อาจารย์ใหญ่” มัลฟอยพูดแล้วก้มศีรษะลงอย่างสุภาพ อาจารย์คงคิดว่าเจ้าเบื้อกนั้นมันมองดูเธออยู่ แต่รอนเห็น...สายตานั้นมองตรงมาที่แฮร์รี่

 

บางทีเจ้าเฟอร์เรตอาจจะจัดการเองก็ได้ บางทีเขาอาจจะไม่จำเป็นต้องทำอะไร

 

แต่แล้วมัลฟอยก็เชิดหน้าขึ้นพร้อมกับเบ้หน้าเหมือนว่ารังเกียจแฮร์รี่ที่ตอนนี้กำลังพยายามยืดตัวตรงพร้อมกับจัดเนคไทน์ให้ตรง รอนถอนหายใจ ไม่อ้ะ มัลฟอยแค่สนุกกับเกมส์ที่ได้ทำให้แฮร์รี่รำคาญแล้วก็ดูหน้าแฮร์รี่หลังจากนั้น แล้วรอนก็เบื่อกับหน้าแฮร์รี่หลังจากนั้นเต็มแก่ ขอบคุณมากเฟอร์เร็ตตัวแสบ เขาต้องจัดการเองจริงๆซะที

 

“คุณมัลฟอย” มักกอนนากัลพยักหน้าตอบรับมัลฟอย เขาไม่แน่ใจว่าทำไมอาจารย์ใหญ่ถึงเลือกให้มัลฟอยกลับมาเป็นพรีเฟค เธอไม่เคยบอกเหตุผลให้ใครรู้

“หวังว่าเธอจะสามารถควบคุมอารมณ์เวลาอยู่ต่อหน้าคุณพอตเตอร์ได้เหมือนอย่างที่เธอทำวันนี้” พูดจบเธอก็หันมาจ้องแฮร์รี่ก่อนจะกลับหลังหันเดินออกไป

 

ทิ้งให้มัลฟอยอยู่กับเพื่อนสนิทเขาสองต่อสอง มัลฟอยยืนนิ่งปล่อยให้แฮร์รี่จ้องเขาต่อไป ส่วนรอนได้แต่ปวดหัวตุบๆ นี้มัลฟอยมันเล่นอะไรของมัน มันอยากจะรอให้แฮร์รี่เริ่มก่อนเหรอ นี้มันรู้จักแฮร์รี่บ้างไหมเนี้ย

 

รอนรักเพื่อนสนิทของเขามาก แต่เขาก็รู้ข้อเสียของเพื่อนเขาดี ดีเกินไปด้วยซ้ำเพราะคนที่บอกเขาคือจินนี่ที่เมาแอ๋พร้อมกับร้องไห้ลั่น อย่างน้อยแฟนคนต่อไปของแฮร์รี่ก็จะไม่ใช่วีสลีย์

 

“ฉันมีวิธีทำโทษที่เหมาะสมกับนายที่สุดเลยพอตเตอร์” มัลฟอยพูดด้วยเสียงต่ำพร่า

(หนึ่งในหลายๆอย่างที่เฮอร์ไมโอนี่ยืนยันว่าพวกเขาควรจะทำตอนคบกันก็คือการอ่านหนังสือนิยายโรแมนซ์ ซึ่งบอกเลยหลายๆเล่มที่เขาอ่านมีประโยคแบบที่มัลฟอยเพิ่งพูดเปี๊ยบ รอนคิดแล้วอยากจะเสกคาถาลบความทรงจำของตัวเองที่ได้ยินมัลฟอยพูดอะไรแบบนั้น และภาพในสมองของเขาที่รวมกับนิยาย)

 

แฮร์รี่ ซึ่งไม่เคยรู้เรื่องตามเคย ก็ไม่สังเกตถึงโทนเสียงของมัลฟอย เขาแค่สูดหายใจลึกแล้วถามกลับ

“อะฮะ จริงดิ”

 

มัลฟอยเลิกคิ้ว เหมือนกับสงสัยว่าต้องทำอะไรถึงจะให้แฮร์รี่เข้าใจ ฉันไง รอนตะโกนตอบในใจ

“ใช่” เสียงมัลฟอยกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง พร้อมสะบัดตัวเดินไปหาประตูเปิดออกนอกปราสาท

“แต่เราทำในนี้ไม่ได้”

 

แฮร์รี่ส่ายหน้าพร้อมกอดอกแน่น “นายคิดว่าฉันจะออกไปข้างนอกกับนายเหรอมัลฟอย ฝันไปเหอะ ไปที่ห้องเรียนว่างๆหรือคุกใต้ดินหรืออะไรก็ได้ นายบอกว่านายไม่เล่นควิดดิชอีกแล้วนี้ ดังนั้นฉันจะไม่ยอมก้าวเข้าไปในสนามควิดดิชกับนายแน่ๆ”

 

ไหล่ของมัลฟอยตึงเขม็ง รอนแน่ใจว่าคราวนี้มัลฟอยต้องหันกลับมาตะโกนบอกแฮร์รี่ว่าเขาไม่เคยคิดเลิกเล่นควิดดิช แต่หมอนั้นกลับแค่ทำสีหน้าปกติ

“นี้เป็นการกักบริเวณพิเศษต่างหากเจ้าเบื้อก”

 

สายตาของแฮร์รี่ร้อนแรงมากขึ้น มือมัลฟอยกำแน่น ส่วนรอนกลืนน้ำลายเงียบๆสงสัยว่าบางทีเขาควรจะต้องหาทางไม่ให้ทั้งคู่ตีกันตายก่อนดีกว่า

 

รอนคิดแล้วเขาต้องทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่แฮร์รี่จะพูดอะไรโง่ๆที่ทำให้มัลฟอยหนีไป หรือมัลฟอยเลิกพยายามแล้วกักบริเวณแฮร์รี่แบบปกติ เขายกไม้กายสิทธิ์ขึ้นพร้อมร่ายคาถาโดยไม่พูด คาถาที่เขาฝึกตลอดบ่ายที่ผ่านมา

 

เสียงฝีเท้าดังมาตามบันได พร้อมกับเสียงคุยดัง ทำให้แฮร์รี่สะดุ้งแล้วมองตามต้นเสียงอย่างตกใจ

 

“มาเถอะน่า” มัลฟอยรีบพูดแล้วจับข้อมือแฮร์รี่ ก่อนจะลากออกไป

 

รอนแอบคิดว่าบางทีพวกนี้คงทำต่อได้ โดยที่เขาไม่ต้องตามออกไป ก่อนที่เขาจะจำได้ว่าหนึ่งในพวกนี้ที่ว่าคือชายที่คิดว่าการสนทนาเกี่ยวกับความสามารถในการเต้นรำของแฟนของเดรโก มัลฟอยนั้นเป็นเรื่องที่เหมาะที่ควรและควรทำตอนกำลังทานอาหารเย็นท่ามกลางกลุ่มนักเรียนกริฟฟินดอร์

 

รอนถอนหายใจแล้วเดินตามไปเงียบๆ เขาไม่แน่ใจละว่าทั้งคู่จะทำต่อได้ ถ้าเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นและเห็นกับตา

 

###

 

มัลฟอยพาแฮร์รี่มาที่สนามควิดดิชจริงๆด้วย และแฮร์รี่ก็เดินตามหมอนั้นมาเงียบๆพร้อมทำหน้าบูดหลังจากแข็งขืนอยู่สองสามนาทีแรก เพื่อนของเขานั้นดูอกหักจริงจังกับความคิดที่ไม่อาจจะเล่นเกมส์ควิดดิชกับมัลฟอยได้อีกแล้ว ทั้งๆที่ควรจะดีใจที่กริฟฟินดอร์จะชนะได้ง่ายๆ

 

นี้มันต้องใช้อะไรอีกแฮร์รี่ถึงจะรู้ตัวว่าเขาน่ะสนใจมัลฟอย แล้วไม่ใช่แค่เรื่องการแข่งขันโง่ๆด้วย แต่แฮร์รี่ก็ยังคงพูดเกี่ยวกับเรื่องการเอาชนะมัลฟอย ไม่ใช่ชนะอย่างอื่นของมัลฟอย โอ๊ยเขาอยากจะบ้าตาย รอนแน่ใจว่าความเข้าใจในอารมณ์คนอื่นของเขาน่ะไม่ลึกซึ้งไปกว่าช้อนน้ำชา แต่เขาชักคิดว่าเพื่อนเขามีปุ่มรับความรู้สึกพอๆกับเม่นที่โดนไฟช๊อต

 

มัลฟอยก้าวไปหยุดที่กลางสนามแล้วหมุนตัวกลับมา ชั่วครู่หนึ่งรอนแน่ใจว่ามันต้องเป็นประกายจากผ้าคลุมล่องหนหรือว่าอะไรแน่ๆ เพราะเขาเห็นอะไรบางอย่างในตามัลฟอย แต่มันก็แค่ชั่วครู่เดียว ก่อนที่มัลฟอยจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

 

“นายรู้ไหมทำไมฉันถึงพานายมาที่นี่” มัลฟอยถามเบาๆ

 

แฮร์รี่กอดอก “เพราะว่านายอยากให้ฉันขอร้องให้นายกลับมาเล่นอีกครั้งเหรอ”

 

มัลฟอยเงียบไป รอนพยายามคิดว่าเจ้าชายบ้านสลิธีรินกำลังคิดอะไรอยู่ (คิดดูว่าเขาทำเพื่อแฮร์รี่ขนาดไหน เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาต้องคิดแบบสลิธีรินนะ!) ดูเหมือนว่าคำตอบที่มัลฟอยรอจะไม่ใช่สิ่งที่แฮร์รี่ตอบ แต่เขาก็เปลี่ยนมันให้เป็นสิ่งที่เขาต้องการได้ง่ายๆ

 

“ใช่เลย” มัลฟอยพูด พร้อมกับช้อนตาขึ้นแบบที่รอนแน่ใจว่าหมอนี่ต้องเป็นคนสอนแพนซี่ พาร์กินสันให้อ่อยผู้ชายแน่

“โดยการที่เล่นกันฉัน แล้วทำให้ฉันได้รู้ว่า...อะไรอะไรมันยังน่าตื่นเต้นเหมือนเดิม”

 

รอนกระพริบตาถี่ๆ โอเคนั้น...สองแง่สองง่ามไปหน่อยไหม แต่เขาต้องยอมรับความเป็นสลิธีรินเลยพับผ่าสิ

 

และดูเหมือนนั้นจะทำให้แฮร์รี่เริ่มคิดอะไร เพราะสมองที่ตายของเพื่อนเขากลับเลือกเวลานั้นที่จะเริ่มทำงานขึ้นมา

“นายหมายความว่าไง” แฮร์รี่ตะโกนถาม

“นายรู้ว่าฉันเล่นเก่งขนาดไหน นายลงมาดูฉันซ้อมเหมือนๆกับที่ฉัน—“

แฮร์รี่หุบปากทันก่อนที่จะโพล่งออกไปว่าเขาเองก็แอบไปดูมัลฟอยด้วยเหมือนกัน

 

แต่มัลฟอยไม่สนที่จะอธิบาย เขายิ้มกริ่มพร้อมส่ายหน้าน้อยๆ “เราไม่ได้แข่งกันนานขนาดไหนแล้วนะพอตเตอร์ นายก็รู้ว่าศาสตราจารย์มักกอนนากัลไม่ยอมให้มีการแข่งควิดดิชปีนี้แน่ถ้าเธอไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่จะช่วยให้นักเรียนลืมเรื่องสงคราม”

 

แฮร์รี่ขมวดคิ้ว “ทุกคนควรคิดถึงเรื่องสงครามบ้างนะ”

 

ขามัลฟอยกระตุกเหมือนร่างบางอยากจะกระแทกเท้าลงกับพื้นแสดงความขัดใจ รอนเข้าใจเลย พระเจ้าแฮร์รี่เป็นมนุษย์ที่คุยด้วยยากที่สุดในโลก เต็มไปด้วยความขัดแย้งยอกย้อนในตัวเอง ทั้งๆที่หมอนั้นทำตัวเหมือนอยากจะลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างสงครามแต่ดันพูดออกมาว่าทุกคนควรจดจำสงครามเอาไว้

“บ้างน่ะใช่” มัลฟอยพูดออกมาในที่สุด

“แต่ไม่ใช่ตลอดเวลา” เขาพูดแล้วก้าวยาวๆไปหยุดหน้าแฮร์รี่ สายตาประสานกับแฮร์รี่โดยไม่ลดละ

“ฉันไม่รู้ว่านายยังคงทำให้ฉันตื่นเต้นได้รึเปล่า ครั้งสุดท้ายที่เราบินด้วยกัน พวกเราอยู่ด้วยกัน จำได้ไหม บนไม้กวาดนั้นตอนที่นายช่วยฉันออกมาจากห้องต้องประสงค์”

 

ใบหน้าของแฮร์รี่แดงจัดแม้จะอยู่ในที่มืดๆแบบนี้แต่รอนก็ยังเห็นได้ชัดเจน เขากระแอมเบาๆเหมือนคนสำลัก รอนได้แต่ยิ้ม เข้าใจรึยังพวก แฮร์รี่คงกำลังคิดถึงวิธีการที่มัลฟอยกอดเขาไว้ซะแน่น และแววตาของหมอนั้นตอนที่ออกมาได้

(ไม่ใช่ว่ารอนจำได้ หรือว่ามีเวลาที่จะสังเกตแต่เฮอร์ไมโอนี่ที่กำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับสงครามยืนยันที่จะบรรยายเรื่องพวกนี้ให้เขาฟัง)

 

“ฉะ...ฉันยังเล่นชนะนายได้” แฮร์รี่พูดพร้อมกับถอยหลังออกห่างจากมัลฟอย เหมือนกับมัลฟอยเป็นคนที่ตามเขาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาแทนที่จะกลับกัน

 

“งั้นพิสูจน์สิ” มัลฟอยเดินก้าวเข้ามาอีกครั้ง ใกล้เสียจนรอนคิดว่ามัลฟอยจะหยุดและจูบแฮร์รี่แล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาจะรีบวิ่งกลับปราสาทให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เลย เขาต้องปกป้องทั้งความเป็นส่วนตัวของเพื่อนและสุขภาพจิตของเขาเองนะ แต่แล้วมัลฟอยก็หันหลังกลับเดินไปที่ตู้เก็บไม้กวาด ทิ้งให้แฮร์รี่หายใจหนัก ก่อนจะออกวิ่งตามมัลฟอยไป

 

รอนส่ายหน้า ดูเหมือนว่าเขาต้องรออยู่จนกระทั่งพวกนั้นขึ้นบินบนฟ้านั้นแหละ

 

###

 

แล้วกว่าทั้งคู่จะขึ้นบินได้ก็ใช้เวลาเป็นชาติ แฮร์รี่เอาแต่เดินงมพยายามหาไม้กวาด เพราะอันที่เขาชอบใช้มัลฟอยดันยึดไปก่อน และตอนนี้มัลฟอยก็มายืนรอพร้อมกับลูกสนิชในมือแล้ว

รอนถอนหายใจ นี้มันก็สนุกดีนะ แต่เขาชักอยากกลับไปที่หอนอนกริฟฟินดอร์แล้วนอนหนุกตักเฮอร์ไมโอนี่ซะแล้ว

 

ในที่สุดแฮร์รี่ก็พร้อม มัลฟอยขึ้นขี่ไม้กวาดพร้อมกับส่งลูกสนิชลอยขึ้นฟ้า แฮร์รี่ดันไม้กวาดตรงดิ่งขึ้นฟ้าตามมันไปทันที แต่ลูกสนิชสีทองกลับหมุนตัวลงไปอีกทาง เขาได้ยินเสียงแฮร์รี่สบถลั่นพร้อมกับเสียงมัลฟอยหัวเราะร่วน

 

จากนั้นพวกเขาก็บินเป็นวงกลม ถึงแม้ว่าภารกิจหลักของเขาคือทำให้แฮร์รี่เดทกับมัลฟอยก็เถอะ แต่รอนก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นกับเกมส์ตรงหน้า เขายอมรับว่าทั้งคู่เป็นซีกเกอร์ที่ดีไม่แพ้กัน แสงอาทิตย์ค่อยๆลับขอบฟ้าพร้อมกับแสงสีส้มสาดเป็นประกายสะท้อนกับผมของมัลฟอย

 

รอนได้แต่รอ ตอนนี้ทั้งคู่อยู่บนฟ้าแล้ว เขาจินตนาการว่าอะไรที่จะเกิดขึ้นได้บ้าง มัลฟอยคงช้อนตามองแฮร์รี่ สะบัดผมแล้วกัดริมฝีปาก ขณะที่มือเคลื่อนเข้ามาใกล้จุดที่สัมผัสกับไม้กวาด มัลฟอยจะใช้ทุกอย่างเพื่อสะกดให้แฮร์รี่มองมาที่เขา

(เอาจริงๆ รอนประทับใจกับจินตนาการของตัวเอง บางทีเขาควรจะจำเอาไปทำกับเฮอร์ไมโอนี่บ้าง เสียแต่แฟนเขาไม่มีวันขึ้นไม้กวาดยกเว้นแต่ในกรณีคอขาดบาดตายเท่านั้น)

 

แต่มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดูจากวิธีการที่มัลฟอยนั่งบนไม้กวาดแล้วบินไปรอบๆ แฮร์รี่เขาแน่ใจว่าต้องเป็นความผิดของเจ้าบ้านั้นแน่ๆ เขาแตะไม้กายสิทธิ์เข้ากับตาแล้วเสกคาถาตายาว ช่วยให้เขาเห็นแฮร์รี่ได้อย่างชัดเจน

 

เขาเห็นคิ้วของแฮร์รี่ขมวดเข้าหากัน มือกำรอบไม้กวาดแน่น ไหล่สั่นน้อยๆเพราะมันต้องหนาวแน่ๆที่ความสูงขนาดนั้นแล้วเพื่อนเขาก็ไม่ได้ใส่ชุดกีฬา....

รอนอยากจะเอาหัวโหม่งพื้นจริงๆ

แฮร์รี่ตั้งใจจะเอาชนะ สายตาเอาแต่มองหาลูกสนิชไม่ใช่ผู้ชายที่บินอยู่ข้างๆเลยสักนิด

 

อย่างที่คิดเลย พวกนั้นต้องการความช่วยเหลือจากฉัน รอนคิด หยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาอีกครั้งแล้วเสกคาถา... คาถาที่เขาไม่ควรจะรู้ เพราะมันมาจากหนังสือในเขตหวงห้าม เขาแค่แอบมองตอนเฮอร์ไมโอนี่อ่าน มันเป็นคาถาที่ทำลายคาถาป้องกันการใช้เวทมนตร์กับลูกสนิช ดังนั้นเมื่อรอนเสกคาถาหมุนรอบใส่ลูกสนิช เจ้าลูกกลมๆนั้นก็เลยหมุนรอบตัวคนอยู่มันอยู่ใกล้ที่สุด

 

และในกรณีคนที่ว่าก็คือแฮร์รี่ ที่เกือบจะตกไม้กวาดเพราะพยายามหมุนตัวตามจับลูกสนิช

 

ในที่สุดมัลฟอยก็ทำอะไรสักอย่างซะที หมอนั้นรีบยกแขนขึ้นโอบรอบเอวแฮร์รี่ดึงไม่ให้อีกคนหล่น ส่วนแฮร์รี่นั้นขยับจับแขนมัลฟอยแน่น

 

รอนร่ายคาถาตายาวอีกครั้ง คราวนี้เขาเห็นใบหน้าของแฮร์รี่ได้อย่างชัดเจน ตาสีเขียวเบิกกว้าง ริมฝีปากเผยอออก แก้มที่เริ่มแดงจัด

 

และเขาก็เห็นวินาทีที่แฮร์รี่พ่ายแพ้ต่อความต้องการ แล้วเอนตัวเข้าประกบปากกับมัลฟอย

 

รอนร่ายคาถาให้ลูกสนิชกลับมาเป็นเหมือนเดิม ก่อนจะพยักหน้าให้ตัวเอง เขาทำดีแล้ว มัลฟอยคงอ้างว่าเขาช่วยแฮร์รี่เพราะแฮร์รี่กำลังจะหล่น และรอนแน่ใจว่าแฮร์รี่คงคิดอย่างเดียวกัน เพราะหมอนั้นเล่นซื่อซะจนไม่รู้ว่าเขากับมัลฟอยกำลังเล่นเกมส์อะไรอยู่กันแน่

 

ระหว่างนี้ รอนก็มีนัดกับห้องนั่งเล่นของกริฟฟินดอร์ ตักของเฮอร์ไมโอนี่ แล้วก็หนังสือวิชาแปลงร่าง

 

###

 

“พาร์กินสันต้องเลิกแตะเนื้อต้องตัวมัลฟอยได้แล้ว”

 

รอนต้องอดใจไม่ให้เอาหัวกระแทกกับจานข้าวข้างหน้า เพราะจานนั้นมีขนมปังดีๆอยู่บนนั้น แล้วก็หลังจากกิจกรรมระหว่างเขากับเฮอร์ไมโอนี่เมื่อคืนเขาต้องการพลังงานเป็นพิเศษ

 

“เธอต้องหยุดเดี๋ยวนี้เลย” แฮร์รี่ส่งเสียงขู่ฟ่อ

“เธออาจจะไม่รู้ว่าเขามีแฟนแล้ว แต่ยืนยันได้เลยว่าเขามีแล้วแน่นอน นายคิดว่าทำไมหมอนั้นถึงปล่อยให้เธอทำแบบนั้นหา?!” แฮร์รี่หันมามองรอนพร้อมกับสีหน้าที่คาดหวังว่ารอนจะต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ แทนที่จะแค่ฟังแล้วพยักหน้าตามปกติ

 

รอนกรอกตา “ถามจริงสิ เพราะเจ้าเบื้อกนั้นอยากให้นายหึงไงล่ะ”

 

แฮร์รี่อ้าปากค้าง แล้วหันขวับไปมองที่โต๊ะสลิธีริน คราวนี้มองทั้งมัลฟอยและพาร์กินสินอย่างโกรธๆ เขารอให้แฮร์รี่ทำสิ่งที่เขาคิดว่าแฮร์รี่จะต้องทำแน่ๆ แต่เมื่อมันไม่เกิดขึ้นซะที รอนก็เปิดปากถาม

“เอ่อ ทำไมนายไม่ไปที่โต๊ะนั้นแล้วหยุดเธอซะหล่ะ” เขาไม่อยากเชื่อว่าเพื่อนเขาจะเป็นพวกที่ไม่สนใจเพราะมัลฟอยพยายามทำให้เขาหึง บางทีถ้าเป็นเฮอร์ไมโอนี่หล่อนคงทำแบบนั้น แต่ไม่ใช่แฮร์รี่แน่นอน

 

“เพราะเขาต้องการเก็บเรื่องเราไว้เป็นความลับน่ะสิ” แฮร์รี่พูดงึมงำ

“เขาบอกว่ามันเป็นวิถีของสลิธีริน”

 

รอนไม่อยากเชื่อว่าเขาต้องพูดอะไรที่มันชัดแจ้งขนาดนี้อยู่แล้ว แต่เมื่อสองนาทีผ่านไปแล้วแฮร์รี่ไม่ทำอะไรนอกจากมองโต๊ะสลิธีรินตาเขียว รอนก็หมดความอดทน

“แต่นาย” รอนจิ้มไปที่อกเพื่อนสนิท

“เป็นกริฟฟินดอร์นะเว้ย”

 

มันเยี่ยมมากที่ในที่สุดเขาก็เห็นแววตาเต็มไปด้วยไฟของแฮร์รี่อีกครั้ง และได้เห็นเขายืนขึ้นก่อนจะก้าวอาดๆไปที่โต๊ะสลิธีริน และรอนก็ก้มหน้าลงทันพอดีก่อนที่จะเห็นแฮร์รี่ดึงตัวมัลฟอยขึ้นก่อนจะจูบอย่างดูดดื่ม

ถึงเป็นเพื่อนมันก็มีบางเรื่องที่เขาไม่อยากเห็นนะ

 

ตอนนี้ดูเหมือนอะไรๆจะกลับเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง ซึ่งหมายความว่ารอนมีอีกนัดกับเฮอร์ไมโอนี่ คราวนี้ในห้องสมุด เพื่อกล่อมให้เธอหยุดอ่านหนังสือในชั่วโมงว่าง

 

นี้แหละฉัน รอน วีสลีย์ ผู้ปิดทองหลังพระ

 

The End

 

Note: จบแล้วค่ะ ตลกอีกแล้ว โอ๊ยเราเป็นคนที่พ่ายแพ้กับฟิคปีแปด แล้วก็แฮร์รี่แบบซื่อๆ อ่านไปแล้วก็แบบอีบ้า หนูเดรอ่อยซะขนาดนี้ ทำไมคะทำไม ส่วนเดรควรไปเปิดโรงเรียนสอนอ่อยได้แล้วนะคะ ตอนนี้กำลังเขียนฟิค H/D อยู่ แต่ก็แปลเป็นระยะ คือพยายามไปอ่านคู่อื่นนะ แต่มันไม่ได้อ้ะ ตอนนี้อารมณ์บ้า H/D มันแรงมาก (ใครมาใส่มนตร์ฉันเนี้ย) วิธีแก้เดียวคือปล่อยให้มันผ่านไป บล๊อกนี้ก็เลยเหมือนบล๊อกของ H/D เข้าไปทุกวันๆ >< 

เอาล่ะแปะ google doc ไว้เหมือนเดิมนะคะ คิดว่าเราตั้งเป็น view only นะ  

https://docs.google.com/document/d/1aftk2Eizk7FkovYvQJz_dTV8tzRskyg-dnwWG2pujsI/edit?usp=sharing

edit @ 3 Dec 2015 17:13:56 by translator

edit @ 3 Dec 2015 17:47:24 by translator

ฟิคแปล High Priced (Harry/Draco)

posted on 26 Oct 2015 16:51 by translatefiction in TranslatedFictions directory Fiction

High Priced by Cheryl Dyson

https://www.fanfiction.net/s/3997979/1/High-Priced

 

เรื่องย่อ: แฮร์รี่เพิ่งรู้ว่าตัวเองมีสายเลือดวีล่า (นี้เขายังซวยไม่พอรึไง) แถมเขายังต้องหาคู่ชีวิตของตัวเองให้เจอแล้วต้องสัมผัสคู่ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นเขาจะต้องตาย … ถ้าแค่นั้นยังไม่แย่พอ คนที่ดันเป็นคู่ของเขาคือเดรโก มัลฟอย   




“อาจารย์ต้องล้อผมเล่นแน่ๆ” แฮร์รี่ตะโกนเสียงดังอย่างไม่พอใจ ร่างสูงนั่งในห้องของอาจารย์ใหญ่มักกอนนากัลแต่หญิงสาวเจ้าของห้องกลับไม่อยู่ เจ้าตัวรีบหลบหน้าออกไปก่อนเหมือนจะรู้ว่าแฮร์รี่กำลังจะต้องเจอกับอะไร ต้องขอบคุณที่อย่างน้อยภาพเขียนของศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ยืนยันที่จะให้เขานั่งลงก่อนบอกข่าวร้ายที่ทำให้ชีวิตที่ยุ่งยากของเขายิ่งเหมือนตกนรกทั้งเป็นขึ้นไปอีก

 

ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์หัวเราะร่าเมื่อเห็นท่าทางของแฮร์รี่ ทำให้ชายหนุ่มได้แต่คิดในใจว่าบางทีการเผารูปเขียนดัมเบิลดอร์อาจจะไม่ใช่ความคิดที่แย่นัก ไม่มีดัมเบิลดอร์ ไม่มีข่าวร้าย

 

“ฉันกลัวว่าจะไม่ใช่เช่นนั้นน่ะสิแฮร์รี่”

 

ชายหนุ่มกำหมัดแน่น บอกให้ตัวเองสงบใจ

 

“อาจารย์จะบอกว่าเหตุผลที่ช่วงนี้ผมไม่ค่อยสบาย กินไม่ได้ นอนไม่หลับ แล้วเรื่องปัญหาสุขภาพต่างๆนาๆที่เกิดขึ้นกับผมตอนนี้เป็นเพราะว่า...ผมเป็นลูกผสมวีล่า”

 

ภาพเขียนพยักหน้าน้อยๆ “มาจากทางตระกูลของพ่อเธอน่ะแฮร์รี่”

 

“พ่อผมเป็นวีล่าเหรอ” แฮร์รี่ถามอย่างตกใจ

 

ลูกผสมวีล่า ต่างหาก” ดัมเบิลดอร์รีบแก้ความเข้าใจผิดของแฮร์รี่

 

“แล้วไม่มีใครคิดจะบอกอะไรผมก่อนหน้านี้เลยรึไง” แฮร์รี่คงน้ำเสียงเรียบๆเอาไว้ได้ เขาพยายามอย่างมากที่จะไม่ตะโกนแต่ไอ้บทสนทนานี้ทำให้เขาสงบใจยากเต็มที

 

“บางครั้งสายเลือดวีล่าก็ไม่แสดงผลออกมา แล้วพวกเราก็หวังว่า…”

 

แฮร์รี่เลิกพยายามทำหน้าสงบแล้วเปลี่ยนใจเอาหัวกระแทกโต๊ะตรงหน้าแรงๆ บางทีถ้าเขากระแทกหัวตัวเองแรงพอเขาอาจจะฆ่าไอ้สายเลือดวีล่าบ้าบอในตัวเขาได้

 

“อาจารย์หวังเหรอฮะ”

 

ดัมเบิลดอร์ยิ้มกริ่มเหมือนเคย แฮร์รี่ชักจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมสเนปไม่ลังเลสักนิดตอนที่อยู่บนหอคอยนั้น

 

“แล้วจะมีเรื่องอะไรให้ผมประหลาดใจอีกไหมฮะในอนาคต” แฮร์รี่ถามอย่างโกรธๆ

 

ภาพเขียนส่ายหน้า

 

“ไม่มีคำทำนาย ไม่มีอะไรที่จะให้ผมตายก่อนอายุ 25 ไม่มีพ่อมดชั่วร้ายที่อยากจะฆ่าผมหรือพันธุกรรมผิดปกติอย่างเช่นสายเลือดวีล่าใช่ไหมฮะ” แฮร์รี่อดไม่ได้ที่จะเหน็บแนมอดีตอาจารย์ใหญ่

 

“ไม่มีแล้วแฮร์รี่” ดัมเบิลดอร์พูดพร้อมหัวเราะลงคอ ส่วนแฮร์รี่ได้แต่จ้องภาพเขียนเขม็ง เขารู้ว่าศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ไม่ได้น่าเชื่อถือนักเกี่ยวกับการให้ข้อมูลสำคัญๆต่อชีวิตแฮร์รี่ แต่อย่างน้อยเขาก็คิดว่าไอ้เรื่องการปกปิดหมกเม็ดข้อมูลต่างๆนาๆจะไม่มีอีกแล้วหลังดัมเบิลดอร์ตาย แต่เขาหลอกตัวเองอยู่แหงๆ แค่ความตายน่ะไม่สามารถเปลี่ยนอาจารย์ได้เด็ดขาด เขาคงเสียเวลาเปล่าที่จะให้ดัมเบิลดอร์จะบอกความจริงทั้งหมดให้เขารู้โดยไม่เก็บงำอะไรไว้

 

“ก็ได้ฮะ อย่างน้อยๆขอแค่ให้ผมได้รู้ไอ้เรื่องเลวร้ายล่าสุดนี้ให้หมดก็พอ” แฮร์รี่ยอมแพ้

 

“มันไม่ใช่อะไรเลวร้ายอย่างนั้นหรอกนะแฮร์รี่ เธอเป็นแค่ลูกผสมแถมยังเป็นเพศชายอีก ผลกระทบน่ะน้อยมาก”

 

น้อยมากเหรอฮะ ผมไม่คิดว่าคำว่าน้อยมากของผมกับของอาจารย์จะหมายถึงสิ่งเดียวกันแน่ๆ อย่างน้อยผมคงไม่มีจงอยปากแล้วก็ปีกหรอกใช่ไหมฮะ”

 

“ไม่ ไม่ แฮร์รี่ ไม่มีปีกเด็ดขาด ผลกระทบต่อร่างกายเธออย่างมากก็เป็นแค่เกี่ยวกับฮอร์โมนเท่านั้น”

 

เกี่ยวกับฮอร์โมนเหรอ ฟังแล้วไม่รู้สึกดีสักนิดเลย”

 

“ไม่ต้องกลัวไปแฮร์รี่ ร่างกายเธอแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยสักนิด …. ตราบใดที่เธอหาคู่ชีวิตของเธอเจอนะ”

 

ทันทีที่ดัมเบิลดอร์พูดจบทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ แฮร์รี่พยายามทำเหมือนเขาไม่ได้ยินประโยคสุดท้ายที่ออกมาจากปากดัมเบิลดอร์ และในเมื่อดัมเบิลดอร์...ผู้ซึ่งเป็นภาพเขียน...สามารถรอได้ชั่วชีวิต ส่วนแฮร์รี่นั้น… ความอดทนเป็นศูนย์

 

“อะไรนะฮะ”

 

“คู่ชีวิตของเธอไง บางทีคำว่าคู่ชีวิตอาจจะฟังดูเป็นคำเก่าแก่ไปหน่อย ในอดีตวีล่าจำเป็นต้องมีคู่เพียงคนเดียวตลอดชีวิตและมีพิธีการพันธสัญญาที่จะผูกพันคนรักเอาไว้ตลอดกาล แต่พอยุคสมัยมันเปลี่ยนอะไรๆก็ไม่ได้คร่ำเคร่งเหมือนเดิม แล้วเธอที่เป็นแค่ลูกผสมก็ไม่จำเป็นต้องทำตามพิธีการดั้งเดิมของวีล่า”

 

แฮร์รี่ปล่อยให้ดัมเบิลดอร์พูดต่อโดยไม่ขัดแม้ว่าเขาจะกลัวสิ่งที่ดัมเบิลดอร์จะบอกเขาแค่ไหนก็ตาม

 

“สิ่งที่เธอต้องทำเพียงอย่างเดียวก็คือ...การสัมผัส”

 

“ผมต้องสัมผัส” แฮร์รี่ย้อนคำพูดดัมเบิลดอร์ เขารู้สึกเหมือนคนโง่ที่พูดตามดัมเบิลดอร์แบบนี้ แต่เขาก็อดไม่ได้

 

“ใช่แล้วแฮร์รี่ แค่การจัมมือกัน กอดทักทาย หรือบางทีจูบเบาๆ คิดๆดูแล้วคงไม่มีอะไรเบาๆกับคนที่มีสายเลือดวีล่า เอาล่าฉันพูดนอกเรื่องมาเยอะแล้ว เอาเป็นว่าสาระก็คือทันทีที่เธอหาคู่ชีวิตของเธอเจอ เธอต้องสัมผัสคนคนนั้นบ่อยเท่าที่จะทำได้”

 

“แล้วถ้าผมไม่ทำแบบนั้นล่ะฮะ” แฮร์รี่ถามเสียงเครียด รอให้อีกคนส่งข่าวร้าย ภาพเขียนตรงหน้าเขาเงียบไปนานก่อนจะเปิดปากพูดอีกครั้ง

 

“ถ้าเธอไม่ทำเธอก็อาจจะป่วยจนตายได้ แต่ฉันแน่ใจว่านั้นไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน แฮร์รี่เธอยังหนุ่มแน่น แข็งแกร่ง กำยำแบบนี้ ฉันจะไม่แปลกใจเลยสักนิดถ้าคู่ของเธอจะเลือกที่จะสมสู่เพื่อผูกพันพันธสัญญา”

 

สมสู่” แฮร์รี่ถามอย่างตกใจ

 

“โอ๊ะ โอ กี่โมงแล้วเนี้ย ตายละฉันสัญญากับฟินิแอส ไนเจลลัสเอาไว้ว่าฉันจะไปดื่มชากับเขาที่ห้องโถงของเหล่าพ่อมดที่โด่งดัง ค่อยคุยกันทีหลังนะแฮร์รี่” ทันทีที่พูดจบดัมเบิลดอร์ก็รีบวิ่งออกไปจากภาพเขียนทิ้งแฮร์รี่ที่ตอนนี้กำลังโกรธควันออกหูแบบวีล่าที่โดนแหย่

 

“เยี่ยมสุดๆที่ผมแค่ต้องหาแล้วสัมผัสคู่ชีวิตของผมไม่อย่างนั้นก็ต้องตาย ดีจริงๆที่อาจารย์เล่นหนีไปก่อนที่บอกว่าผมต้องหาคู่ชีวิตที่ว่านั้นยังไง ชีวิตผมที่สุดยอดจริงๆ” แฮร์รี่ตะโกนลั่น กวาดตามองรอบๆ ดูเหมือนว่าภาพเขียนของอดีตอาจารย์ใหญ่ทุกคนจะว่างเปล่ากันหมด

 

แฮร์รี่ถอนหายใจลุกขึ้น แล้วไปหาคนคนเดียวที่จะไม่หนีเขาไป ...เฮอร์ไมโอนี่

 

###

 

หลายเดือนถัดมาแฮร์รี่เริ่มกลัวขึ้นเรื่อยๆ งานของเขาเริ่มมีปัญหาเพราะเขาไม่ได้กินไม่ได้นอนหรือแม้แต่คิด เขาเกือบจะถูกฆ่าในงานล่าสุดที่ได้รับมอบหมายทำให้คิงส์ลีย์ต้องบังคับให้เขาทำงานในออฟฟิตแทนที่จะออกภาคสนาม แถมแฮร์รี่ยังต้องบอกเจ้านายเกี่ยวกับปัญหาวีล่าเล็กๆของเขา

ท่านรัฐมนตรีเข้าอกเข้าใจแถมยังช่วยเหลือแฮร์รี่เป็นอย่างดี...หรืออาจจะดีมากไปหน่อย คิงส์ลีย์กับเฮอร์ไมโอนี่เจ้ากี้เจ้าการพยายามช่วยแฮร์รี่หาคู่ชีวิตโดยจัดให้แฮร์รี่สัมผัสแม่มด (และพ่อมด!) ทุกคนในประเทศ นี้เป็นความคิดของเฮอร์ไมโอนี่ผู้ซึ่งใช้สมองอันชาญฉลาดสรุปจากหนังสือหลายเล่มหนาเตอะที่เธออ่านทันทีที่รู้เรื่องจากแฮร์รี่ว่าคู่ชีวิตของแฮร์รี่อาจจะไม่ใช่ผู้หญิง ซึ่งนั้นไม่ตลกเลยสักนิด แต่เขาก็ต้องยอมเลยตามเลยจับมือเจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์ทุกคนในวันที่คิงส์ลีย์ตั้งว่าเป็น “วันแรกพบ”

 

วันแรกพบ ล้มเหลวไม่เป็นท่า แฮร์รี่ยังคงไร้คู่ มีแค่มือที่ถูกบีบจนช้ำไปหมด และแถมด้วยอาการอยากจะสาดคาถาแรงๆล้างมือให้สะอาดเอี่ยม บอกให้รู้เลยว่าพวกผู้ปิดปากเงียบบางคนน่ะทำให้เขาขนลุกซู่

 

แต่ทั้งเฮอร์ไมโอนี่และคิงส์ลีย์ก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ทั้งคู่ยังหาเรื่องจัดงานแล้วจัดงานเล่า หาเรื่องให้แฮร์รี่ต้องจับมือหรือจูบทักทายกับทุกคนในงานเหล่านั้น ...โดยที่สุดท้ายผลก็เหมือนเดิม ไม่ว่าเขาจะสัมผัสตัวกับใครเขาก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างอะไรออกไปเลย แฮร์รี่ได้แต่แอบหวังว่าคู่ชีวิตจะเป็นหนึ่งในคนที่เขารู้จัก แต่ไม่ว่าพวกวีสวีย์ หรือเฮอร์ไมโอนี่ หรือว่าเด็กบ้านกริฟฟินดอร์ร่วมรุ่นก็ไม่ใช่ทั้งนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะอาการที่แย่ลงทุกวันๆแฮร์รี่ต้องคิดว่าเรื่องคู่ชีวิตอะไรนั้นเป็นเรื่องหลอกเด็กเท่านั้น

 

งานสังสรรค์ล่าสุดทำให้แฮร์รี่เหนื่อยแทบตาย เขายืนพิงกำแพงขยี้ตาพลางมองหาเฮอร์ไมโอนี่ เขาคลาดกับเธอเพียงแป๊บเดียว แต่แฮร์รี่แน่ใจว่าอีกไม่กี่อึดใจเพื่อนสนิทสาวของเขาจะต้องโผล่มาลากเขาไปพบกับคนในงานพร้อมจับมืออย่างไร้จุดหมายเหมือนเคย เขาทั้งง่วงทั้งเหนื่อยแต่ไม่ว่าพยายามแค่ไหนเขาก็นอนไม่หลับ ทุกครั้งที่หัวถึงหมอนเขาจะต้องสะดุ้งตื่นทุกสามสิบนาทีพร้อมความรู้สึกตื่นกลัวและสมองกรีดร้องบอกเขาว่าเขาต้องตามหาบางสิ่ง… หรือใครบางคน

 

ทันทีที่แฮร์รี่เห็นผมหยิกสีน้ำตาลเดินตรงเข้ามาหาเขาก็รีบวิ่งหลบออกไปที่ห้องน้ำ เขาแค่อยากจะมีเวลาสงบๆสักครู่ก่อนจะต้องกลับไปที่งานบ้าๆนั้น และเพราะเขาเอาแต่คิดว่าจะหลบหญิงสาวให้เร็วที่สุดเขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งรอบตัวจนทำให้เขาวิ่งชนใครบางคนที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำพอดี

 

แฮร์รี่รีบยื่นมือออกไปประคองร่างบางที่เขาเดินชน และทันทีที่มือสัมผัสคอของอีกคนกระแสไฟฟ้าก็ไหลผ่านร่างแฮร์รี่ จากมือตรงเข้าไปที่สมองของเขา ทำให้ตาเขาพร่าและในหูเหมือนมีเสียงระฆังดังก้อง เขารู้สึกเหมือนเขาค้นพบชิ้นส่วนที่หายไป เขารีบดึงอีกคนเข้าใกล้โดยสัญชาติญาณ

 

ความคิดในหัวแฮร์รี่ตีกันยุ่งเหยิง ในที่สุดก็เจอ… ชายคนนั้นเหรอ โอเค ชายก็ชาย ชายก็ไม่เป็นไร ชายยิ่งดีสิ และจะดีที่สุดถ้าสามารถสัมผัส ...และสัมผัส ...และสัมผัส...

 

ชายตรงหน้าสบถเบาๆ พยายามดิ้นรนออกไปจากอ้อมแขนของแฮร์รี่ แต่มีหรือที่แฮร์รี่จะยอมแพ้ง่ายๆ เขาดันคนตรงหน้าติดกับกำแพงพลางถูแก้มเข้ากับแก้มเนียนๆของอีกคน ...พระเจ้า นี้มันรู้สึกดีชะมัด แถมคนตรงหน้ายังตัวหอมกรุ่น ทำให้แฮร์รี่อดสงสัยไม่ได้ว่านอกจากผิวเนียนๆ ตัวหอมๆ แล้วอีกคนจะรสชาติดีด้วยรึเปล่า คิดแล้วแฮร์รี่ก็ก้มหน้าซุกกับลำคอเนียนก่อนจะแลบลิ้นออกมาแตะเบาๆ

 

การกระทำของเขาดูเหมือนจะทำให้อีกคนตกใจ แล้วผลักแฮร์รี่ออกมาอย่างแรง เขารู้สึกเหมือนทั้งร่างถูกฉีกเป็นชิ้นๆเมื่อร่างเขากระทบกำแพงฝั่งตรงข้าม ชายสองคนมองหน้ากันอย่างตกใจ

 

“พอตเตอร์ นายทำบ้าอะไรของนายหา! นี้นายเมารึไง”

 

“มัลฟอย” แฮร์รี่รู้สึกสับสนไปหมด ส่วนหนึ่งของเขารู้สึกอยากจะเสกคาถาใส่คู่อริให้กลายเป็นเถ้าอากาศ อีกส่วนกลับอยากจะบดขยี้ริมฝีปากสีชมพูน่าเย้ายวนที่ยังคงขยับไม่หยุด

“มัลฟอย นี้ต้องเป็นเรื่องตลกร้ายที่สุดในจักรวาลแน่ๆ”

 

มัลฟอยยืดตัวตรงมองหน้าแฮร์รี่อย่างเจ้ายศเจ้าอย่าง “ตลกร้ายเหรอ แน่นอนพอตเตอร์เตรียมตัวได้ยินเรื่องตลกจากทนายของฉันได้เลย” พูดจบเจ้าตัวก็หายตัวไปทันที ทิ้งให้แฮร์รี่ได้แต่ยิ้มเหมือนคนบ้า … ในที่สุดเขาก็เจอ...คู่ชีวิตของเขา แล้วคราวนี้เขาจะนอนหลับไปซะที แฮร์รี่คิดแล้วก็ทิ้งตัวลงบนพื้น ก่อนจะหลับไปครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์

 

###

 

แฮร์รี่ตื่นขึ้นมาในแฟลตของตัวเองพร้อมเฮอร์ไมโอนี่ที่เดินรอบๆห้องอย่างเป็นห่วง

 

“โอ๊ย แฮร์รี่ขอบคุณพระเจ้า พวกเรากลัวแทบตายว่านายจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย”

 

แฮร์รี่บิดขี้เกียจ “ฉันหิวสุดๆ”

 

เฮอร์ไมโอนี่กัดริมฝีปาก อาการที่แฮร์รี่รู้ว่าหญิงสาวมีอะไรอยากจะพูดแต่กำลังสะกดกลั้นเอาไว้ หญิงสาวรีบวิ่งออกจากห้องนอนแล้วกลับมาพร้อมกับถาดอาหารถาดใหญ่ แฮร์รี่ดื่มน้ำสามแก้ว บัตเตอร์เบียร์สองขวด ก่อนจะฉีกกินไก่ไปครึ่งตัว พายเนื้อวัวสองชิ้น แล้วชีสอีกหนึ่งในสี่ก้อน

 

“ดีขึ้นไหม” หล่อนถามเมื่อแฮร์รี่เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง

 

“แน่นอน ฉันรู้สึกดีเยี่ยม ดีแบบที่ไม่เคยรู้สึกเป็นชาติๆ”

 

“แต่.. ทำไม.. นี้นายหา…”

 

ความรู้สึกปรีดาค่อยๆทยอยหายไปเมื่อคิดถึงคำตอบนั้น

 

“ใช่ ฉันเจอแล้วไอ้คู่ชีวิตเฮงซวยอะไรนั้น แล้วแน่นอนว่าจะต้องเป็นคนที่แย่ที่สุดอย่าง…”

 

“อย่างเดรโก มัลฟอยใช่ไหม” หญิงสาวถามขัดขึ้น

 

แฮร์รี่เงียบรอให้เพื่อนสนิทอธิบายเพิ่มว่าเธอรู้ได้ยังไง เฮอร์ไมโอนี่ม้วนผมไปรอบๆมืออย่างประหม่า

 

“ตกลงเธอรู้แล้วเหรอ”

 

“มัลฟอย… หมอนั้นฟ้องกระทรวงบอกว่าเธอจู่โจมเขา อ้างข้อกฎหมายอะไรแปลกๆเต็มไปหมด อย่างโจมตี ทำร้าย จับกุมโดยไม่สำควร แสดงความรักต่อเพศเดียวกันในที่สาธารณะ แตะต้องตัวคนตระกูลมัลฟอยโดยไม่บังควร พวกเราไม่ค่อยแน่ใจว่าไอ้สองข้อสุดท้ายนี้เป็นกฎหมายจริงๆ แต่ระหว่างที่นายหมดสติไปสองวัน ฉันก็ให้ทีมงานค้นข้อมูล นั้นเป็นกฎหมายจริงๆแม้จะเก่าแก่ไปหน่อยก็เถอะ”

 

“สองวันเลยเหรอ”

 

“อืมใช่ สรุปว่านาย...เอ่อ... สัมผัส”

 

“ใช่ฉันแตะตัวมัลฟอย เดินชนกับหมอนั้นเข้า บอกเลยว่าโชคดีสุดๆที่ไปเดินชนแบบนั้นเพราะให้ตายฉันก็ไม่มีทางจะเต็มใจจับมือกับมัลฟอยยกเว้นจะจับด้วยกำปั้น”

 

“แสดงว่าที่มัลฟอยฟ้องร้องก็เป็นความจริงน่ะสิ”

 

“จ่ายเขาไป” แฮร์รี่พูดเหนื่อยๆ

 

“แต่ว่าถ้าพวกเราเอาเรื่องนี้ไปให้ศาล บอกว่านายอยู่ในสถานการณ์ที่นายควบคุมไม่ได้…”

 

“จ่ายเขาไปเถอะ” แฮร์รี่พูดซ้ำอีกครั้งแล้วก้าวลงจากเตียง เขามีงานกองเป็นภูเขาที่ต้องจัดการยิ่งเมื่อร่างกายกลับมาสภาพดีเยี่ยมแบบนี้

“ไม่ว่าหมอนั้นอยากได้อะไรก็จ่ายเขาไปเถอะ ฉันไม่อยากมีเรื่องกับมัลฟอยมากไปกว่านี้”

 

เฮอร์ไมโอนี่ทำหน้างอ แต่แฮร์รี่ก็ไม่สนใจ ตอนนี้เขารู้สึกดีที่ตัวเองกลับมามีกำลังวังชาอีกครั้งจากการสัมผัสเพียงเล็กน้อยแล้วก็การนอนสองวันเต็มๆ

 

“แล้วนายจะทำยังไงต่อไป”

 

“เอาไว้คิดวันหลัง อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็รู้ว่าเป็นหมอนั้นแล้วแค่แตะๆก็พอแล้ว ฉันคงหลอกให้หมอนั้นชกฉันหรืออะไรแบบนั้น แค่นั้นก็น่าจะพอแล้ว”

 

“จะบ้าเหรอแฮร์รี่ ทำไมนายถึงไม่คิดจะอธิบายให้มัลฟอยเข้าใจล่ะ หมอนั้นไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำไม่เห็นอกเห็นใจใครขนาดนั้นซักหน่อย”  

 

แฮร์รี่หันมาจูบแก้มลาเพื่อนสาวแล้วทำเป็นไม่สนใจแววตาเป็นห่วงของหล่อน ในหัวเขามีเพียงความคิดเดียวนั้นคือ ความรู้สึกดีจากการสัมผัสมัลฟอยนี้มันจะอยู่ได้นานแค่ไหนกัน

 

###

 

น้อยกว่าสองสัปดาห์ ในที่สุดอาการนอนไม่หลับก็กลับมาเหมือนเคย แต่คราวนี้แทนที่จะสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย เขากลับฝันอย่างอื่นแทน จิตใต้สำนึกของเขาเหมือนจะดึงทุกความทรงจำที่เขามีเกี่ยวกับมัลฟอยขึ้นมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นมัลฟอยบนไม้กวาด มัลฟอยในชุดกีฬาควิชดิช มัลฟอยแสยะยิ้มใส่เขาขณะยกไม้กายสิทธิ์ขึ้น มัลฟอยที่กอดเขาเอาไว้แน่นขณะที่หนีออกมาจากห้องต้องประสงค์

 

ร่างสูงกระแทกฝ่ามือเข้ากับผนังกระเบื้องในห้องน้ำ ทุกความทรงจำของเขาที่มีต่อมัลฟอยบิดเบี้ยวไม่เหมือนที่เขาจำได้เลยสักนิด มัลฟอยบนไม้กวาดกลับดูงดงาม ผมสีบลอนด์ปลิวสไว แก้มใสเป็นสีแดงเรื่อ ตาเป็นประกาย มัลฟอยในชุดกีฬาควิชดิช --- พระเจ้าทรงโปรด ทุกอย่างมันผิดไปหมด และสิ่งที่ผิดที่สุดคือความรู้สึกของแฮร์รี่ที่อยากจะเข้าไปกระชากฉีกทึ้งชุดหนังที่รัดรึงร่างกายนั้นออก ---  ให้ตายเถอะเขาต้องไม่คิดเรื่องแบบนั้น … ไม่ ...ไม่ ...ไม่

 

แต่ดูเหมือนร่างกายของเขาจะทรยศต่อความต้องการของแฮร์รี่ ส่วนแก่นกายของเขาผงาดขึ้นเมื่อนึกถึงมัลฟอย ส่วนแฮร์รี่นะหรือเขาทำได้แค่เพียงปลดปล่อยความต้องการของตัวอย่างหงุดหงิดเพราะทุกครั้งที่พยายามนึกถึงร่างกายโค้งเว้าของหญิงสาวร่างมันกลับเปลี่ยนกลายเป็นชายในผมสีบลอนด์เงินตาเป็นประกายสีเทาวิบวับทุกครั้งไป

 

“  ‘โอ๊ะแฮร์รี่ฉันลืมบอกไปนอกจากว่าเธอต้องหาคู่ชีวิตของเธอแล้วสัมผัสเขาแล้ว เธอยังอาจจะมีอาการที่อยากจะลากคู่ของเธอขึ้นเตียงแล้วกลืนกินเขา ไม่ว่าเธอจะคิดว่าคนคนนั้นน่ารังเกียจแค่ไหนก็ตาม’ ดัมเบิลดอร์ไม่เคยคิดจะบอกเรื่องนี้เลยสักนิดเลยใช่ไหมเนี้ย” แฮร์รี่พูดกับตัวอย่างหงุดหงิด แล้วปิดฝักบัวก่อนจะเดินปึงปังพร้อมสาปส่งสายเลือดวีล่าไม่มีชิ้นดี

 

###

 

เฮอร์ไมโอนี่เอาแต่ถามเขาไม่หยุดเกี่ยวกับ เรื่องระหว่างเขากับมัลฟอย แต่แฮร์รี่ก็ไม่มีคำตอบให้เธอ เขาคิดว่าเขาจะไปหาเจ้าบ้านั้นหรือบางทีอาจจะแค่เขียนจดหมายหรือทำอะไรสักอย่างแต่สุดท้ายเขาก็ลังเลจนไม่ได้ทำอะไรสักที

 

คิงส์ลีย์นั้นปล่อยให้เขาอยู่ตามลำพังแล้วตั้งแต่ผลงานของแฮร์รี่กลับมาดีเหมือนเดิม เขาจัดการคลี่คลายสามเคสได้ภายในสัปดาห์เดียว แถมยังรู้สึกดีสุดๆและคงเป็นอย่างนั้นต่อไปจนไอ้อาการข้างเคียงบ้าๆนั้นกลับมาสำแดงฤทธิ์ เขารู้ว่าทันทีที่ออกอาการเฮอร์ไมโอนี่ต้องมาล่าเอาคำตอบจากเขาแน่นอน ดังนั้นในวันหยุดแฮร์รี่ก็เลยไปซื้อของจากตรอกไดแอกอนมาตุน ทั้งยาวิเศษ น้ำยาขัดไม้กวาด หนังสือที่เขาตั้งใจจะอ่าน รวมถึงเสื้อคลุมสองสามตัวด้วย

 

หลังจากที่ส่งของทั้งหมดกลับบ้านแฮร์รี่ก็ตัดสินใจจะแวะเข้าไปในธนาคารกริงกอตส์เพื่อจะถอนเงินเผื่อสำหรับวันที่เขาต้องแอบหนีไปไหน แฮร์รี่เดินขึ้นบันไดเข้าไปในธนาคารโอ่โถงแล้วก็ต้องหยุดทันทีเมื่อเห็นใครบางคน… ร่างในชุดสีดำยืนหันหลังอยู่ไม่ห่างจากเขากำลังคุยกับกอบลิน ทุกอย่างในหัวแฮร์รี่ว่างเปล่า เขาไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าเขาเดินเข้าไปประชิดตัวร่างบางตั้งแต่เมื่อไหร่ และมือของเขาก็โอบรอบเอวของอีกคน แค่ได้แนบชิดเช่นนี้ก็ทำให้แฮร์รี่รู้สึกหัวหมุนเหมือนกำลังเมายา

 

“มากับฉันสักแป๊บนะมัลฟอย” แฮร์รี่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มแบบที่ไม่ใช่ตัวเขาเลย เขาประคองร่างบางผ่านประตูหน้า พร้อมกับประหลาดใจเล็กๆที่อีกคนไม่ได้มีท่าทีอิดออดกลับตามเขามาง่ายๆ ทันทีที่ขาเขาก้าวผ่านกำแพงเวทมนตร์ป้องกันแฮร์รี่ก็หายตัวตรงเข้าไปในแฟลตของเขาทันที และเมื่อหยุดนิ่งเขาก็ไม่ได้ปล่อยมือจากร่างข้างตัวแต่แค่ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อมายืนตรงหน้ามัลฟอยที่กำลังมองเขาด้วยสายตาเลื่อนลอย

 

แฮร์รี่สูดหายใจลึกเอากลิ่นของมัลฟอยก่อนจะดันอีกคนจนหลังชนประตูแล้วประกบริมฝีปากของเขาเข้ากับอีกคนโดยไม่รอช้า กระแสไฟฟ้าที่เขาเคยรู้สึกครั้งแรกที่สัมผัสมัลฟอยหวนกลับมาอีกครั้งแต่คราวนี้กลับรุนแรงขึ้นเป็นร้อยเท่า

 

นี้คือสวรรค์บนดินชัดๆ แฮร์รี่คิดในใจมือไขว่คว้าลำคอเนียน นิ้วโป้งไล้ตามสันกราม ขณะที่ริมฝีปากตักตวงความหอมหวานจากอีกคน ลิ้นพยายามดันให้ริมฝีปากอีกคนเปิดออกให้เขาสัมผัสความร้อนข้างใน พร้อมกับครางเมื่ออีกคนไม่ยอมง่ายๆ

 

ปฏิกริยาตอบรับของมัลฟอยไม่ใช่อย่างที่เขาตั้งใจเลย มือเรียวดึงผมเขาบังคับให้เขาต้องผละออกจากริมฝีปากของเจ้าตัว แฮร์รี่ต้องรีบถอยหลังกลัวว่าหนังหัวของจะหลุดติดมืออีกคนออกมาซะก่อนหากเขาไม่ยอมหยุด ก่อนที่กำปั้นลุ่นๆจะพุ่งเข้าที่ท้องของเขาอย่างจัง ทำให้มือปราบมารหนุ่มต้องกุมท้องอย่างเจ็บปวด

 

แฮร์รี่รีบถอยออก พร้อมกับหายใจหอบ

 

“ฉันไม่เล่นตลกกับนายแล้วนะพอตเตอร์ แล้วทนายฉันจะติดต่อนายอีกครั้ง คราวนี้ฉันหวังว่านายจะได้เรียนรู้ซะที”

 

ทันทีที่พูดจบร่างบางก็หายตัววับไปจากแฟลตของแฮร์รี่ ทิ้งให้เจ้าของห้องเดินคู้ตัวไปนอนบนโซฟา นอกจากส่วนที่โดนประทุษร้ายแล้วเขารู้สึกดีชะมัด จะมีก็แต่ความรู้สึกตกใจที่เขากล้าทำแบบนั้นกับมัลฟอยในที่สาธารณะกลางวันแสกๆ …เรื่องทั้งหมดนี้มันชักจะยุ่งยากขึ้นทุกที

 

###

 

และแฮร์รี่รู้ว่ามันยุ่งยากขนาดไหนก็เมื่อเฮอร์ไมโอนี่ใช้เครือข่ายฟลูเข้ามาในห้องของเขาก่อนที่เขาจะได้กินชาตอนเช้าเสียอีก เขามองเพื่อนสนิทแล้วรีบหยิบแก้วชาใบที่สองออกมาอย่างรวดเร็ว

 

“นายคิดบ้าอะไรอยู่ห๋าแฮร์รี่” หล่อนตะโกนแหวทันทีที่เห็นเขา

 

“ฉันแค่คิดว่าฉันอยากดื่มเอิร์ลเกรย์ แต่ถ้าเธอไม่ชอบ…”

 

“โอ๊ยไม่ใช่เรื่องชา แต่เป็นนี้” พูดจบเฮอร์ไมโอนี่ก็ยื่นกระดาษมาตรงหน้าเขา แฮร์รี่ขมวดคิ้วไม่อยากให้อะไรมาทำให้อารมณ์เสียตอนเช้า โดยเฉพาะเช้าหลังจากคืนที่เขาได้หลับสนิทเป็นครั้งแรกในรอบหลายวันแบบนี้

 

แต่เฮอร์ไมโอนี่ก็ไม่ยอมแพ้แม้ว่าแฮร์รี่จะทำเป็นไม่สนใจเธอหรือกระดาษแผ่นนั้น

 

“มัลฟอยขอให้มีคำสั่งห้ามเข้าใกล้กับนายแฮร์รี่ คำสั่งห้ามเข้าใกล้เข้าใจไหม นายจะไม่สามารถเข้าไปใกล้มัลฟอยได้เกินกว่าสิบเมตร ฉันคิดว่านายจะไปพูดกับเขาดีๆแล้วอธิบายเรื่องราวทั้งหมดซะอีก บอกมานะว่านายทำอะไรลงไป”

 

แฮร์รี่หน้าแดงอย่างอดไม่ได้เมื่อนึกถึงเรื่องที่เขาทำลงไป เมื่อมองจากมุมมองของคนปกติ สิ่งที่เขาคำก็คือการลักพาตัวแล้วบีบบังคับจิตใจมัลฟอยให้จูบเขา มัลฟอยคงคิดว่าเขาเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ

 

“คำสั่งห้ามเข้าใกล้เหรอ” แฮร์รี่ถามเสียงเบาหวิว

 

“ใช่ แถมหมอนั้นยังเขียนคำร้องขอค่าเสียหายที่คนอย่างนายคงจ่ายโดยไม่คิด” เฮอร์ไมโอนี่พูดต่ออย่างหงุดหงิด “แล้วนายจะทำยังไงฮึ”

 

ตายห่า คำสั่งห้ามเข้าใกล้ แล้วคราวนี้เขาจะสัมผัสมัลฟอยได้ยังไง ที่สำคัญเขาคงไม่แคล้วต้องได้ไปติดคุกอัซคาบันแน่ๆหากเขาไม่หาทางทำอะไรสักอย่าง

 

“ให้ตายสิ พวกเราต้องหาทางแก้คำสาปบ้าๆนี้ให้ได้ซะที”

 

“นี้ไม่ใช่คำสาปนะแฮร์รี่ แต่นี้เป็นพันธุกรรมของเธอ เป็น…”

 

“ข่างเถอะไม่ว่ามันจะเป็นอะไร มันต้องมีคาถาหรือยาวิเศษหรืออะไรสักอย่างที่ทำให้มันหายไปสิ” แฮร์รี่ตะโกนอย่างหงุดหงิด

 

เฮอร์ไมโอนี่ส่ายหน้าเศร้าๆแล้วนั่งลงตรงข้ามกับเขา เธอหยิบถ้วยชาแล้วรินแต่ไม่ดื่ม

“ไม่ใช่แค่มัลฟอยหรอกนะแฮร์รี่” เฮอร์ไมโอนี่ยื่นกระดาษแผ่นบางๆอีกแผ่นให้เขา

“มีใครบางคนที่เดลี่พรอเฟ็ตเห็นเอกสารคำร้องของมัลฟอย แล้วก็เลยมีบทความที่เขียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของนายรวมถึงคาดเดาความสัมพันธ์ระหว่างนายกับมัลฟอยด้วย”

 

“ริต้า สกีตเตอร์” แฮร์รี่เอ่ยเสียงเรียบ

 

“ก็น่าจะใช่ บทความนี้ไม่ได้ลงชื่อคนเขียนแต่ดูแล้วนี้เป็นลักษณะการเขียนของยัยเต่าทองนั้นเลย”

 

###

 

แฮร์รี่จ่ายค่าเสียหายตามที่มัลฟอยเรียกร้องแล้วปล่อยให้ตัวเองยุ่งกับงาน เขาขอคลี่คลายคดีที่เสี่ยงที่สุด พร้อมกับพยายามต่อสู้ผลข้างเคียงของสายเลือดวีล่าด้วยยาวิเศษขนานต่างๆ ยานอนหลับเพื่อให้เขาหลับตอนกลางคืน ยาบำรุงกำลังเพื่อให้เขาตื่นกลางวัน และเพราะเขาแทบจะกินอะไรไม่ลง ชายหนุ่มเริ่มกินยาเสริมแร่ธาตุเพื่อไม่ให้ร่างกายทรุดลงจากความหิวโหย

 

เขาใช้เวลาทั้งหมดในการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับวีล่าและทุกอย่างที่ดูเกี่ยวข้องหวังลมๆแล้งๆที่จะหาทางออกให้ได้ เขาไม่มีทางเจอหน้ามัลฟอยได้อีกครั้งด้วยรู้ตัวดีว่าเขาควบคุมตัวเองเมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าเบื้อกผมทองนั้นไม่ได้ และเจ้านั้นไม่มีทางลังเลที่จะส่งเขาเข้าคุกอัซคาบันแน่นอน

 

นอกจากหลบหน้ามัลฟอยแล้วเขายังหลบหน้าเฮอร์ไมโอนี่อีกด้วยโดยหมกตัวอยู่บ้านยามที่เขาไม่ได้ทำงาน และเมื่อเขาต้องทำงานแฮร์รี่ก็เลือกที่จะทำคดีโดยไม่เข้ากระทรวง บ้านเขาตั้งกำแพงเวทมนตร์ป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาทางเครือข่ายฟลูได้ เขารู้ว่าเฮอร์ไมโอนี่ไม่มีวันกล้าหายตัวเข้ามาในบ้านเขาโดยตรง...หญิงสาวเป็นคนที่ยึดถือเรื่องความเป็นส่วนตัวอย่างสูง และเขาตอบจดหมายของเฮอร์ไมโอนี่โดยโกหกหาข้ออ้างหลีกเลี่ยงไม่ไปพบเพื่อนสนิทถึงที่สุด

 

ห้าสัปดาห์หลังจากการจู่โจมมัลฟอยครั้งหลังสุด เขาก็รู้สึกถึงกระแสไฟในตัวเขาที่ถูกจุดขึ้นดับมอดลง

 

แฮร์รี่สะดุ้งตื่นขึ้นบนโซฟา ช่วงหลังๆนี้เขาแทบไม่แตะเตียงนอนเพราะเขาจะต้องสะดุ้งตื่นขึ้นทุกยี่สิบนาทีแล้วต้องเดินไปเดินมาหรือเข้าไปในห้องครัวดื่มชาพร้อมกับจ้องผนังโล่งๆอย่างเศร้าสร้อย

เขารู้ทันทีว่ามีใครบางคนอยู่ในบ้านเขา คิดแล้วรีบคว้าไม้กายสิทธิ์พร้อมกำแน่น

 

“จะสาปฉันรึไงพอตเตอร์” เสียงยานคางที่คุ้นเคยดังขึ้น แฮร์รี่ปล่อยไม้ลงทันทีแล้วยันตัวขึ้นก่อนจะฝังหน้าลงกับฝ่ามืออย่างเหนื่อยอ่อน

 

“มัลฟอย” เสียงแฮร์รี่แหบห้าว เขาพยายามสู้กับอาการสั่นสะท้านของร่างกายที่ตอบสนองต่อการอยู่ใกล้มัลฟอย ใกล้เพียงพอที่จะสัมผัสเพียงเขาก้าวเข้าไปสองสามก้าวเท่านั้น

“นายมาทำบ้าอะไรในบ้านฉัน”

 

“นายลักพาตัวฉันมาที่นี่ครั้งนึงจำไม่ได้รึไงพอตเตอร์ ฉันก็เลยสรุปเองว่านายคงอยากให้ฉันมาเยี่ยม”

 

แฮร์รี่คิดตามคำพูดของมัลฟอย อีกคนพูดมากตามเคย แต่คำตอบนั้นไม่ได้บอกอะไรแฮร์รี่เลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกว่ามัลฟอยขยับตัวเข้าใกล้เขา แต่เขาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น ชายหนุ่มกำหมัดแน่นบังคับร่างกายตัวเองไม่ให้ขยับเข้าไปดึงรั้งร่างบางเข้ามากอดจูบอย่างที่ใจต้องการ แต่แล้วมัลฟอยก็ต้องทรมาณแฮร์รี่ด้วยการทิ้งตัวลงนั่งข้างๆเขา

...ก่อนจะยื่นมือออกมาสัมผัสที่หลังคอเขาอย่างแผ่วเบา สัมผัสของอีกคนเหมือนเม็ดฝนที่หยดลงบนทะเลทรายที่แห้งผาก แฮร์รี่ต้องบังคับให้ตัวเองหายใจอย่างปกติเมื่อความรู้สึกปรีดาท่วมท้นเข้ามาในใจเขา สัมผัสนั้นเหมือนน้ำทิพย์ปลอบประโลมใจเขา แม้จะบอกตัวเองแค่ไหนว่าไม่ให้แสดงอะไรออกไปแฮร์รี่ก็อดไม่ได้ที่จะเอนตัวซุกหน้าเข้าหามืออีกคน และเขาต้องประหลาดใจเป็นที่สุดเมื่อมัลฟอยไม่ปฎิเสธแต่กลับดึงรั้งให้ศีรษะของเขาวางลงบนไหล่ของเจ้าตัว

 

แฮร์รี่เหนื่อยเกินกว่าจะตั้งคำถามว่าทำไมมัลฟอยถึงอยู่ที่นี่ แค่เจ้าตัวอยู่ตรงนี้เขาก็พอใจแล้ว แฮร์รี่หลับตาแล้วปล่อยให้ตัวเองล่องลอยหลับไปท่ามกลางไออุ่นจากร่างกายของอีกคน

 

###

 

แฮร์รี่สะดุ้งตื่นเพราะเตียงของเขาเล่นขยับเองได้ เขารีบยันตัวขึ้น มือคว้าไม้กายสิทธิ์ตามสัญชาติญานของมือปราบมาร

แต่แล้วเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ใต้ร่างเขาชัดๆก็ทำให้เขาหยุดนิ่งแข็ง ตาสีเทาจ้องเขากลับอย่างไม่กลัวเกรง

 

“นายทับตัวฉันอยู่นะพอตเตอร์” ร่างบางเอ่ยขึ้น

 

“ฉันคิดว่าฉันฝันไปซะอีก” แฮร์รี่พึมพำเบาๆ พร้อมกับเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกถึงไอร้อนของร่างที่เขานอนทาบทับ

 

“โชคร้ายหน่อยที่ไม่ใช่ฝัน” มัลฟอยลากเสียง

“เอาล่ะหลังจากที่ฉันทำความดีช่วยนายมาทั้งคืนแล้วบางทีนายก็กรุณาช่วยลุกขึ้นจากฉันซะทีเถอะเว้ย”

 

แฮร์รี่เกือบจะทำตามที่อีกคนสั่งแล้ว พวกเขาอยู่บนโซฟา และถ้าดูจากแสงแดดที่ลอดเข้ามานี้ก็คงสายเต็มที มัลฟอยขยับตัวอีกครั้งเร่งเร้าให้แฮร์รี่ลุกขึ้น ซึ่งเป็นความผิดพลาดอย่างที่สุดเพราะนั้นดันไปเร่งเร้าให้บางส่วนของร่างกายเขาลุกขึ้นแทนน่ะสิ บางส่วนที่อยากจะกลืนกินร่างของคนตรงหน้า

 

ทันใดนั้นแฮร์รี่ก็เหมือนรับรู้ทุกอณูของร่างกายมัลฟอย ทุกส่วนที่พวกเขาสัมผัสกันอยู่แม้ว่าจะผ่านเสื้อผ้าก็เถอะ ยิ่งคิดแล้วเขายิ่งรู้สึกว่าเสื้อผ้าพวกนี้ช่างเกะกะเสียจริงๆ มันกั้นขวางระหว่างเขากับบางอย่างที่เขาปรารถนาอย่างแรงกล้า

 

และคนที่รู้สึกว่าอะไรมันลุกขึ้นคงไม่ใช่มีแค่แฮร์รี่แต่เป็นมัลฟอยด้วย ตาสีเทาเบิกโพลงอย่างตกใจ

“พอตเตอร์” มัลฟอยพูดเสียงรอดไรฟัน

“ลุกขึ้นจากตัวฉันเดี๋ยวนี้นะ”

 

“ไม่อ้ะ” แฮร์รี่พูดยิ้มๆ ก่อนจะก้มหน้าลงอยากจะสัมผัสรสกับริมฝีปากอิ่มตรงหน้า แต่เจ้าตัวกลับเบือนหน้าหนีทิ้งให้เขาได้แต่จูบกับข้างลำคอแทน ซึ่งก็ดีไม่แพ้กัน แฮร์รี่ดูดเม้มเนื้อนวลขึ้นไปจนถึงกกหู ก่อนจะแลบลิ้นออกมาเลียหูอีกคน แล้ว…

 

แล้ว...เขาก็ลงมานอนบนพื้น มัลฟอยรีบลุกขึ้นยืน ร่างบางดูโกรธสุดๆ ผมสีเงินยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง เสื้อผ้ายับยู่ยี่ แต่ก็งดงามไม่เปลี่ยน และอีกสิ่งที่ไม่เปลี่ยนก็คือไม้กายสิทธิ์ที่ชี้ตรงหน้าแฮร์รี่

 

“ให้ตายเถอะพอตเตอร์ ถ้านายยังไม่อยากโดนฉันสาปจนเละเป็นชิ้นๆนายก็ต้องหาวิธีควบคุมไอ้อาการวีล่าของนายให้ดีกว่านี้”

 

แฮร์รี่กระพริบตาถี่ๆ แล้วรีบลุกขึ้นจากพื้น

 

“นายรู้เหรอ”

 

“ใช่ฉันรู้ ต้องขอบใจเกรนเจอร์ อย่างน้อยๆก็ได้รู้ว่าทำไมนายถึงเอาแต่จู่โจมฉันเจ้าบ้า นี้นายไม่มีปากหรือเขียนจดหมายไม่เป็นรึไง”

 

แฮร์รี่นั่งลงบนโซฟามองคนที่ยังยืนถือไม้กายสิทธิ์ และสมองส่วนที่วีล่าควบคุมของเขาก็เริ่มหาวิธีที่จะเอาไม้กายสิทธิ์ออกจากมือของมัลฟอยแล้วหาทางให้เจ้าชายบ้านสลิธิรินมานอนอยู่ใต้ร่างเขาเหมือนเมื่อกี้

 

“ฉันหวังว่า...เอ่อ...จะหาทางออกได้นะ” แฮร์รี่พูดออกมาในที่สุด

 

“ทางออกเหรอ ออกไปจากโลกนี้รึไงพอตเตอร์ ดูนายสินายดูเหมือนจะตายวันตายพรุ่งได้อยู่แล้ว”

 

แฮร์รี่ต้องยอมรับที่มัลฟอยพูดมานั้นก็จริง แล้วการที่เขาได้สัมผัสมัลฟอยก็ทำให้เขาเหมือนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เขายังรู้สึกล้าแล้วก็หิว แต่นอกจากนั้นเขารู้สึก...มีชีวิตอีกครั้ง ...และเคลือบแคลงใจแบบสุดๆ

 

“ทำไมนายมาที่นี่” ชายหนุ่มถามเสียงเข้ม แม้ว่ามัลฟอยพูดอะไรสักอย่างเกี่ยวกับทำดี แต่มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ มัลฟอยไม่มีทางทำดีโดยไม่มีสิ่งตอบแทน

 

มัลฟอยยิ้มเหยียด “อย่างคิดว่าฉันมาที่นี่เพราะนายนะพอตเตอร์”

 

แฮร์รี่หัวเราะเยาะตัวเอง ...ใช่ลึกๆในใจเขา บางทีอาจจะเป็นส่วนที่วีล่าควบคุม เขาแอบหวังว่ามัลฟอยจะมาที่นี่เพื่อเขา … งี่เง่าชะมัด วันที่เดรโก มัลฟอยเต็มใจมาช่วยชีวิตนายคือวันที่ฝนตกเป็นช้างสีชมพูนั้นแหละ

 

“เอาเป็นว่า” มัลฟอยพูดแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆหน้าต่าง แม้ว่าเจ้าตัวจะนั่งแล้วแต่มือยังคงจับไม้กายสิทธิ์แน่น แฮร์รี่กลั้นยิ้มเขารู้ว่าเขาสามารถปลดอาวุธมัลฟอยได้โดยไม่ต้องพยายาม “ฉันมีข้อเสนอทางธุรกิจมาให้นาย”

 

แฮร์รี่เงยหน้ามองอีกคน สมองพยายามคิดตามสิ่งที่ร่างบางพูดโดยไม่คิดว่าเขาอยากจะปลดอาวุธมัลฟอยแล้วรวบร่างนั้นเข้ามากอดแค่ไหน

“ข้อเสนอทางธุรกิจเหรอ”

 

“ใช่ เพราะดูแล้วนายต้องการการสัมผัสจากฉันเพื่อไม่ให้นายต้องจากไปก่อนเวลาอันควรและดูแล้วฉันก็ไม่มีเหตุผลกลใดที่จะให้นายมาสัมผัสเนื้อตัวร่างกายฉันง่ายๆ เอาเป็นว่า…”

 

แฮร์รี่คิดว่ามัลฟอยที่มีคำพูดสำหรับทุกสถานการณ์น่าจะเลือกประโยคอื่นที่ไม่ใช่ สัมผัสเนื้อตัวร่างกาย เพราะไอ้ประโยคที่ว่าทำให้แฮร์รี่คิดไปไกลว่าเขาจะ สัมผัสเนื้อตัวร่างกาย มัลฟอยได้กี่ท่าบ้าง ในหัวเขาตอนนี้เต็มไปด้วยร่างบางเปลือยเปล่าทอดตัวอยู่เหนือเตียงนิ่มๆ และมันก็สักพักก่อนที่สมองส่วนที่ยังไม่บ้าของแฮร์รี่กลับมาใช้งานได้บอกตัวเองว่ามัลฟอยกำลังพูดอยู่ ไม่ใช่แค่นั่งเฉยๆรอให้แฮร์รี่กินเหมือนเป็นบุฟเฟต์ส่วนตัว

 

“พอตเตอร์หยุดแล้วกลับไปนั่งนะ” มัลฟอยพูดเสียงเข้ม

“นี้นายฟังฉันพูดบ้างรึเปล่าเนี้ย”

 

แฮร์รี่ถอยหลังแล้วกลับไปนั่งตามเดิม ร่างกายเขาขยับเข้าหามัลฟอยโดยที่เขาไม่ได้สั่ง และที่จริงถ้าร่างกายเขาขอให้เขาสั่ง เขาก็คงสั่งให้มันขยับไปหามัลฟอยนั้นแหละ โดยเฉพาะเมื่อมัลฟอยดูน่ากินซะขนาดนี้

 

มัลฟอยมองหน้าเขาเขม็งเหมือนรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

“อย่างที่ฉันพูด ฉันตัดสินใจจะช่วยนาย...โดยมีราคา”

 

คำพูดสุดท้ายทำให้แฮร์รี่หยุดมองมัลฟอยแล้วคิด

“ราคาเหรอ”

 

“ต้องบอกว่าหลายราคาซะด้วย” มัลฟอยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ฉันทำตารางราคาเอาไว้แล้ว” พูดจบกระดาษก็ลอยออกมาจากเสื้อคลุมสีเข้มที่มัลฟอยพาดไว้บนเก้าอี้แล้วมาหยุดตรงหน้าแฮร์รี่ ชายหนุ่มหยิบม้วนกระดาษแล้วอ่านเนื้อหาข้างใน

 

คราแรกแฮร์รี่อดรู้สึกขำขันไม่ได้ แต่แล้วเขาก็ต้องประหลาดใจ ก่อนจะรู้สึกตกใจขณะที่สายตากวาดมองตามรายการตรงหน้า

 

แตะตัวต่อหนึ่งนิ้ว - 1 เกลเลียน นานสุด 1 นาที

แตะตัวเต็มมือ - 6 เกลเลียน นานสุด 1 นาที

ลูบ - อย่างน้อย 10 เกลเลียน ขึ้นอยู่กับประเภทการลูบและสถานที่

นวด - 50 เกลเลียน ร่างกายส่วนบนเท่านั้น นานสุด 15 นาที

จูบไม่มีลิ้น - 50 เกลเลียน

จูบแบบมีลิ้น - 100 เกลเลียน

 

ทันทีที่อ่านถึงตรงนี้แฮร์รี่ก็เริ่มคิดว่าเขาจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนที่จะโอนเงินในบัญชีทั้งหมด และที่จริงเขาเกือบจะหายตัวไปที่ธนาคารแล้วถ้าเขาไม่เห็นรายการถัดไป

 

ออรัลเซกซ์ ทำโดยพอตเตอร์ - 200 เกลเลียน

ออรัลเซกซ์ ทำโดยมัลฟอย - ไม่มีจำนวนเกลเลียนในโลกพอที่จะซื้อได้

 

แฮร์รี่ทำหน้าบึ้งใส่รายการก่อนจะอ่านบรรทัดสุดท้าย

 

เซกซ์อย่างอื่น - ลืมไปได้เลย หนุ่มน้อยวีล่า

 

ความตื่นเต้นในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธอย่างคุมไม่ได้ เขาบอกสมองส่วนที่แอบผิดหวังกับเรื่องที่จะไม่มีเซกซ์ว่าคนที่เขากำลังพูดถึงนี้คือมัลฟอย แล้วถ้าหากไม่ใช่เพราะสายเลือดวีล่าบ้าๆนี้เขาคงเกลียดไอ้เบื้อกนั้นจนไม่อยากแม้แต่จะแตะปลายก้อย

 

“แล้วถึงนายจะบอกว่าไม่มีเซกซ์ก็เถอะ แต่แบบนี้นายก็ไม่ต่างจากโสเภณีไม่ใช่รึไง”

 

มัลฟอยยักไหล่ “ตามที่ฉันเห็นนะ ฉันก็แค่ให้การบริการเหมือนผู้บำบัดอะไรแบบนั้น” พูดจบมัลฟอยก็ยืนขึ้นตัวตรง “แล้วคงไม่ต้องบอกนะว่าฉันขอยกเลิกคำสั่งห้ามเข้าใกล้ที่มีต่อนายแล้ว”

 

แฮร์รี่ถามด้วยเสียงประชดประชัน “แล้วตอนนี้ฉันติดนายอยู่เท่าไหร่ สำหรับเมื่อคืนน่ะ”

 

ชายหนุ่มผมบลอนด์แยกยิ้มอย่างชั่วร้ายก่อนจะตอบ “แล้วฉันจะส่งใบเรียกเก็บเงินตามมา” พูดจบเจ้าของร่างก็เดินหยิบเสื้อคลุมแล้วหายตัวไปก่อนที่แฮร์รี่จะคว้าไม้กายสิทธิ์แล้วสาปส่งทายาทบ้านมัลฟอยได้ เขาจึงระบายอารมณ์ลงบนแจกันเก่าแก่โดยระเบิดมันเป็นจุลทันทีที่ร่างบางหายวับไป

 

แล้วเขาก็ยืนขึ้น ปลดกำแพงเวทมนตร์ที่เครือข่ายฟลู ก่อนจะไปหาเฮอร์ไมโอนี่

 

###

 

ความตั้งใจของแฮร์รี่ที่พร้อมจะตายก่อนจะยอมไปหามัลฟอยนั้นคงอยู่ได้แค่สี่วัน แม้แต่ตอนที่เขาเหม่อลอยจิตใจเขาก็เอาแต่คิดถึงมัลฟอยและไอ้รายการราคาบ้าๆนั้น เมื่อความโกรธแรกเริ่มหายไป สายเลือดวีล่าของเขาก็ส่งภาพแฮร์รี่คุกเข่าอยู่หน้ามัลฟอยทำอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับเซกซ์ แล้วที่แย่ที่สุดคือเขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจแต่กลับรู้สึกตื่นเต้นใจสั่นเสียนี้

 

แล้วความมีเหตุมีผลก็สั่งให้เขาทำอะไรสักอย่างกับเรื่องนี้ และเมื่อความมีเหตุมีผลของเขาเล่นมีเสียงที่ดังแถมยังชื่อว่าเฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ เขาก็รู้ว่าความมีเหตุมีผลไม่มีวันหุบปากจนกว่าเขาจะทำอะไรสักอย่างจริงๆจังๆ แฮร์รี่ตัดสินใจว่าเขาจะแค่ขอจับมือเท่านั้น หวังว่าการสัมผัสแบบนี้จะทำให้สายเลือดวีล่าของเขาสงบลงและเลิกรบกวนเขาด้วยภาพแปลกๆเสียที

 

แฮร์รี่ทำการนัดหมายอย่างเป็นทางการก่อนจะหายตัวไปหยุดที่หน้ากำแพงคฤหาสถ์มัลฟอย ณ เวลา 4 โมงตรง ประตูเปิดออกต้อนรับเขา ร่างสูงเดินผ่านกลุ่มนกยูงก่อนจะมีเอลฟ์ประจำบ้านเดินนำเขาเข้าไปถึงห้องใหญ่ที่แฮร์รี่อดคิดไม่ได้ว่าคงมีชื่อเฉพาะอะไรสักอย่างอย่าง ห้องนั่งเล่น ห้องวาดรูป หรือ ห้องอ่านหนังสือ แล้วมัลฟอยก็ปล่อยให้แฮร์รี่คอยเหมือนเคย เขาได้แต่นั่งเบื่อๆท่องคาถาต้านคำสาปเล่นๆฆ่าเวลา

 

แล้วมันฟอยก็เดินเข้ามา ทุกย่างก้าวเหมือนเป็นเจ้าของคฤหาสถ์หลังนี้ สูงส่งและดูรำคาญ

“วันนี้ฉันยุ่งมากนะพอตเตอร์” หมอนั้นพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดมองแฮร์รี่เหมือนเขาเป็นตัวสร้างปัญหา “นายต้องการอะไร”

 

ทีแรกแฮร์รี่ตั้งจะจะขอแค่จับมือเท่านั้น แต่เมื่อเห็นท่าทางหยิ่งยโสของมัลฟอยแล้วเขาเองก็รู้สึกร้อนรุ่มหงุดหงิดเหมือนกัน นี้มันแย่พอแล้วที่เขาต้องเข้ามากราบกรานขอร้องมัลฟอยแบบนี้ แต่ไอ้แสบนั้นก็ไม่จำเป็นต้องทำให้เขารู้สึกแย่ไปมากกว่านี้เลย เขาอยากจะทำอะไรสักอย่างที่จะทำให้มัลฟอยรู้สึกอย่างเขาบ้าง

“จูบ” แฮร์รี่พูดเสียงเข้ม

“พร้อมลิ้น”

 

มัลฟอยผงะทำให้แฮร์รี่อดรู้สึกดีไม่ได้ก่อนที่สติของเขาจะกลับมาพร้อมกับแตะไอ้ความปากไวแบบกริฟฟินดอร์ของเขาไปไกลๆ พร้อมกับถามเขาดังๆว่าเขาบ้าไปแล้วรึไง

 

สีหน้ามัลฟอยเปลี่ยนกลับเป็นดังเดิมในชั่วอึดใจ “ได้”

 

ร่างบางไม่ขยับเขยื้อนเช่นเดียวกับแฮร์รี่ นั้นทำให้มัลฟอยต้องแยกเขี้ยว

“ฉันไม่เดินไปหานายหรอกนะพอตเตอร์ เพราะฉะนั้นเลิกบ้าแล้วรีบๆทำซะที”

 

แฮร์รี่สาวเท้าเข้าใกล้อีกคนอย่างโกรธๆ นิ้วรั้งลำคอของอีกคนอย่างแรงพร้อมบดกระแทกริมฝีปากเข้ากับริมฝีปากของเจ้าชายบ้านสลิธิรีน และเพียงชั่วครึ่งลมหายใจแฮร์รี่ก็รู้สึกเหมือนหัวใจเขาหยุดเต้นเสียแล้ว สิ่งที่เขารู้สึกไม่ต่างไปจากครั้งที่เขาจูบมัลฟอยที่แฟลตแต่ครั้งนั้นมัลฟอยตกใจและไม่ตอบรับเขา แต่คราวนี้...มัลฟอยก็ไม่ได้ผลักไสเขา ทำให้แฮร์รี่บดขยี้ลิ้มรสเรียวปากหอมหวานนั้นอย่างไม่รู้จักอิ่ม ความรู้สึกประหลาดไหลผ่านตัวเขา สัมผัสของเขาที่ตั้งใจจะรุนแรงกลับผันเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลโดยที่ไม่รู้ตัว

แฮร์รี่ขยับใบหน้าแล้วครางออกมาเบาๆเมื่อริมฝีปากของมัลฟอยเผยอออกเชิญชวนให้เขาเข้าไปสำรวจ แฮร์รี่ไม่รอช้าสอดลิ้นร้อนเข้าไป และเพียงแรกสัมผัสความรู้สึกเต็มอิ่มก็พัดผ่านเข้ามาในใจเขาเหมือนคลื่นยักษ์ ไม่มีอะไรดีกว่านี้อีกแล้ว เขาดูดกลืน ลิ้มรส และมัวเมาในความหอมหวนตรงหน้าขณะที่เลือดของเขาสูบฉีดรุนแรง เสียงก้องในหูดังขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะเปลี่ยนเป็นสีขาวปลอด

 

###

 

แฮร์รี่เปิดตาขึ้นแล้วตกใจแทบสิ้นสติ เขารีบเรียกหาไม้กายสิทธิ์พร้อมลุกขึ้นตัวตรง ก่อนที่สายตาหยุดที่มัลฟอย เอลฟ์ประจำบ้านที่อยู่ในห้องดูจะตกใจกับท่าทางของเขาไม่น้อย

 

มัลฟอยนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตรงข้ามกับแฮร์รี่ สีหน้าไร้อารมณ์เหมือนเคย

 

“ถ้านายจะเป็นลมหลังจากเพียงแค่จูบเดียว ฉันแนะนำว่าครั้งหน้านายน่าจะขออะไรที่… อันตรายน้อยกว่านี้นะ”

 

แฮร์รี่สงสัยว่ามีเวทมนต์อะไรไหมที่จะทำให้เขาหายหน้าไปจากโลกได้เลยในวินาทีนี้ เขาเป็นลม...จากเพียงแค่จูบนิดเดียว ...ดูเหมือนทั้งจักรวาลจะเล่นตลกกับชีวิตเขา หรืออย่างน้อยๆก็รวมหัวกันทำให้เขาเหมือนเป็นคนโง่ทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้ามัลฟอย

 

ชายหนุ่มยืนขึ้น “ฉันคิดว่าฉันทำเรื่องน่าอายพอแล้วในวันนึง” เขาพูดโดยไม่มองเจ้าชายบ้านสลิธิรีน

“ขอบใจที่สละเวลานะ เอ่อ...อย่าลืมส่ง...ใบเรียกเก็บเงิน...มาด้วยละกัน”

 

“ไม่ลืมหรอกพอตเตอร์” แฮร์รี่ได้ยินเสียงมัลฟอยตอบกลับ และเขาได้แต่ประหลาดใจเพราะเสียงนั้นไม่ได้เจือด้วยความจองหองหรือขำขันเหมือนเคย เขาอธิบายไม่ถูกว่ามันคืออะไรกันแน่ และเขาไม่อยากจะเสียเวลาคิดวิเคราะห์น้ำเสียงของมัลฟอยในตอนที่เขาอยากหนีออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดด้วย คิดแล้วแฮร์รี่ก็รีบเดินออกจากคฤหาสถ์แล้วหายตัวไปทันที

 

###

 

แฮร์รี่กลับมามุงานเหมือนเดิม...แถมเป็นงานเสี่ยงๆเหมือนเดิมอีกด้วย… แต่คราวนี้โอกาสรอดตายของเขามีสูงกว่าก่อนหน้า เพียง 28 ชั่วโมงหลังจูบกับมัลฟอยเขาก็หายตัวกลับบ้านเหนื่อยแทบขาดใจ เนื้อตัวเลอะเทอะแบบดูไม่ได้ เขาใช้เวลาทั้งวันตามรอยกูลป่าตัวร้ายและสิ่งเดียวที่เขาอยากทำก็คือปีนขึ้นเตียงแล้วหลับให้สนิท เขาอาบน้ำและนอนเล่นบนโซฟาตั้งใจที่จะลืมเรื่องเกี่ยวกับมัลฟอยให้สิ้น เขารู้สึกดีแต่มันเหมือนมีอะไรสักอย่างกวนใจเขาทำให้เขานอนไม่หลับ แล้วเขาต้องกลับไปตามรอยกูลป่านั้นตั้งแต่เช้ามืดด้วย

 

หลังจากเถียงกับตัวเองเกือบชั่วโมง แฮร์รี่ก็ยื่นหน้าเข้าไปในไฟผิง หลังจากรอนานแสนนานและบทสนทนาสั้นๆ เขาก็ก้าวเข้ามาในห้องที่ดูเหมือนเป็นห้องสมุด มัลฟอยนั่งบนเก้าอี้สายตาจับจ้องเขาไม่วาง หนุ่มผมบลอนด์ใส่เสื้อคลุมนุ่มนิ่มสีฟ้าอ่อน ชุดนั้นทำให้มัลฟอยดูเหมือนนางฟ้าหรืออะไรสักอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ บอบบางแต่ก็ไม่ได้ดูน่าเข้าใกล้

 

“นายต้องการอะไรคืนนี้พอตเตอร์” มัลฟอยถามแล้ววางแก้วในมือลง น้ำแข็งในแก้วกระทบกับเบาๆ ดูจากสีแล้วของเหลวในแก้วน่าจะเป็นวิสกี้ไฟ ทันใดนั้นแฮร์รี่ก็รู้สึกอยากจะถลาเข้าไปลิ้มรสริมฝีปากเย็นๆที่เจือด้วยรสขมของแอลกอฮอล์ เขารีบบังคับให้ตัวเองหยุดพร้อมกับก่นด่าตัวเองอย่างโกรธๆ

 

“แค่มือ” แฮรรี่ตอบสั้นๆ “ไม่นานหรอก ฉันเองก็เหนื่อยเต็มที ฉันแค่อยากจะนอนหลับเต็มอิ่มคืนนี้”

 

มัลฟอยถอนหายใจแล้วยื่นมือออกมาโดยไม่แม้แต่จะลุกขึ้นจากเก้าอี้ แฮร์รี่เดินเข้าไปก่อนจะก้มลงคุกเข่าตรงหน้าอีกคน ไม่เหลือความอายใดๆทั้งสิ้น ...เขาไม่มีอะไรที่จะอับอายได้อีกแล้ว

เขารวบมือทั้งคู่เข้ามา แล้วบังคับไม่ให้ตัวเองครางออกมาอย่างสุขสม

 

“เอ่อ” มัลฟอยพูดขึ้นมา

“วันนี้นายเป็นไงบ้าง”

 

“แย่สุดๆ” แฮร์รี่ยอมรับ แล้วเขาก็เล่าให้มัลฟอยฟังเกี่ยวกับคดีที่เขากำลัง เรื่องที่เขาต้องติดตามสัตว์วิเศษผ่านป่าเขาที่อันตรายพร้อมกับรอให้มันออกมาจากที่ซ่อนแล้วจัดการเขาด้วยเขี้ยวและกรงเล็บของมัน มัลฟอยหัวเราะเมื่อเขาเล่าจบ ซึ่งไม่ใช่ปฏิกริยาตอบรับที่เขาคิดเลยสักนิด

 

“งานนี้มัน...มันตัวนายสุดๆเลย”  

 

“นายหมายความว่าไง”

 

“ฉันหมายความว่านายชอบที่ได้ทำแบบนี้ ตามล่าปีศาจร้าย จัดการพวกที่ทำผิด สุดแสนจะเป็นกริฟฟินดอร์”

 

แฮร์รี่ยิ้มกว้าง “ขอบใจนะ”

 

“ไม่ได้ชมซะหน่อย แล้วคนอย่างนายจะทำอะไรได้ถ้าไม่ใช่มือปราบมาร นายคงขดตัวร้องไห้แล้วตายซะก่อน”

 

“ไม่หรอกน่า ฉัน...ฉันคงเล่นควิซดิซหรืออะไรแบบนั้น”

 

“อืมที่จริงฉันก็แอบประหลาดใจนะที่นายเลือกเป็นมือปราบมารแทนที่จะเล่นควิซดิซ”

 

“ทำไมล่ะ”

 

“ก็ควิซดิซน่ะทำให้นายมีชื่อเสียงมากกว่า โด่งดังมากกว่าน่ะสิ”

 

แฮร์รี่รีบปล่อยมืออีกคนเหมือนว่าเขากำลังสัมผัสเหล็กร้อน คำพูดแบบนั้นของมัลฟอยทำให้เขาเจ็บแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ร่างสูงรีบยืนขึ้น

“ฉันไม่เคยต้องการมันสักนิด ไม่เคยเลย” เขาพูดพร้อมกับเดินไปที่เตาผิง ก่อนจะหันกลับมามองอีกครั้ง “แล้วก็ขอบคุณที่ยอมให้ฉันพบทั้งๆที่ไม่ได้นัด”

พูดจบเขาก็ไม่รอให้อีกคนได้ตอบโต้ แฮร์รี่สาดผงฟลูลงไปแล้วก้าวกลับมาที่บ้านทันที

 

###

 

สามวันให้หลัง ชายหนุ่มก็เสร็จสิ้นภารกิจติดตามเจ้าสัตว์วิเศษตัวร้ายแต่ผลพลอยได้คือเขาน่วมไปทั้งตัวเพราะเจ้านั้นดันไม่ยอมให้จับง่ายๆ และท้ายที่สุดเพื่อป้องกันตัวเองแฮร์รี่ก็ต้องเสกคาถาจัดการเจ้าสัตว์นั้นให้ตายไปเสีย กูลปกตินั้นคงไม่ได้แย่ขนาดนี้ แต่เขาดันต้องมาเจอกูลป่าที่ทั้งตัวโตยังกับยักษ์ ดุ แล้วก็โง่สุดๆ

 

แฮร์รี่ส่งนกฮูกจดหมายไปหามัลฟอยตั้งแต่ตอนที่เข้ามารายงานตัวและเขียนรายงานผลคดีที่กระทรวงเวทมนตร์ ทั้งที่เขาเหนื่อยจนแทบจะหลับ ต้องขอบคุณเฮอร์ไมโอนี่ที่ส่งเขากลับบ้านหลังจากดึงความทรงจำเกี่ยวกับคดีของเขาออกมาแล้วสัญญาว่าจะเขียนรายงานให้แทน

 

“ถ้าฉันไม่ใช่ลูกผสมวีล่านะเฮอร์ไมโอนี่ ฉันต้องแต่งงานกับเธอแน่นอน” แฮร์รี่พูดอย่างซึ้งใจ

 

“ฉันแต่งงานแล้วย่ะ ชิ้ว ชิ้ว กลับบ้านไปนอนไป เดี๋ยวฉันจะต้องพูดกับคิงส์ลีย์หน่อยแล้วเรื่องที่ส่งนายไปทำคดีอันตรายคนเดียวแบบนี้”

 

“ก็ช่วงนี้เป็นวันหยุดของดีนน่ะ” แฮร์รี่พูดอ้อมแอ้ม

 

“ไม่ใช่ข้ออ้างที่ดีเลย แล้วกลับบ้านไปซะที”

 

แฮร์รี่รีบกลับบ้านแล้วอาบน้ำ เมื่อเขาออกมาจากห้องน้ำเขาก็เห็นนกฮูกตัวยักษ์ของมัลฟอยรออยู่ที่ขอบหน้าต่าง แฮร์รี่รีบเปิดหน้าต่างแล้วพยายามกันไม่ให้เจ้านกยักษ์จิกเขาขณะที่เขายื่นมือไปเอาม้วนกระดาษจากกรงเล็บของมัน ก่อนจะโบกมือไล่เจ้าฮูกแสนดุนั้นให้ไปไกลๆแล้วอ่านข้อความ

 

ฉันจะไม่อยู่บ้านจน 5 ทุ่ม แต่หลังจากนั้นนายจะมาเวลาไหนก็ได้

 

สามสิบห้านาทีให้หลัง แฮร์รี่ก็ทิ้งตัวลงบนโซฟาแน่ใจว่าเขาจะต้องสลบจากความเหนื่อยก่อนที่จะถึงห้าทุ่ม แต่เขาก็หลับไม่ลงเสียที ความรู้สึกกระสับกระส่ายวุ่นวายใจจากการอยู่ห่างมัลฟอยเป็นเวลานานๆมันทำให้เขาต้องตื่นตาค้างอยู่บนโซฟานั้นแหละ

และทันทีที่นาฬิกาตีบอกเวลาห้าทุ่ม แฮร์รี่ก็รุดไปที่เครือข่ายฟลู เขาก้าวเข้ามาในคฤหาสถ์มัลฟอยก่อนที่นาฬิกาจะตีครบ 11 ครั้งด้วยซ้ำ

 

“ตรงเวลาดีนี้”​มัลฟอยพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้หมายความว่าชื่นชมความตรงเวลาของแฮร์รี่เลยแม้แต่น้อย เวลานี้ชายหนุ่มได้แต่คิดว่าเขาไม่น่าจะมาเลยจริงๆ มัลฟอยดูเหนื่อยและกระสับกระส่ายไม่แพ้ตัวเขา ร่างบางผมบลอนด์ยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ทอดสายตามองไปในความมืดยามค่ำคืน

 

ส่วนแฮร์รี่ก็ยืนนิ่งๆข้างเตาผิงอย่างไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี

 

“ให้ตายสิพอตเตอร์ นั่งลง!” มัลฟอยหันมาสั่ง แฮร์รี่รีบเดินไปที่โซฟากลางห้องแล้วนั่งลงทันที มืออดไม่ได้ที่จะลูบที่นั่งนุ่มๆของเขา โซฟาหุ้มด้วยผ้ากำมะหยี่สีเขียมอ่อนและเดินลายด้วยด้ายสีเขียวมรกต เขาลอบมองเจ้าของบ้าน มัลฟอยใส่เสื้อคลุมสีเข้มจนดูเหมือนสีดำ ดูเป็นทางการจนแฮร์รี่อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าร่างบางไปไหนมา ...ไปเดทหรือ… แค่คิดเช่นนั้นความรู้สึกหึงหวงรุนแรงก็ครอบคลุมความคิดแฮร์รี่จนเขารู้สึกเหมือนตกอยู่ในหมอกของความโกรธ… แย่แล้ว นี้มันแย่สุดๆ แฮร์รี่อดตกใจกับอาการของตัวไม่ได้

 

มัลฟอยถอนหายใจเฮีอกใหญ่แล้วเดินมานั่งข้างๆแฮร์รี่ ห่างเพียงแค่เอื้อมมือเท่านั้น มือเรียววางบนต้นขาของตัวเอง ผิวขาวซีดตัดกับกางเกงสีเข้ม...สีม่วงเข้ม...แฮร์รี่คิดในใจเมื่อเห็นสีกางเกงของอีกคนใกล้ๆ ก่อนที่มัลฟอยจะพลิกมือขึ้นเหมือนเป็นคำเชื้อเชิญเงียบๆ แฮร์รี่รีบวางมือลงทาบมืออีกคน กอบกุมมือของพวกเขาเข้าด้วยกัน ให้ตายสิเขาเกลียดตัวเองชะมัดที่รู้สึกขอบคุณมัลฟอยที่ทำแบบนี้

 

แต่การได้สัมผัสจากมัลฟอยนั้นชนะทุกอย่าง...ไม่ว่าจะเป็นความเกลียดตัวเองหรืออะไร

 

พวกเขานั่งเงียบๆกันอยู่สักครู่ แม้จะห้องจะเงียบสนิทแต่แฮร์รี่ก็รู้สึกอบอุ่นสบายใจอย่างบอกไม่ถูก เขาได้แต่สงสัยว่าตอนนี้มัลฟอยจะกำลังนับเวลาเพื่อใช้ในใบเรียกเก็บเงินอยู่รึเปล่า คิดแล้วเขาก็ต้องถอนหายใจแล้วเอนตัวพิงโซฟาอย่างเหนื่อยๆ แฮร์รี่หลับตาลงปล่อยให้ความเงียบและความสบายใจปลอบโยนร่างกายเขา เขาไม่แน่ใจว่าตอนนี้เขามีกำลังใจพอที่จะปล่อยมือแล้วลุกขึ้น

 

###

 

แฮร์รี่ตื่นขึ้นในห้องที่เขาไม่คุ้นเคยเลยสักนิด บนเตียงที่นุ่มจนเหมือนเขานอนบนเมฆ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะไม่ลุกจากเตียงแล้วแค่เปิดตาสำรวจรอบกาบเท่านั้น

 

เยี่ยม ฉันหลับไปอีกแล้ว คราวนี้มัลฟอยคงส่งใบเรียกเก็บเงินมาเป็นพันเกลเลียนแล้วบ่นเป็นหมีกินผึ้งเหมือนเดิมว่าคฤหาสถ์มัลฟอยไม่ใช่บ้านของฉัน

 

แต่แฮร์รี่ก็ต้องยอมรับว่าห้องนี้ไม่มีทางเป็นห้องของเขาแน่นอน ทุกอย่างดูงดงามโอ่อ่า เป็นห้องที่สวยที่สุดที่แฮร์รี่เคยเห็น ของแต่งห้องทุกชิ้นดูเหมือนอายุนับร้อยปีแต่หากยังคงดูเหมือนใหม่ เขาได้แต่สงสัยว่ามัลฟอยใช้ห้องนี้สักเท่าไหร่ ในหัวของเขาคิดภาพมัลฟอยในชุดอยู่บ้าน เดินไปเดินมา แล้วนั่งลงบนโต๊ะเขียนหนังสือก่อนจะเปิดม่านหนักหนา

ทุกครั้งที่คิดถึงเดรโก เขาก็ได้แต่หวังลึกๆว่าชายผมบลอนด์จะไม่ใช่แค่อยู่ในความคิดแต่หากอยู่ในห้องนี้กับเขา แฮร์รี่กัดริมฝีปากแล้วดุตัวเองที่คิดเช่นนั้น และที่สำคัญที่ร่างกายของเขาตอบสนองต่อความคิดที่เขาอยู่สองต่อสองกับเดรโกในห้องนอนโดยส่งภาพมัลฟอยเหนือร่างเขาพร้อมกับก้มลงมาจูบริมฝีปากเขา

 

แฮร์รี่รีบสะบัดผ้าห่มแล้วลุกขึ้น ก่อนจะต้องตกใจเมื่อเห็นสภาพร่างกายของตัวเอง เขาแต่งตัวอยู่ในชุดชั้นในเพียงอย่างเดียว แล้วมันก็ไม่ได้ช่วยในการปกปิดอาการตื่นตัวของร่างกายเขาเลยสักนิด ว่าไปแล้วอาการที่ว่ายิ่งรุนแรงแข็งแกร่งมากขึ้นเมื่อเขาคิดว่าคนที่ถอดเสื้อผ้าเขาออกอาจจะเป็นมัลฟอย ควบคุมตัวเองเดี๋ยวนี้นะเว้ย แฮร์รี่ดุตัวเอง หมอนั้นไม่มีทางทำเองเด็ดขาด ต้องสั่งเอลฟ์ประจำบ้านให้ทำแทนแน่ๆ ความคิดนั้นทำให้อาการตื่นตัวของแฮร์รี่ห่อเหี่ยวลงอย่างรวดเร็ว แม้มันจะไม่หมดไปแต่ก็มากพอที่จะทำให้เขาใส่กางเกงได้โดยสะดวก

 

เมื่อเขาติดกระดุมเสื้อเชิ้ตเอลฟ์ประจำบ้านก็ปรากฎตัวขึ้นมาข้างตัวเขา ทำให้ชายหนุ่มตกใจจนแทบจะสาปเจ้าสัตว์เวทมนตร์ด้วยสัญชาตญานความเป็นมือปราบมาร

 

“มาสเตอร์เดรโกรอพบคุณท่านอยู่ในห้องอาหารสีแดงแล้วครับ” เสียงเอลฟ์ประจำบ้านเรียบๆไม่บ่งบอกอารมณ์ แฮร์รี่อดยิ้มกับประโยคนั้นไม่ได้ มันช่างเหมือนกันว่าพวกเขานัดแนะจะพบกันอย่างนั้นแหละ

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันก็ควรจะรีบสินะ” ชายหนุ่มพูดแล้วเสียบไม้กายสิทธิ์เข้าไปในปลอกหนังบนต้นแขน

 

“แฮร์รี่ พอตเตอร์จงตามวิมมาเดี๋ยวนี้” เอลฟ์ประจำบ้านพูดต่อราวกับไม่ได้ยินประโยคตอบรับของแฮร์รี่ เขาถอนหายใจก่อนจะรีบใส่รองเท้าแล้วเดินตามไป และดูเหมือนไอ้ห้องอาหารสีแดงนี้อยู่ไกลเป็นไมล์เพราะเขารู้สึกเหมือนตัวเองเดินมาเป็นชั่วโมงแล้ว คฤหาสถ์มัลฟอยนี้เป็นวังขนาดใหญ่ชัดๆ และเขาก็แอบคิดสงสัยว่าห้องนอนของมัลฟอยนี้อยู่ไหนกัน ก่อนจะรีบดุตัวเองว่าเขาไม่อยากรู้ซะหน่อย บางทีหากเขาดุตัวเองนานพอเขาคงจะเปลี่ยนใจตัวเองได้

 

ห้องอาหารสีแดงที่ว่านั้นเป็นสีแดงจริงๆด้วย แต่มันไม่ใช่สีแดงแบบกริฟฟินดอร์หากเป็นแดงเจืออย่างอาทิตย์ลับของฟ้า วิมยืนรอจนแฮร์รี่ดึงเก้าอี้แล้วนั่งลง เอลฟ์ประจำบ้านจึงหายตัวไปพร้อมกับมัลฟอยที่เดินเข้ามา

 

“อรุณสวัสดิ์พอตเตอร์” มัลฟอยพูดยิ้มๆ ราวกับว่าเป็นสิ่งที่เขาทำประจำทุกวัน

 

“อรุณสวัสดิ์” แฮร์รี่เอ่ยตอบอย่างประหลาดใจ

 

“หลับสบายไหม” หนุ่มผมบลอนด์ถามพร้อมยิ้มมุมปาก ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกับแฮร์รี่

 

แล้วทันใดนั้นกองทัพเอลฟ์ประจำบ้านก็เดินขบวนเข้ามา พร้อมกับวางถาดอาหารเป็นภูเขาบนโต๊ะ ก่อนจะหายตัวอย่างเร็ว แฮร์รี่ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรออกมาแต่มัลฟอยชิงพูดขึ้นเสียก่อน

 

“กินไปเถอะน่าพอตเตอร์ แล้วนายค่อยหายไปตัวกระทรวงทำเหมือนเรื่องเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้นก็ได้”

 

แฮร์รี่อ้าปากค้าง ก่อนจะรีบพูดเสียงดัง “เรื่องเมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้นซะหน่อย”

 

มัลฟอยยิ้มกว้าง “นายแน่ใจเหรอพอตเตอร์” เสียงทุ้มต่ำปลุกอะไรบางอย่างในตัวแฺฮร์รี่ให้ตื่นขึ้น บางอย่างที่อยู่กลางลำตัวของเขา นี้มันไม่ยุติธรรมสุดๆที่คนอย่างมัลฟอยสามารถทำให้เขาต้องอายได้ขนาดนี้ แฮร์รี่รีบดื่มน้ำฟังทองหวังว่าน้ำเย็นๆจะช่วยให้อะไรที่มันร้อนๆบรรเทาลงได้บ้าง

 

และเพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย แฮร์รี่ก็รีบกินแทนที่จะคุย เขาไม่อยากจะเดาว่าวันนี้มัลฟอยจะมาไม้ไหน แล้วให้ตายสิทำไมหมอนั้นต้องมีท่าทางกินที่ดูยั่วซะขนาดนี้ด้วย นี้มันไม่ใช่แค่กินธรรมดาแต่เป็นการทำรักกับอาหารทุกชิ้นแล้ว มัลฟอยบรรจงจิ้มอาหารทีละชิ้น กัดเป็นชิ้นเล็กๆด้วยฟันขาวคม แล้วเลียริมฝีปากด้วยท่าทางที่แฮร์รี่มั่นใจว่านั้นต้องผิดกฎหมายอะไรบางอย่างแน่ๆ

 

ชายหนุ่มต้องลอบกดมือลงบนเป้ากางเกงหวังว่าแรงกดจะทำให้อะไรห่อเหี่ยวลงได้บ้าง พร้อมกับเพ่งไปที่อาหารบนจานแทนที่จะเป็นร่างบางที่ทุกอย่างของร่างนั้นทำให้แฮร์รี่นึกถึงแต่เซกซ์

 

สุดท้ายเขาก็ทานเสร็จโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองคนตรงข้ามเลยแม้แต่น้อย พร้อมกับพยายามควบคุมความร้อนของร่างกายโดยนึกถึงภาพโดโลเรส อัมบริดจ์เปลือยวิ่งไล่เขาแทน ซึ่งของบอกว่าได้ผลเป็นอย่างยิ่ง

 

“ฉันจะพานายไปห้องสมุดเอง” มัลฟอยเสนอทำให้แฮร์รี่อดยิ่มไม่ได้

 

“ความคิดดีนี้ ไม่อย่างนั้นฉันคงเดินหลงในนี้แล้วนายคงหาฉันเจอหลายอาทิตย์หลังจากนี้เหี่ยวตายในสักห้องในบ้านนี้”

 

“เรื่องอย่างนั้นเอลฟ์ประจำบ้านฉันไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้นเด็ดขาด” มัลฟอยตอบกลับแล้วเดินนำออกไป ไม่นานพวกเขาเดินมาถึงห้องสมุดซึ่งอยู่ไม่ห่างจากห้องอาหารสีแดงสักเท่าไหร่ ทั้งคู่ยืนอยู่หน้าเตาผิงขณะที่แฮร์รี่หยิบผงฟลูออกมาเต็มกำมือ ตามองมัลฟอยแล้วรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก

 

“เอ่อ ขอบใจนะ ..สำหรับทุกอย่าง” แฮร์รี่พูดออกมาในที่สุด

 

มัลฟอยยกมือจับคางแฮร์รี่ก่อนที่จะยืดตัวขึ้นแล้วจูบที่ริมฝีปากเขาเบาๆ อาการปวดศีรษะน้อยๆที่แฮร์รี่เป็นอยู่หายวับไปในทันทีที่ได้รับสัมผัสนั้นจากอีกคน ร่างบางถอยหลังออกมาพร้อมรอยยิ้มบนหน้า

“นั้นแถมให้ฟรีพอตเตอร์”

 

แฮร์รี่โยนผงฟลูลงไปก่อนจะเดินเข้าไปด้วยความรู้สึกสับสนแต่หากมีสุขสุดๆ และเขาใช้เวลาทั้งวันเฝ้าครุ่นคิดว่าทำไมมัลฟอยถึงทำดีกับเขาถึงเพียงนี้

 

###

 

แต่ไม่นานหลังจากนั้นแฮร์รี่ก็ได้คำตอบ เจ้าบ้านั้นแกล้งทำดีเพื่อให้เขาแทบเป็นบ้าคิดถึงมันน่ะสิ แล้วความคิดของเขาก็ถูกยืนยันด้วยจดหมายจากมัลฟอยที่บอกว่าเจ้าตัวจะต้องไปทำธุระสามวัน เจ้าบ้านั้นไม่คิดจะบอกเขาตัวต่อตัวทั้งๆที่อยู่ด้วยกันทั้งเช้า แฮร์รี่ขยำกระดาษกำหมัดแน่น แล้วเดินไปหาคิงส์ลีย์ขอภารกิจที่อันตรายที่สุด เขาอยากจะอัดใครสักคนจริงๆ

 

สามวันให้หลังที่แฮร์รี่รู้สึกเหมือนนานชั่วโกฐปี เขาเคยคิดว่าไอ้ความรู้สึกอยากสัมผัสมันจะน้อยลงหากเขาได้สัมผัสมัลฟอยบ่อยขึ้น แต่มันตรงกันข้ามยิ่งเขาได้สัมผัสมัลฟอยมากเท่าไหร่ร่างกายของเขายิ่งเหมือนสั่งให้เขาต้องอยู่ใกล้ชิดมัลฟอยมากเท่านั้น สามวันที่ผ่านมาแฮร์รี่แทบจะไม่รู้สึกหิว ชาไปทั้งตัว และโมโหกับทุกอย่าง

 

คืนวันที่สามเขาครุ่นคิดว่าเขาควรจะเขียนจดหมายไปหามัลฟอยดีไหม เพราะมัลฟอยบอกว่าธุระสามวัน ไม่ใช่สามวันสามคืน แต่แค่นี้เขาก็รู้สึกเกลียดตัวเองที่ต้องการมัลฟอยมากขนาดนี้โดยไม่จำเป็นต้องแสดงออกโดยเขียนจดหมายไปขอร้องพบก่อนเวลา คิดแล้วแฮร์รี่ก็นอนนิ่งๆในชุดชั้นในเหมือนเดิม

 

เสียงคนหายตัวเข้ามาในห้องข้างๆทำให้แฮร์รี่สะดุ้งพร้อมตกใจว่ากำแพงเวทมนตร์ของเขาอาจจะไม่แข็งแกร่งเพียงพอเพื่อกันศัตรู แต่สุดท้ายเขาก็เหนื่อยอ่อนเกินกว่าจะทำตัวเป็นมือปราบมารที่ดี เขาไม่อยากลุกขึ้นจากตรงนี้ หากจะมีใครอยากฆ่าเขานักเขาก็พร้อมจะตายเสียตอนนี้อยู่แล้ว

 

แต่คนที่เดินเข้ามาคือมัลฟอย ร่างสูงกระเด้งตัวขึ้นจากโซฟาแล้ววิ่งตรงไปโอบรอบตัวของชายผมทองอย่างเร็ว เขากอดมัลฟอยแน่นจนกระทั้งความรู้สึกด้านชาในร่างกายหายไป ก่อนจะคลายอ้อมกอดแล้วถอนหายใจออกเฮือกใหญ่

 

“นี้มันเฮงซวยสุดๆ” เขาพึมพัมขณะที่ยักซุกหน้ากับกลุ่มผมนุ่มสีทอง

 

มัลฟอยแตะที่หลังเขาเบาๆ ไม่แม้แต่จะกอดเขาตอบ แฮร์รี่ถอนหายใจอีกครั้งแล้วปล่อยอีกคนออกจากอ้อมกอด

 

“ไม่เอาน่า มาดื่มกันดีกว่า ...ฉันอยากดื่มชะมัด”

 

แฮร์รี่อยากถามใจจะขาดว่าสามวันที่ผ่านมามัลฟอยหายไปไหน แต่เขารู้เสียงของเขาจะต้องฟังดูเหมือนคนที่ทั้งโกรธทั้งหึง ซึ่งเขาไม่พร้อมที่จะให้มัลฟอยรับรู้ ดังนั้นเขาแค่เดินตามัลฟอยเงียบๆโดยไม่พูดอะไร กวาดตามองร่่างบางที่ใส่ทั้งสูททั้งเสื้อคลุมแล้วรู้สึกอยากจะหาอะไรมาปกคลุมร่างกายของตัวเองบ้าง โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าตอนนี้เขาใส่แค่บอกเซอร์เพียงตัวแล้วทุกครั้งที่อยู่ใกล้มัลฟอยร่างกายส่วนหนึ่งของเขาจะต้องตื่นเต้นแข็งขืน แค่คิดไอ้ส่วนนั้นก็เริ่มร้อนขึ้นแล้ว พระเจ้า ไม่ใช่ตอนนี้

 

มัลฟอยหยิบขวดเหล้าขึ้นมาสำรวจขณะที่แฮร์รี่พยายามจะแอบหลบเข้าไปในห้องนอน

 

“นายแต่งตัวดีแล้วพอตเตอร์ นายไม่จำเป็นต้องแต่งตัวเป็นทางการเพื่อเจอฉันหรอกน่า ฉันไม่อยู่นานหรอก”

 

แฮร์รี่ยอมนั่งลงอย่างไม่พอใจนัก ร่างสูงคว้าหมอนมาวางบนตัก...เผื่อเอาไว้น่ะ

 

“นายหายไปไหนมา” แฮร์รี่ถามออกในที่สุด พร้อมกับอยากจะกระแทกหัวเข้ากับกำแพงเพื่อทำโทษเหมือนพวกเอลฟ์ประจำบ้าน

 

มัลฟอยเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นแก้วที่มีของเหลวใสให้แฮร์รี่ เขาดมแก้วที่รับมา ...วอดก้า.. ตาวาดมองมัลฟอยอย่างไม่แน่ใจ แต่เจ้าชายบ้านสลิธิรีนกลับแค่มองเขาเงียบๆขณะที่จิบวอดก้าในแก้วของตัวเอง สายตาท้าทาย ให้ตายสิ แฮร์รี่คิดแล้วกระดกแก้วดื่ม บังคับไม่ให้เขาคายเหล้าทิ้ง เขาไม่เคยชอบดื่มสักเท่าไหร่เลย

 

“ฉันไปฝรั่งเศษมา” มัลฟอยตอบมา

 

แฮร์รี่รอให้อีกคนอธิบายเพิ่มเติมหากแต่มัลฟอยกลับนิ่งเงียบอีกครั้ง พวกเขาได้แต่จิบเหล้าเงียบๆ แฮร์รี่ดื่มวอดก้าของเขาหมดก่อนจะเริ่มจะเทแก้วที่สองให้ตัวเอง คิดว่ารสชาติมันก็ไม่ได้แย่นักขณะที่ความร้อนของแอลกอฮอล์แผ่ซ่านไปทั่งร่างกาย

 

“ฝรั่งเศษเหรอ นายไปทำอะไรที่นั้น”

 

“ไปหาคู่หมั้น” คำตอบของมัลฟอยทำให้แฮร์รี่มืออ่อนปล่อยให้แก้วในมือร่วงลงพื้น ตามองต่ำตามจุดที่พรมเขาหกเลอะเทอะ แต่ความรู้สึกเจ็บแปลบแกมหงุดหงิดนั้นไม่ใช่เพราะเสียดายเหล้าหรอกนะ

 

มัลฟอยจุ๊ปากพร้อมกับร่ายคาถาเสกให้รอบเลอะหายไป ก่อนจะรินเหล้าอีกแล้วให้แฮร์รี่ ผู้ที่ยังคงก้มหน้า ...คู่หมั้น… คำๆนั้นเหมือนมันกระแทกทั้งร่างกายเขา เขาหายใจไม่ออก คิดอะไรไม่ได้ นอกจากคำว่า ...คู่หมั้น… คู่หมั้น ...คู่หมั้น

 

“เฮ้ย พอตเตอร์ นายเป็นอะไรรึเปล่าทำไมนายหน้าซีดขนาดนี้ห๋า”

 

แฮร์รี่รับแก้วที่มัลฟอยยื่นให้แล้วกระดกแก้วดื่มเหล้าอย่างเร็ว เขาอยากจะเมาชะมัด ...คู่หมั้น… แม่งเอ้ย ทำไมเขาถึงประหลาดใจกัน เขาหวังให้คนอย่างมัลฟอยเลิกกับคนรักเพราะเขาอย่างนั้นเหรอเพราะเขาต้องการมัลฟอย มัลฟอยไม่จำเป็นต้องทำเพื่อเขา แฮร์รี่เงยหน้ามองคนที่อยู่ในความคิด ตาสีเทามองเขากลับอย่างค้นหา ทำให้แฮร์รี่ต้องแสร้งยิ้มออกมา รู้ทั้งรู้ว่านั้นฝืนขนาดไหน

 

“ขอโทษที...ฉัน...ฉันไม่รู้ว่านายหมั้นแล้ว”

 

ตาสีเทาเป็นประกายวาบ “เข้าใจ เรื่องของฉันไม่ค่อยมีใครรู้หรอก ไม่มีใครสนใจข่าวเรื่องเกี่ยวกับตระกูลมัลฟอย” ...ไม่เหมือนเรื่องของนาย… ประโยคต่อที่แฮร์รี่เข้าใจโดยไม่ต้องพูด เขารู้สึกเย็นไปทั้งตัวแม้ว่าจะดื่มวอดก้าแค่ไหนแต่ความร้อนนั้นก็ไม่อาจขับไล่ความหนาวเย็นที่เกาะกุมทั้งร่างกายและจิตใจเขาได้เลย เขาอยากจะตะโกนด่าอีกคน ก่นถามว่านี้มันเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งเดียวที่แฮร์รี่ทำก็คือส่งของเหลวร้อนลงคอเขาอีกครั้ง

 

เสียงของมัลฟอยสงบและแฝงความอบอุ่นอย่างประหลาดเมื่อมัลฟอยเปิดปากขึ้นอีกครั้ง

“ฟังนะพอตเตอร์ นายไม่ต้องกังวลไปหรอก ฉันแน่ใจว่าคู่หมั้นของฉันจะไม่ห้ามเรื่องเล็กๆอย่างแค่ฉันมือหรือจูบนิดๆหน่อยๆ สิ่งเดียวที่จะห้ามก็คือไอ้ความยึดมั่นในความดีของกริฟฟินดอร์ของนายนั้นแหละ”

 

มือเรียวยื่นมาแตะแขนเขาส่งกระแสไฟฟ้าแห่งความรู้สึกให้มันท่วมท้นหลากเข้ามาในหัวแฮร์รี่ ทำให้เขาทำแก้วหล่นเป็นครั้งที่สองของวันนี้แล้ว แต่เขาไม่สนใจจะหยิบมันขึ้น เขาคว้ามือเรียวแล้วดึงร่างบางนั้นเขามาประชิดตัวก่อนจะประกบปากแล้วบดขยี้ปากอิ่มนั้น ครานี้รสชาติของมัลฟอยคือวอดก้าเจือด้วยเลือด เขาดูดกลืนรสชาติสุดพิเศษนั้น เขารู้ตัวว่าเขาทำให้ร่างบางเจ็บแต่เขาไม่สนใจ

 

ความต้องการดำมืดครอบคลุมจิตใจของแฮร์รี่ มือหนาลูบไล้ไปทั่วร่างกายของอีกคน ลากผ่านทุกโค้งทุกรอยบุ่มทุกอย่าง แต่นั้นมันยังไม่พอ นิ้วเขาพยายามแกะกระดุมเสื้อเชิ้ตของอีกคน จนกระทั่งมันเปิดออก ปล่อยให้เขาได้สัมผัสผิวเนื้อเนียนข้างใต้

 

มัลฟอยครางออกมาเบาๆ เสียงนั้นเกือบจะทำให้แฮร์รี่ได้สติ แต่รสชาติของมัลฟอยกลับดึงสติเขาไปอีกครั้ง มีเพียงความสงสัยที่ทำไมมัลฟอยถึงไม่ต่อต้านเขา ความจริงที่มัลฟอยยินยอมให้เขาล่วงล้ำโดยไม่โต้แย้งก็เพียงพอที่จำให้แฮร์รี่จมดิ่งมากขึ้น มือค่อยๆลูบต่ำลงจากหน้าอกเนียนสู่กางกาง เคล้าคลึงส่วนความเป็นชายที่กำลังแข็งขืนของอีกคน แฮร์รี่อดยินดีไม่ได้ที่อีกคนก็รู้สึกเร่าร้อนไม่ต่างไปจากเขา

 

แฮร์รี่แหวกเปิดกางเกงของมัลฟอยอย่างช้าๆ ริมฝีปากยังคงอ้อยอิ่งจูบ มือของเขาเลื่อนไปเกาะกุมส่วนอุ่นร้อน เขาต้องหยุดจูบเพราะเมื่อได้สัมผัสมัลฟอยแบบนี้ความรู้สึกท่วมท้นทำให้เขาแทบหายใจไม่ออก ชายผมดำดันตัวขึ้นมองร่างข้างใต้ เขาไม่เคยต้องการอะไรมากเท่ากับที่เขาต้องการร่างบางที่หายใจหนักหน่วงอยู่ใต้ร่างเขา ตาสีเทาปิดสนิท ฝันขาวขบบนริมฝีปากที่แดงช้ำ ผมสีเงินยุ่งเหยิงกระจายรอบกรอบหน้า ทุกอย่างของมัลฟอยทำให้แฮร์รี่แทบเป็นบ้า เขาอยากจับ อยากสัมผัส

 

เสื้อเชิ้ตของมัลฟอยหลุดรุ่ย ตาของเขาชื่นชมแผงอกแกร่ง ก่อนจะเลื่อนลงมาที่ส่วนแก่นกายของมัลฟอยที่อยู่ในมือเขา ร่างบางแอ่นตัวขึ้นราวกับต้องการเขามากขึ้นอีก

 

“นายสวยจริงๆเลย” แฮรืรี่พึมพัมเบาๆ ก่อนจะก้มจูบมัลฟอยอีกครั้ง

 

มือของมัลฟอยวางนิ่่งบนโซฟา ไม่ยอมสัมผัสแฮร์รี่ ซึ่งสำหรับเขาแล้วมันไม่สำคัญ ไม่ว่ามัลฟอยจะทำอะไรกับมือก็ไม่สำคัญทั้งนั้นตราบใดที่เขาไม่ได้ใช้มือนั้นผลักแฮร์รี่ออกไป และถ้าให้เดาจากเสียงครางของมัลฟอยความคิดที่จะผลักไสแฮร์รี่คงเป็นสิ่งสุดท้ายในใจเขา แฮร์รี่ขยับมือเร็วขึ้นตามจังหวะหายใจของมัลฟอย ในหัวเขาว่างเปล่ามีเพียงความรู้สึกที่บอกเขาว่าทุกอย่างมันช่างสมบูรณ์แบบ

 

เขาจูบไล่ตามสันกรามของอีกคนมาถึงลำคอขาวเนียน ก่อนจะเลื่อนตัวลงมาประกบไล่พรมจูบบนหน้าอก ลิ้นเลียตุ่มสีเข้มบนหน้าอกทีละข้าง ดูดเม้มจนส่วนอ่อนไหวนั้นแข็งขืน

 

“จะถึงแล้ว” มัลฟอยครางกระเส่า

 

“ห้ามเด็ดขาดนะ” แฮร์รี่กระซิบ ก่อนจะขยับตัวต่ำแล้วเลียแก่นกลางกายของอีกคนก่อนจะใส่เข้าไปในโพรงปาก มัลฟอยร้องไม่เป็นภาษาก่อนจะปลดปล่อยของเหลวอุ่นร้อนเข้ามาในปากแฮร์รี่ ร่างบางตัวสั่นใต้ร่างเขา ทุกสัมผัสส่งความรู้สึกลึกซึ้งตรงเข้าไปในสมองแฮร์รี่ ของฉัน แฮร์รี่คิดขณะที่ร่างกายของไปถึงอีกฝั่ง มันไม่เหมือนความรู้สึกครั้งไหนๆ

 

เขาจูบร่างบางตั้งใจจดจำทุกรสทุกสัมผัส และในที่สุดมัลฟอยก็ยกมือขึ้นแตะเขา มือเรียวยกขึ้นแล้ววางลงบนผมเขาเบาๆ

 

แฮร์รี่รอให้ความรู้สึกเกลียดและโกรธตัวเองจากสมองส่วนที่ปกติของเขากลับมา แต่ไม่ว่านานแค่ไหนสิ่งเดียวที่เขาคิดได้ก็คือความสุขสม ร่างกายเขาเหมือนถูกห่อหุ้มด้วยความอบอุ่นจากร่างกายของมัลฟอยและถูกกล่อมด้วยเสียงหายใจเป็นจังหวะ ...เขาไม่อยากจะขยับเขยื้อนตัวจากตรงนี้แม้แต่สักนิดเดียว

 

###

 

อาการเมาค้างของแฮร์รี่นั้นแย่สุดๆ ทันทีที่เปิดตาเขาก็รู้สึกเหมือนมีใครเทถ่านร้อนๆผ่านเข้ามาทางตาเขา เขาต้องรีบปิดตาแล้วควานหาไม้กายสิทธิ์ที่โชคดีที่อยู่บนโต๊ะข้างเตียง

 

เขาร่ายคาถาเรียกหายาวิเศษไล่อาการเมาค้างที่เขามีเก็บเอาไว้เพื่อวันที่เขาเมาเละแบบนี้ ซึ่งปกติมักจะเป็นเช้าหลังจากออกไปเที่ยวกับเชมัสและดีน เขาต้องร่ายคาถาถึงสองครั้ง เสียงของเขาแหบห้าวเหมือนเสียงของอลาสเตอร์ มู้ดดี้ไม่มีผิด

 

ขวดยาลอยมาในมือเขาและแฮร์รี่รีบดื่มมันโดยไม่แม้แต่จะอ่านฉลาก ยาวิเศษส่งผลทันที เขาตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าพร้อมกับรู้สึกอยากจะปัสสาวะเป็นที่สุด เขารีบวิ่งเข้าห้องน้ำเพื่อขับถ่ายไล่พิษแอลกอฮอล์ให้หายไปจากร่างกายเขา

 

ทันทีที่เดินกลับมาที่ห้องนอนแฮร์รี่ก็รู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ โชคดีที่วันนี้เป็นวันหยุดเพราะนี้ก็สายเต็มแก่แล้ว เขาเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นแล้วต้องหยุดนิ่งทันทีที่สายตาเหลือบไปเห็นโซฟากลางห้อง ...เจ้าเครื่องแต่งห้องสีเข้มเหมือนจะบังคับให้เขาต้องทำอะไรสักอย่างกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน

 

ชายหนุ่มเดินไปนั่งบนโซฟา ในใจหวนคิดถึงทุกวินาทีของเรื่องเมื่อคืน ลำคอของเขาตีบตัน มือลูบไปตามโซฟาจุดที่มัลฟอยนอนทอดอยู่เมื่อคืนโดยไม่รู้สึกตัว และทันทีที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่แฮร์รี่ก็รีบหยุดทันที เขาไม่รู้สึกอับอายหรืออะไรที่จู่โจมเจ้าชายบ้านสลิธิรีนเช่นนั้น ที่เขารู้สึกคือความอัศจรรย์ใจ เขาไม่แคร์อีกแล้วที่สายเลือดวีล่าบังคับให้เขาต้องตกอยู่ภายใต้มัลฟอยเพราะตอนนี้ความรู้สึกของเขาที่มีต่อร่างบางนั้นเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

 

เขาคิดถึงมัลฟอย เขาอยากจะกอดอยากสัมผัสร่างบาง เขาอยากจะมองผมสีเงินส่องประกายในแสงแดด เขาอยากจะได้ยินเสียงพูดยานคางที่แสนจะน่ารำคาญนั้น เขาอยากจะลิ้มรสของผิวนิ่มและลำคอขาว

 

ในที่สุดเขาก็เข้าใจ ...เขาตกหลุมรักเดรโก มัลฟอยเข้าแล้ว

 

เดรโก มัลฟอยที่มีคู่หมั้นอยู่แล้ว

 

ทันทีที่คิดเช่นนั้นความรู้สึกกลัวแทบเป็นบ้าก็พุ่งขึ้นมาในใจเขา เขาต้องหลับตาแล้วคิดถึงหน้าเฮอร์ไมโอนี่พลางได้ยินเสียงเธอพูดอย่างมีเหตุมีผลเหมือนเดิมว่า สู้เพื่อสิ่งที่นายต้องการสิแฮร์รี่ นายเคยทำสิ่งที่ทุกคนคิดว่าเป็นไปไม่ได้สำเร็จมาแล้วนะ

 

แฮร์รี่ลืมตาขึ้น คู่หมั้นของมัลฟอยอยู่ที่ฝรั่งเศษส่วนแฮร์รี่อยู่ที่นี่ ตรงนี้ บางทีมันอาจจะโง่เง่าที่คิดจะลองพยายาม แต่เขาต้องการมัลฟอย และเขาจะไม่ยอมแพ้โดยไม่ลองทำอะไรเลย

 

###

 

แฮร์รี่ไม่เห็นจดหมายที่วางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือจนกระทั่งเขาอาบน้ำแต่งตัวและกินข้าวเสร็จนั้นแหละ จดหมายนั้นจ่าหน้าถึงเขาด้วยลายมือเป็นระเบียบของมัลฟอย

 

ถึงพอตเตอร์

 

การตัดสินใจที่จะไปเยี่ยมนายเมื่อคืนส่งผลที่ดีมาก

 

แฮร์รี่ยิ้มกว้าง เขาแทบจะได้ยินเสียงยานๆของมัลฟอยพูดใส่หูเขาขณะที่เขาอ่านจดหมาย

 

ฉันทำเพราะฉันมีความรับผิดชอบและหน้าที่ หน้าที่ที่แม้ยากเย็นแต่ฉันได้รับผลตอบแทนเป็นอย่างดี พูดอย่างนี้แล้วฉันเกือบจะฟังดูเหมือนกริฟฟินดอร์เลยว่าไหม

แฮร์รี่หัวเราะ แต่ความรู้สึกขำขันมลายหายไปทันทีที่เขาอ่านประโยคถัดไป

 

แล้วนี้ฉันขอแนบใบเรียกเก็บเงินมาด้วยเลยแล้วกัน

 

จูบด้วยลิ้น - 7 ครั้ง ครั้งละ 100 เกลเลียน รวม 700 เกลเลียน

ลูบไล้เต็มมือ (โดยประมาณ) - 20 ครั้ง ครั้งละ 10 เกลเลียน รวม 200 เกลเลียน

ใช้มือทำ (ลดราคาให้) - 1 ครั้ง ครั้งละ 100 เกลเลียน รวม 100 เกลเลียน

ทั้งหมดรวมเป็น 1,000 เกลเลียน




แฮร์รี่ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ เข่าเขาอ่อนแทบไม่มีแรง สายตาพร่ามัว และเขารู้สึกเหมือนเป็นไอ้โง่ที่หน้ามืดตามัวให้กับความรักที่ไม่มีหวัง

 

ตลอดเวลามัลฟอยก็แค่ทำไปเพื่อเงินเท่านั้น ทุกจูบ ทุกสัมผัส ทุกอย่างเป็นแค่หนทางเพื่อที่จะได้เหรียญทองเกลเลียนเพิ่ม แฮร์รี่กัดฟันสู้กับอาการคลื่นไส้ แต่เขาไม่อาจห้ามเสียงสะอื้นจากลำคอได้

 

เขาก้มหน้าลงหลับตา บังคับให้ร่างกายหายใจลึกๆ เขารู้สึกเหมือนทั้งโลกกำลังถล่มแล้วเขาติดอยู่ในหลุมที่ไม่สามารถหนีไปได้

 

หลังจากเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดเขาหายใจได้ปกติอีกครั้ง พร้อมเข้าใจแล้วว่าเขามันเป็นไอ้งั่งตัวหนึ่งเท่านั้น ใช่เขารักเดรโก มัลฟอย และก็ใช่อีกเช่นกันที่คนอย่างเดรโก มัลฟอยไม่มีวันรักเขาตอบ ความคิดเหมือนเป็นคาถากรีดแทงร่ายใส่หัวใจของเขา มันทั้งเจ็บ ทั้งทรมาณ ทำไมเขาต้องรักคนแบบนั้นด้วย คนที่ไม่มีวัน...ไม่มีวัน...จะรักเขาตอบได้เลย

 

คิดแล้วแฮร์รี่ก็ผุดลุกขึ้น ความเจ็บปวดทั้งหมดแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง

….ไอ้สายเลือดวีล่าเฮงซวย... เขาทนมามากพอแล้ว เขาจะไม่ยอมให้มันมาควบคุมชีวิตเขาอีกเด็ดขาด ไม่ว่ายังไงเขาจะต้องหาทางกำจัดไอ้สิ่งนี้ออกไปจากชีวิตเขาให้ได้ เขายอมตายดีกว่าให้คนอย่างมัลฟอยมาหัวเราะเยาะเขา ร่างสูงขยำจดหมายในมือทิ้ง แล้วเอื้อมหยิบกระดาษและปากกาขนนกมาเขียนข้อความสั้นๆสามฉบับ ฉบับหนึ่งส่งถึงธนาคารกริงกอตต์เพื่อจ่ายเงินให้มัลฟอย อีกฉบับถึงคิงส์ลีย์ขอลาหยุดโดยไม่มีกำหนด และสุดท้ายส่งถึงเฮอร์ไมโอนี่พยายามจะอธิบายโดยไม่ลงรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น

 

เมื่อนกฮูกของเขากลับมาจากส่งจดหมายสองฉบับแรก เขาก็ส่งมันไปหาเฮอร์ไมโอนี่ ก่อนจะล๊อคแฟลตแล้วหายตัวไป

 

###

 

อียิปต์นี้ช่างห่วยสิ้นดี แฮร์รี่ไม่เคยคิดว่าโลกนี้จะมีที่ไหนร้อนได้ขนาดนี้ อากาศแบบนี้มันดูดพลังงานของเขาไปจนหมด แม้แต่ตอนที่เขาแทบไม่มีพลังชีวิตเพราะเขาไม่ได้เจอมัลฟอยมานานเหลือเกิน

 

แฮร์รี่เหนื่อยจนไม่อยากสนใจไอ้ภารกิจที่เขาจะทำแล้ว การค้นคว้านำเขามาสู่อียิปต์..ประเทศต้นกำเนิดของวีล่า...ภาพวาดของมนุษย์มีปีกถูกเขียนเด่นชัดทั้งในวิหารและสุสานต่างๆ โชคดีที่ในฐานะมือปราบมารเขาได้เรียนรู้คาถานักแปล ดังนั้นเขาจึงเข้าใจภาพเขียนเฮโรกราฟได้โดยไม่ยาก แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ภารกิจเขาง่ายขึ้นเลย เขาได้เรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับวีล่า แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ยังไม่พบวิธีที่จะหาทางตัดสัมพันธ์กับคู่ชีวิตได้เลย

 

มันเหมือนกับทุกคนในโลกเวทมนตร์เชื่อว่าการได้เป็นคู่ชีวิตของวีล่านี้ช่างเป็นสิ่งวิเศษและแสนจะมีเกียรติ ดังนั้นจึงไม่มีใครคิดที่จะหาทางทำลายสัมพันธ์นั้น ...เพราะว่าไม่เคยมีใครในประวัติศาสตร์ที่ต้องมีคู่ชีวิตเป็นเดรโก มัลฟอยน่ะสิ...แฮร์รี่คิดอย่างหงุดหงิด

 

แฮร์รี่มองกำแพงและภาพเขียนบนนั้นอย่างเหนื่อยอ่อน เขาแทบไม่มีแรงทำอะไรแล้ว ภาพตรงหน้าเป็นพิธีกรรมบางอย่างของวีล่าที่ไม่มีความสำคัญอะไรกับเขา เขาพยายามเหลือเกินที่จะไม่คิดถึงมัลฟอย แต่หากความทรงจำของคืนสุดท้ายที่พวกเขาใช้เวลาด้วยกันกลับแจ่มชัดทุกครั้งที่เขาเพียงหลับตา บางครั้งเขารู้สึกเหมือนด้านที่เป็นวีล่าของเขาเหมือนไม่ใช่ตัวเขา มันมีชีวิตจิตใจของมันเอง และมันต้องการให้เขารีบกลับไปหาผู้เสพความตายผมทองคนนั้น

 

เขารู้ดีว่านั้นไม่ใช่เรื่องจริง วีล่าเป็นส่วนหนึ่งเขาตัวเขา มันเพียงแต่เป็นฮอร์โมนที่ควบคุมไม่ได้ และสมองโง่ๆของเขาที่ดันไปรักคนอย่างเจ้าชายน้ำแข็งที่ไม่เคยคิดถึงใครนอกจากตัวเอง

 

ร่างสูงพยายามดันตัวขึ้น เขาควรจะกลับไปที่โรงแรม แต่เขาเหนื่อยเหลือเกิน เขาไม่มีแรงแม้แต่จะหายตัว เขาไม่ได้เจอมัลฟอยมาเกือบสองสัปดาห์แล้ว เรี่ยวแรงและพลังงานของเขามันแทบจะไม่มีเหลือ สิ่งเดียวที่เขาอยากทำก็คือนอนลงตรงนี้แล้วปล่อยให้ชีวิตของเขาสลายไปกับฝุ่นทราย บางทีในอีกสองสามพันปีให้หลังคงมีพ่อมดนักโบราณคดีสักคนที่จะศพแห้งเหี่ยวของเขาข้างๆไม้กายสิทธิ์

 

“ไม่เอาน่าแฮร์รี่ นายคิดอย่างนั้นได้ยังไง” เขาถามตัวเอง

“นายฆ่าโวลเดอร์มอร์ ปกป้องโลก เป็นมือปราบมาร แล้วนายจะต้องไม่ยอมแพ้ไม่ว่ามันจะยากเย็นสักแค่ไหน”

 

แต่ไม่ว่าจะพยายามพูดกับตัวเองสักเท่าไหร่มันก็ไม่มีผล ลมพัดแรงพาทรายให้กลบร่างเขาทีละนิด แต่เขาไม่สนใจ เขาเหนื่อยเหลือเกินสิ่งเดียวที่เขาอยากทำก็คื่อนอนหลับซะ ให้ความมืดพาเขาไป ให้เขาได้ลืมความทรมาณและนรกบนดินที่เขาต้องเผชิญอยู่ทุกวัน

 

และแฮร์รี่แน่ใจว่าเขาต้องหลับไปแล้วแน่ๆ เขาถึงฝันแบบนี้ เขาฝันว่ามัลฟอยกอดเขาไว้แน่น ฝันถึงร่างอบอุ่นของเดรโก และเสียงนุ่มกระซิบลงข้างหูเขา “นายเป็นคนที่โง่ที่สุดในโลกเลยรู้ไหม”

 

อย่างน้อยเขาก็อุ่นใจได้ว่าแม้แต่ในความฝัน มัลฟอยของเขาก็ปากร้ายไม่เปลี่ยนสักนิด

 

###

 

แต่ความฝันนั้นไม่จบลงง่าย แฮร์รี่ยังรู้สึกถึงร่างกายของเดรโกขณะอีกคนกอดเขา...ต้องเป็นภาพหลอนแน่ๆ...ภาพหลอนก่อนความตาย อย่างน้อยๆมันก็ไม่ได้แย่หรอกนะ ร่างเดรโกอบอุ่น มือเรียวเลื่อนไล่ไปตามตัวเขาก่อนจะหยุดและกุมมือเขาไว้

 

ริมฝีปากร้อนจู่โจมต้นคอเขา ขบเม้มเบาๆ

 

“พักซะ” มัลฟอยพูดเบาๆ “นายจะต้องไม่เป็นไร”

 

“ไม่เอา ไม่อยากจะต้องไม่เป็นไร” แฮร์รี่พึมพำกลับไป “อยากจะต้องไม่ให้นายไปไหน”

 

“นายนี่มันบ้าจริงๆเล้ย” มัลฟอยตอบกลับ แฮร์รี่ได้แต่ยิ้มแล้วหลับฝันไปอีกครั้ง

 

คราวนี้ในฝันเขาเร่าร้อนจนแทบละลาย มือเรียวลูบไล้ผิวหนังเขา เลื่อนต่ำลงผ่านหน้าท้องจนถึงขอบกางเกง ตามมาด้วยลิ้นที่ตวัดเลียไล้ ขบเม้มติ่งไตบนหน้าอก จุดไฟในตัวเขาให้โหมกระพือก่อนที่เจ้าของจะเลื่อนตัวลงมาหยุดที่ตรงจุดที่มือวางเอาไว้ ห่างจากส่วนอ่อนไหวของเขาเพียงนิดเดียว

 

มัลฟอย - นี้ต้องเป็นมัลฟอยแน่ๆ ไม่มีใครอีกแล้วที่แฮร์รี่ฝันถึงแบบนี้ สัมผัสที่ทำให้ทั้งร่างเขาร้อน ในฝันเขาเห็นมัลฟอยหัวเราะเบาๆขณะแนบหน้าลงกับหน้าอกของเขา ส่วนเขายิ้มให้กับร่างบางที่ใช้ทั้งมือทั้งปากปรนเปรอความสุขให้กับร่างกายเขา

 

ทันใดนั้นริมฝีปากนุ่มๆก็ลงมาทับปิดริมฝีปากเขา แฮร์รี่ตอบรับอย่างยินดี และเขาคิดว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เยี่ยมเท่ากับสิ่งที่เกิดกับเขาตอนนี้อีกแล้ว… เว้นแต่สิ่งที่กำลังจะตามมา

 

เขาร้องครางเมื่อความสุขสมฉุดกระชากเขา มือของมัลฟอยไม่ได้ชะลอลงเลย มือเรียวนั้นยังคงจับส่วนอ่อนไหวของเขาเอาไว้ ขณะที่มันสั่นระริกปลดปล่อย ริมฝีปากนิ่มคู่นั้นก้มลงจูบเขาอีกครั้งก่อนเจ้าของร่างจะขยับตัวออก ...แฮร์รี่ได้แต่คิดในใจว่านี้ต้องเป็นความฝันที่หื่นที่สุดของเขา และยังเสมือนจริงที่สุดอีกด้วย

 

“คิดยังไงกับวิธีปลุกของฉันหืม” มัลฟอยพูดยิ้มๆเมื่อแฮร์รี่เปิดตาขึ้น ตาสีเทาเป็นประกายสวยเหมือนที่เขาจำได้ไม่มีผิด

 

“นี้ต้องเป็นฝันดีที่สุดของฉันแน่ๆ” แฮร์รี่พูดออกมา ก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงตัวเอง เสียงของเขาแหบ… แปลกจังเขาไม่เคยฝันว่าตัวเองเสียงแหบมาก่อน

 

“นี้ไม่ใช่ฝันพอตเตอร์” มัลฟอยพูด

 

แฮร์รี่มองรอบๆ สมองเขาเริ่มทำงานแล้ว นี้ไม่ใช่ห้องของเขา แต่การตกแต่งนี้ไม่ต่างจากโรงแรมของเขาเท่าไหร่

 

“ฉันยังอยู่ในอียิปต์” แฮร์รี่อย่างไม่แน่ใจ  

 

เรายังอยู่ในอียิปต์ แต่ไม่ใช่ที่เส็งเคร๊งใกล้ๆกิซ่า พวกเราอยู่ที่โรงแรมในอเล็กซานเดรีย ฉันไม่ยอมพักในโรงแรมที่ไม่มีเอลฟ์ประจำบ้านเด็ดขาด”

 

แฮร์รี่หลับตาข่มใจและกายตัวเองไม่ให้ทำอะไรบ้าๆ อย่างชกหน้ามัลฟอย หรือดึงมัลฟอยเข้ามาจูบ

 

“นายมาที่นี่ทำไม” แฮร์รี่ถามเสียงสั่น แม้จะไม่เห็นแต่แฮร์รี่รู้สึกถึงคาถาที่มัลฟอยร่ายทำความสะอาดคราบที่เปรอะเปื้อนบนหน้าท้องเปลือยของเขา นั้นทำให้แฮร์รี่อดหน้าแดงไม่ได้ เขารีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัว เขาได้ยินเสียงฝีเท้ามัลฟอยเดินตามมาด้วยเสียงแก้วน้ำกระทบกัน

 

“ดื่มนี้ซะ” มัลฟอยยื่นแก้วน้ำมาให้เขา

“นายขาดน้ำมาก ซึ่งเป็นผลกระทบที่ไม่น่าประหลาดใจเพราะนายดันเล่นเข้าไปในสุสารโบราณโดยไม่แม้แต่จะเตรียมเสบียงหรือน้ำไปด้วย”

 

แฮร์รี่เปิดตาแล้วรับแก้วน้ำมาดื่ม ให้ตายสิเขากระหายน้ำสุดๆ ทันทีที่เขาดื่มหมดแก้วมัลฟอยก็เติมน้ำให้เขาอีกแก้ว และแฮร์รี่ก็ดื่มแก้วนั้นด้วย

 

“ฉันหลับไปนานแค่ไหน”

 

“สองวัน” มัลฟอยพูดพร้อมกับรับแก้วน้ำกลับมาวางบนโต๊ะข้างเตียง

“นายคงหิวน่าดู นี้เดินไหวไหม”

 

แฮร์รี่ทำหน้าเบ้ใส่แล้วก้าวลงจากเตียง แต่ทันทีที่เขายืดตัวตรงภาพตรงหน้าเขาก็พร่ามัว มัลฟอยต้องรีบเข้ามาประคองเขาก่อนที่เขาจะล้มลง

 

“นายมันงี่เง่า” มัลฟอยพูดเบาๆ แฮร์รี่อยากจะมีแรงสะบัดมัลฟอยออกแต่สัมผัสของมัลฟอยมันชช่างดีเหลือเกิน เขาเอนตัวพิงอีกคนปล่อยให้ไออุ่นจากกายมัลฟอยล้อมรอบตัวเขา

 

“อย่าดื้อ เราต้องแต่งตัวแล้วไปหาอะไรกิน” มัลฟอยพูดแล้วพยุงเขากลับไปที่เตียง

 

แฮร์รี่นั่งเงียบๆบนเตียง แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่มัลฟอยหามาให้ และเมื่อเขายืนขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่มีอาการเวียนหัวเหมือนเดิมอีกแล้ว

 

เมื่อพวกเขาเดินออกจากห้อง แฮร์รี่ก็สังเกตุว่าห้องที่เขาอยู่นั้นเหมือนเป็นห้องสูทขนาดใหญ่ท่าทางราคาแพง และที่สำคัญมีแค่เพียงเตียงเดียวในห้องนั้น นี้มัลฟอยนอนเตียงเดียวกับเขาตลอดสองคืนที่ผ่านมาเลยเหรอ ..ความคิดที่ว่าทำให้แฮร์รี่รู้สึกดี...ก่อนจะโกรธที่ตัวเองคิดอย่างนั้น

 

“คราวนี้ฉันต้องจ่ายนายเท่าไหร่” แฮร์รี่ถามออกมา

 

“อย่าลดค่าสิ่งที่ฉันเพื่อนายโดยการพยายามคิดราคาให้กับมัน” มัลฟอยพูดโกรธๆ

 

“ตอบมา” แฮร์รี่เค้นเสียง คนที่คิดราคากับทุกอย่างน่ะไม่ใช่เขาแต่เป็นมัลฟอยต่างหาก

“เท่าไหร่”

 

“ฉันไม่คิดราคานาย คราวนี้ฉันทำเพราะฉันอยากช่วยนาย”

 

“คนไม่มีหัวใจอย่างนายเนี้ยจะอยากช่วยคนอื่น”

 

มัลฟอยยิ้มเหยียด

“อยากคิดยังไงก็ตามใจ” พูดจบร่างบางก็หายตัวพาพวกเขาสองคนมาหยุดที่ตลาดใหญ่พลุกพล่าน แฮร์รี่คิดว่านี้เป็นตลาดของมักเกิลจนกระทั่งเขาเห็นหมวกทรงสูงหรือเสื้อคลุมนั้นแหละ คนอย่างมัลฟอยไม่มีวันมาเดินตลาดมักเกิลเด็ดขาด

 

มัลฟอยซื้ออาหารหลายอย่างที่แฮร์รี่ไม่รู้จัก ก่อนจะหายตัวพาพวกเขาไปที่ชายหาด ริมหาดมีที่นั่งสำหรับชมวิวเวิ้งน้ำสีฟ้าสดของทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน พวกเขานั่งลงที่ม้านั่ง มองพระอาทิตย์ตกดินและกินอาหารเงียบๆ

 

ทันทีที่ทานเสร็จแฮร์รี่ก็ลุกขึ้น เขาอยากรู้ว่าทำไมมัลฟอยมาตามหาเขาแต่เขาไม่คิดว่าเจ้าตัวจะตอบเขาตรงๆหากเขาถามออกไป แฮร์รี่ออกเดินไปตามสะพานที่ทอดยาวลงไปในทะเล เสียงคลื่นดังเป็นระยะ สายตาแฮร์รี่อดมองกลับไปที่มัลฟอยไม่ได้ ผมสีเงินนั้นเป็นประกายสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามอัสดง...สวยเหลือเกิน… เขาอยากจะเดินเข้าไปสัมผัส แต่…

 

ทันใดนั้นมัลฟอยก็เดินเข้ามาหาเขา ตาสีเทามองตามดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า ก่อนจะหันมาสบตากับเขาเนิ่นนาน ก่อนจะยื่นมือให้แฮร์รี่จับเพื่อหายตัวกลับไปที่โรงแรมอีกครั้ง

 

###

 

“ฉันจะอ่านอะไรสักหน่อยนะ” มัลฟอยพูดออกมาเหมือนเขาคิดว่าแฮร์รี่กำลังรอให้เขาเข้านอนพร้อมกัน แฮร์รี่พยักหน้าตอบรับ เขาบังคับไม่ให้ตัวประหลาดใจกับการกระทำใดๆของมัลฟอยอีกแล้ว

 

สุดท้ายแฮร์รี่ก็ไม่รู้ว่ามัลฟอยได้ขึ้นนอนกับเขารึเปล่า เพราะเมื่อเขาตื่นขึ้นในเช้ารุ่งขึ้นมัลฟอยก็หายไปจากห้องเสียแล้ว ห้องเงียบสงัดไร้แววเจ้าของร่างผมบลอนด์ราวกับว่าสิ่งที่เกิดกับเขาเมื่อวานคือความฝัน สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้ว่าไม่ใช่ฝันก็คือห้องหรูที่เขานอนอยู่นั้นเอง แฮร์รี่ลุกขึ้นอาบน้ำและโกนหนวด เมื่อเขาออกมาจากห้องน้ำร่างบางก็กลับมาแล้วพร้อมกับยื่นขนมอบหอมกรุ่นใส่มือแฮร์รี่ทันทีที่เห็นหน้าเขา

 

“เราต้องไปกันแล้วพอตเตอร์ ถ้านายยังคิดจะทำภารกิจบ้าๆของนายต่อฉันเสนอให้อย่างน้อยๆเราหาข้อมูลในที่ที่ถูก ...อย่างห้องสมุด... โดยเฉพาะตอนนี้พวกเราอยู่ที่อเล็กซานเดรีย เมืองแห่งห้องสมุดอเล็กซานเดรีย”

 

“แต่ห้องสมุดนั้นถูกเผาไปแล้วนี้”

 

“นั้นมันส่วนของมักเกิลต่างหากที่ถูกเผา นี้นายตกวิชาประวัติศาสตร์เวทมนตร์รึยังไงเนี้ย” มัลฟอยยิ้มกวนก่อนพูดต่อ “ห้องสมุดของพวกผู้วิเศษอยู่ใต้ดินและยังปลอดภัยดีจนถึงสมัยนี้”

 

แฮร์รี่ถอนหายใจอย่างโล่งอกขณะที่มัลฟอยยิ้มกว้าง ก่อนร่างบางจะดึงตัวแฮร์รี่เข้ามาใกล้เพื่อหายตัวไปด้วยกัน และคราวนี้แฮร์รี่ไม่ฝืนความต้องการของตัวเองที่อยากจะเอนตัวพิงร่างนั้น  

พวกเขามาปรากฎตัวที่ห้องโถงใหญ่ ที่แฮร์รี่ไม่แน่ใจว่าเขามาถูกรึเปล่า เพราะห้องนั้นมืดสนิทยกเว้นแต่เพียงโคมไฟเหนือโต๊ะตัวเล็กๆ มัลฟอยเดินตรงเข้าไปหยุดหน้าโต๊ะดังกล่าวคุยกับแม่มดที่ดูมีอายุพอๆกับห้องสมุดแห่งอเล็กซานเดรีย

 

“ตามมาพอตเตอร์” มัลฟอยพูดอย่างเร็ว

“เกอร์ทรูดที่รักบอกทางไปเขตหนังสือสำหรับวีล่าแล้ว” หนุ่มผมบลอนด์หันกลับไปส่งจูบให้แม่มดสูงวัยอีกครั้ง ซึ่งทำให้แฮร์รี่อดจะหึงไม่ได้ ให้ตายสินี้เขาหึงคุณยายเหรอเนี้ย เขาบ้าไปแล้ว บ้าไปแล้วจริงๆ

 

เขาเดินตามมัลฟอยผ่านความมืดมีแสงสว่างเดียวคือไม้กายสิทธิ์ของมัลฟอย แฮร์รี่รู้สึกเหมือนเขาเดินมาเป็นชาติก่อนที่จะถึงโต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยโคมไฟ แสงสว่างจากโคมไฟเผยให้เห็นชั้นหนังสือเรียงรายท่ามกลางความมืดมิด

 

“เอ้านั่งลงสิพอตเตอร์” มัลฟอยสั่งเขาเหมือนกับสั่งลูกหมายังไงอย่างงั้น

“แล้วนายก็กินขนมที่ฉันอุตส่าห์ไปซื้อให้ได้แล้ว ฉันไม่อยากให้นายมาเป็นลมใส่อีกรอบ”

 

พูดจบมัลฟอยก็หันหลังเดินไปในความมืดทิ้งให้แฮร์รี่นั่งคนเดียว เขาทำหน้าบึ้งมองขนมในมือก่อนจะกัดลงไป ...หวานเจี๊ยบ… แต่เขาก็กินขนมนั้นจนหมดก่อนที่มัลฟอยก็เดินกลับมา

 

พวกเขานั่งเงียบๆอ่านเกี่ยวกับตำนานวีล่าจนกระทั่งแฮร์รี่อยากจะลุกตะโกนลั่นมาเขาเบื่อสุดๆ สิ่งเดียวที่หยุดเขาอยู่คือมือเรียวที่คอยเลื่อนมาสัมผัสตัวเขาเป็นระยะ สัมผัสนั้นทำให้ความรู้สึกปวดหัวหนึบหายวับไปทันที

 

สุดท้ายแฮร์รี่ก็เลิกอ่าน แล้วแค่แกล้งทำเป็นมองม้วนกระดาษ แล้วนั่งรอสัมผัสของมัลฟอยอย่างใจจดใจจ่อ เขาเกลียดตัวเองชะมัดที่ทำตัวต้องการมัลฟอยขนาดนี้

 

“นี้นายไม่ได้อ่านแล้วใช่ไหมพอตเตอร์” มัลฟอยถามในที่สุด แฮร์รี่หน้าแดงแป๊ดพยายามทำเป็นพลิกหน้ากระดาษ เขาอยากจะบอกว่านั้นเป็นความผิดของนายนั้นแหละ แต่เขากลัวว่าถ้าพูดเช่นนั้นมัลฟอยจะลุกไปเสีย… ซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาอยากให้เกิด

 

“เจ้าบ้าเอ้ย” มัลฟอยพูดเบาๆ น้ำเสียงบ่งบอกว่าไม่ได้หมายความเช่นนั้นจริงๆ ก่อนจะยื่นมามาแตะแฮร์รี่อีกครั้งแถมโน้มตัวเขามาจูบด้วย มัลฟอยจะดุจะด่าเขายังไงก็ได้ถ้าหากทุกครั้งตามมาด้วยสัมผัสและจูบแบบนี้ แต่แล้วมัลฟอยก็ปล่อยเขาก่อนที่สมองแฮร์รี่จะหยุดทำงานและกดมัลฟอยลงกับพื้นซะตอนนั้น แต่มันก็เกือบๆแล้ว แฮร์รี่หายใจหอบกำมือแน่นเพื่อควบคุมตัวเอง

 

ร่างบางลุกขึ้นอีกครั้งแล้วเดินกลับไปที่ชั้นหนังสือแล้วกลับมาพร้อมหนังสืออีกกองใหญ่ ก่อนจะลงมืออ่านต่อเหมือนกับว่าเรื่องเมื่อกี้ไม่ได้เกิดขึ้น ในที่สุดหัวแฮร์รี่ก็หายหมุน หลังจากเหลือบมองร่างบางเขาก็ตั้งใจอ่านต่อบ้าง

 

สองสามชั่วโมงผ่านไป คราวนี้ไม่มีอะไรหยุดความหงุดหงิดของแฮร์รี่ได้อีกแล้ว

“นี้มันอะไรวะเนี้ย” เขาตะโกนออกมาอย่างหงุดหงิด

“หนังสือห่านี้ทุกเล่มบอกเหมือนกันหมด การได้ผูกสัมพันธ์เป็นคู่ชีวิตกับวีล่าเป็นเกียรติอันสูงยิ่ง การมีสายเลือดวีล่าคือพรวิเศษ พิธีกรรมของวีล่านั้นศักดิ์สิทธิ์ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีใครคิดจะต่อสู้กับเรื่องไร้สาระนี้”

 

มัลฟอยถอนหายใจ

“พวกกริฟฟินดอร์ไม่ชอบที่มืดสินะ มาเถอะออกไปจากที่นี่ก่อนที่นายจะเริ่มคลุ้มคลั่งทำลายวัตถุโบราณในห้องนี้”

 

แฮร์รี่เกือบจะแยกเขี้ยวใส่มัลฟอย แต่ทันทีที่มัลฟอยแตะข้อมือเขา เขาก็ลืมความรู้สึกอื่นไปสิ้น เมื่อเขารู้สึกตัวอีกทีพวกเขาก็ออกมาอยู่ข้างนอกแล้ว...และเขาจะไม่ยอมรับดังๆออกไปเด็ดขาด แต่เขารู้สึกดีขึ้นมาที่ได้กลับมาอยู่ในที่โล่งๆสว่างๆแบบนี้ เขาชักจะชอบเมืองติดทะเลอย่างอเล็กซานเดรียเสียแล้วสิ และเขาไม่ได้รู้สึกชอบเพราะว่าเป็นเมืองที่เขาได้ใช้เวลาอยู่กับใครบางคนเป็นพิเศษหรอกนะ ...โกหกสุดๆ… เขาได้ยินจิตใต้สำนึกตะโกนออกมา และมันคงแสดงออกมาทางสีหน้าเขาด้วย เพราะเขาเห็นมัลฟอยหน้าแดงและรีบหลบสายตาเขา

 

“ไปชอปปิ้งกันเถอะ” มัลฟอยโพล่งออกมา

 

แฮร์รี่ได้แต่มองคนพูดอย่างไม่เข้าใจ

 

มัลฟอยกลอกตาเมื่อเห็นสีหน้าเขา “มาเถอะน่าเจ้าบ้า นายก็หิวไม่ใช่รึไง”

 

แล้วมัลฟอยก็พาเขาไปที่ตลาด พวกเขาซื้อเนื้อปิ้ง ขนมปัง และกาแฟข้นคลั่ก หลังจากอิ่มแล้วพวกเขาก็เดินชมตลาด มัลฟอยนั้นซื้อผ้าไปสองม้วน กระจอกกรอบทองแดง กล่องประดับมุก และเครื่องประดับทองและหินสีฟ้าเขียว แฮร์รี่รู้สึกปวดหัวใจหนึบทุกครั้งที่มัลฟอยซื้ออะไร ก่อนจะหายใจได้อีกครั้งเมื่อเห็นว่าผู้รับนั้นคือนาร์ซิสซา มัลฟอย ไม่ใช่คู่หมั้นลึกลับจากฝรั่งเศษ

 

มัลฟอยทำให้เขาประหลาดใจสุดๆด้วยการซื้อสร้อยคอทองที่แฮร์รี่แอบมองอย่างสนใจ จี้รูปอังก์สะท้อนแสงอย่างสวยงาม (Ankh เป็นสัญลักษณ์อียิปต์ลักษณะคล้ายกางเขนที่ข้างบนโค้งลงมาเป็นห่วง) ชายหนุ่มผมบลอนด์ไม่สนใจคำปฏิเสธของเขาและใส่มันลงบนคอของเขาโดยทันที

 

“เงียบไปน่าพอตเตอร์ นี้ก็แค่ของเล็กๆน้อยๆ ไม่ได้มีความหมายอะไรลึกซึ้งหรอก”

 

คำพูดของมัลฟอยทำให้แฮร์รี่ต้องกัดกรามแน่น ใช่มันไม่ได้มีความหมายอะไรกับมัลฟอย แต่สำหรับเขาแล้วนั้นมันมีความหมายที่ลึกซึ้ง ระหว่างที่พวกเขาเดินเที่ยวตลาดต่อมือแฮร์รี่แตะจี้เล็กๆนั้นเป็นสิบๆครั้ง ก่อนที่มัลฟอยจะเบื่อ

 

“พวกเราน่าจะไปวิหารคาร์นัค” มัลฟอยเสนอขึ้นมา

“นายน่าจะชอบนะได้เดินไปเดินมาในสุสารเก่าๆ แล้วเราค่อยกลับไปห้องสมุดพรุ่งนี้ก็ได้”

 

แฮร์รี่ยิ้มตอบรับ เขาไม่มีทางยอมรับเด็ดขาดว่าถึงมัลฟอยจะเสนอว่าให้พวกเขาไปเที่ยวนรกแฮร์รี่ก็ไม่มีวันปฎิเสธ ตราบใดที่มัลฟอยจะไปกับเขา

 

###

 

แฮร์รี่รักวิหารคาร์นัคสุดๆ เขายอมรับว่าพิรามิดแล้วก็รูปปั้นสฟิงซ์ที่เขาเจอมาตลอดนั้นไม่ได้ทำให้เขาประทับใจมากนัก พิรามิดก็แค่กลุ่มอิฐขนาดยักษ์ ส่วนสฟิงซ์นั้นมักจะถูกทำลายบางส่วนสูญหายทำให้แฮร์รี่คันไม้คันมืออยากจะร่ายคาถาซ่อมแซมใส่ แต่สำหรับรูปสลักฟาโรห์รามเสสที่ 2 นั้นสมบูรณ์สวยงาม  แฮร์รี่รู้สึกเหมือนเขาเป็นนักท่องเที่ยวจริงๆเมื่อเดินชมวิหารยักษ์ เสาสีขาวเรียงราย รูปปั้นและรูปสลักทั้งหลาย

 

“พวกมักเกิลปล้นสะดมที่นี่ซะเละ” มัลฟอยหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นสีหน้าของแฮร์รี่

“พิพิธภัณฑ์ในอียิปต์หรือลอนดอนมีของมากกว่าที่นี่เสียอีก”

 

“แล้วถ้าอย่างนั้นทำไมพวกเรายังมาที่นี่อีกหล่ะ”

 

“เพราะว่ามีอยู่สองสามที่ที่พวกมักเกิลไม่รู้น่ะสิ” พูดจบมัลฟอยก็จับมือเขาแล้วหายตัวไปโผล่ที่ใต้ดิน ทั้งพ่อมดต้อนรับทั้งโต๊ะต้อนรับก็ฝุ่นเขรอะ และพ่อมดที่ว่าก็กำลังก้มดูวัตถุรูปทรงประหลาดพร้อมกับใช้ไม้กายสิทธิ์ค่อยๆปัดฝุ่นออกจากวัตถุนั้นทีละนิด

 

“อีกแป็บเดียวจะปิดแล้ว” ชายคนนั้นพูดโดยไม่มองหน้าขึ้น แฮร์รี่เหลือบมองมัลฟอยดูว่าคราวนี้ร่างบางจะมีไม้ไหนมาหลอกล่อนักโบราณคดีที่ดูไม่สนใจอะไรนอกจากวัตถุโบราณตรงหน้าไปได้

 

“ผมสนใจจะบริจาคเงินก้อนใหญ่ให้ที่นี่” มัลฟอยพูดเรียบๆ และทันใดนั้นพ่อมดนักโบราณคดีก็รีบกุลีกุจอออกมาต้อนรับพวกเขา แฮร์รี่ส่ายหน้าขบขันให้ตายสิเขาน่าจะรู้ ตระกูลมัลฟอยนี้ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ได้ด้วยเงินใต้โต๊ะสินะ แล้วเงินที่ว่าก็พาพวกเขาลงลึกเข้าไปในอุโมงใต้วิหาร แฮร์รี่มองไปตามกำแพงที่เต็มไปด้วยอักษรแฮโรกราฟอย่างทึ่งๆ

 

พ่อมดที่ทางเข้าพวกเขามาไม่ยอมให้ทั้งคู่นำไม้กายสิทธิ์เข้ามาด้วย และไม่ว่าเงินขนาดไหนก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจเขาได้ ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยกำแพงเวทมนต์สำหรับป้องกันขโมยเข้ามา เพื่อป้องกันการขโมยออกไปคนที่มาเยี่ยมชมต้องทิ้งไม้กายสิทธิ์เอาไว้และต้องผ่านการค้นตัวอย่างถี่ถ้วนก่อนจะกลับออกไปพร้อมไม้กายสิทธิ์ได้

ดังนั้นพวกเขาจึงต้องเดินท่ามกลางความมืด ถือตะเกียงเหมือนมักเกิลธรรมดา

 

“แล้วพวกเราจะแปลอักษรตามกำแพงนี้ได้ไงถ้าใช้คาถานักแปลไม่ได้” แฮร์รี่บ่นอุบ

 

“ฉันแปลให้นายได้” มัลฟอยพูดเรียบๆ ส่วนแฮร์รี่ได้แต่กลอกตา แน่นอนหล่ะคนอย่างมัลฟอยต้องอ่านอักษรเฮโรกราฟได้ แล้วหมอนั้นคงพูดได้หกภาษา อ่านเขียนได้อีกสิบสองภาษาสบายๆ

 

อุโมงทางแยกด้านหนึ่งถูกปิดเอาไว้ด้วยไม้เก่าๆที่ทาสีเป็นคำว่า อันตราย - ห้ามเข้า แน่นอนว่าไอ้คำเตือนโจ้งๆแบบนี้คงเป็นเหมือนการท้าทายคนที่ทำอะไรได้ตามใจทุกอย่างอย่างคุณชายตระกูลมัลฟอยเพราะร่างบางยืนมองผ่านกระดานไม้เหล่านั้นอย่างสนอกสนใจเต็มที

 

“อันตรายจากอะไรล่ะ” มัลฟอยพูดกับตัวเอง  

 

“จะอะไรก็ช่างเถอะแต่มันอันตรายเข้าใจไหม” แฮร์รี่รีบพูด

 

“นี้นายไม่มีหัวใจนักผจญภัยเลยรึไงหึพอตเตอร์”

 

“แค่ต้องมีพันธสัญญาผูกกับนายชั่วชีวิตก็เท่ากับผจญภัยมากพอแล้วน้า”

 

“พวกเรายังไม่ได้ทำพิธีกันซะหน่อย” มัลฟอยพึมพำเบาๆ เบาเสียจนแฮร์รี่เกือบจะไม่ได้ยิน

แล้วเจ้าตัวก็เดินไปดึงไม้กระดาน หันหลังให้แฮร์รี่โดยไม่รุ้ตัวเลยว่าคำพูดของเขานั้นส่งผลต่อแฮร์รี่อย่างใจบ้าง ...มันก็จริงที่พวกเขายังไม่ทำพิธีผูกพันธสัญญา...และมันคงไม่มีวันที่พิธีจะสำเร็จเพราะพิธีจะสำเร็จด้วยเซ็กซ์เท่านั้น แฮร์รี่ไม่แม้แต่จะหวังเพราะมัลฟอยแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขานั้นไม่มีวันที่จะคิดทำอะไรแบบนั้นกับแฮร์รี่

 

แต่มัลฟอยที่ว่านั้นก็พูดว่า ยังไม่ได้ทำ หมายความว่ายังไงกันแน่

 

เสียงไม้กระดานอีกอันถูกดึงออกมาปลุกแฮร์รี่กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เขารีบกลบทุกความคิดที่เกี่ยวกับพิธีกรรมทุกอย่าง แม้ว่าสองสามวันนี้มัลฟอยจะใจดีกับเขาผิดปกติ แต่เขารู้ว่าไม่มีวันที่มัลฟอยจะยอมให้เขาถึงขนาดนั้น

 

เมื่อแฮร์รี่เงยหน้าขึ้นอุโมงที่ถูกปิดด้วยไม้กระดานก็เปิดออกเป็นรูแคบๆพอให้ร่างบางลอดเข้าไปได้

“มัลฟอยนายทำอะไรน่ะ” แฮร์รี่ถามอย่างตกใจ

“กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!”

 

“อย่าพูดเหมือนป้าแก่ๆหน่อยเลยน่าพอตเตอร์ ฉันแค่อยากเห็นว่าที่บอกว่าอันตรายน่ะมันมีอะไรกันแน่ นายคิดว่ามันหมายถึงคำสาปรึเปล่า หรือว่าสัตว์ประหลาดแต่ถ้าเป็นอย่างนั้นพวกเขาคงไม่กันสัตว์ประหลาดด้วยแค่ไม้กระดานแน่ๆ ให้ฉันเดานะพวกนั้นคงแค่อยากกันคนนอกออกจากเขตที่เพิ่งค้นพบ…”

 

แล้วทั้งมัลฟอยทั้งตะเกียงก็ค่อยๆเดินห่างออกไป บังคับให้แฮร์รี่ต้องรีบลอดเข้ามาและเดินตามร่างบางไม่ห่าง

 

“นี้นายบ้าไปแล้วรึไงห๋า ไม่เข้าใจรึไงคำว่าอันตรายน่ะ แปลให้นะมันแปลว่าไม่ปลอดภัยเว้ย”

 

“โอ๊ยพอตเตอร์เลิกบ่นซะที ใครห่วงความปลอดภัยกันนักหนานะ”

 

แล้วเหมือนคำพูดของมัลฟอยเป็นคำแช่งหรืออย่างไร เพราะทันใดนั้นเพดานหินก็ยุบตัวลงทิ้งหินหนักทับร่างชายหนุ่มจากบ้านสลิธิรีน ทิ้งเพียงฝุ่นคลุ้งไปทั่ว

 

“เดรโก!” แฮร์รี่ตะโกนลั่น เขารีบใช้มือคุ้ยเศษหิน ให้ตายสิถ้าเขามีไม้กายสิทธิ์นะ คิดแล้วแฮร์รี่ก็หมุนตัวแล้วยื่นมือออกพร้อมตะโกนคาถา “แอ็กซิโอ ไม้กายสิทธิ์”

 

เวลาผ่านไปเกือบนาทีก่อนที่แฮร์รี่จะได้ยินเสียงไม้แหวกอากาศและเข้ามาในมือเขา เขารีบหันกลับไปเสกคาถาไล่ฝุ่น ก่อนจะเสกตะเกียง แสงจากตะเกียงเผยภาพที่ทำให้แฮร์รี่แทบหยุดหายใจ ใต้กองหินตรงหน้าเขามีเท้าและขาเพียงข้างเดียวของมัลฟอยโผล่ออกมา อย่างอื่นถูกฝังกลบใต้หินหนัก

 

“สัด” แฮร์รี่สบถแล้วรีบเสกคาถายกหินออกให้เร็วเท่าที่จะทำได้ เขาต้องหยุดเป็นระยะเพื่อกันไม่ให้เพดานหินทรุดลงมาเพิ่มขึ้น ในที่สุดเขาก็เห็นร่างของมัลฟอย นอนอยู่อย่างบิดเบี้ยวผิดรูปร่างและกองเลือดนองใต้ร่างนั้น

 

“คุณคิดจะทำอะไรน่ะ” เสียงตะโกนของนักโบราณคดีดังมาตามอุโมง เขาคงรีบลงมาตามไม้กายสิทธิ์ของแฮร์รี่หรือเสียงเพดานทรุด

 

“เพื่อน..เพื่อนของผมติดอยู่ใต้หิน” แฮร์รี่ตะโกนตอบ พร้อมกันยกหินอีกก้อนออกจากหลังของมัลฟอย หินนั้นดูใหญ่มากพอที่จะทำลายกระดูกสันหลังให้แหลกละเอียดได้ แต่โชคดีที่มันติดระหว่างกำแพงก่อนที่มันจะทับลงมาบนตัวมัลฟอย

 

ทันทีที่เขาเสกเศษหินให้หมดไปจากร่างมัลฟอย เขาก็รีบรุดเข้าไปที่ร่างนั้น

“พระเจ้า พระเจ้า อย่าตายนะ” เขาภาวนาพร้อมกับกดนิ้วเข้ากับจุดชีพจรบนลำคอซีด เขาสะอื้นเมื่อหาชีพจรไม่พบ ก่อนที่เส้นเลือดจะเต้นเบาๆใต้นิ้วเขา ทันใดนั้นแฮร์รี่ก็รู้สึกเหมือนมีพลังงานไหลผ่านจากมือเขา พลังงานที่คุ้นเคยแต่คราวนี้มันต่างออกไป มันเป็นความรู้สึกเหมือนครั้งแรกที่เขาสัมผัสมัลฟอย หากแต่คราวนี้แทนที่จะพลังงานที่ส่งเข้ามาในตัวเขากลับเป็นจากตัวเขาออกไป เขารีบใช้ทั้งมือแตะตัวมัลฟอยหวังว่าอย่างน้อยๆเวทมนตร์โบราณนี้จะทำให้มัลฟอยมีชีวิตรอดต่อไปอีกนิด

 

“ตามตัวผู้บำบัดมาเดี๋ยวนี้” แฮร์รี่รีบตะโกนใส่นักโบราณคดี

 

ในที่สุดเขาก็ได้ยินเสียงหายใจของมัลฟอย...หรือเขาอาจจะแค่ประสาทหลอนไปเอง เขาขยับมือจากลำคออีกคน ปลดกระดุมเสื้อและคราวนี้วางทั้งมือเหนือหัวใจอกคน ภาวนาให้พลังงานนั้นช่วยให้หัวใจของมัลฟอยเต้นจนกว่าผู้บำบัดจะมาถึง พร้อมกับใช้อีกมือเสกคาถารักษาทุกคาถาที่เขารู้

 

เขารู้สึกเนิ่นนานเหมือนร้อยปีก่อนที่พ่อมดฝุ่นเขรอะจะกลับมาพร้อมกับผู้บำบัด หล่อนเป็นชาวอียิปต์ในเสื้อคลุมสีฟ้าที่คลุมทั้งร่าง เธอถามพ่อมดนักโบราณคดีเป็นภาษาอาราบิคเร็วปร๋อ แล้วรีบร่ายคาถาในภาษาของเธอใส่ร่างมัลฟอย แฮร์รี่มองเธอแล้วรออย่างใจจดใจ่อ ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นในเวลาไม่นาน...รักษาคนไม่มีทางเร็วขนาดนั้น…เขาตกใจแล้วรีบมองหน้านักโบราณคดีข้างๆ

 

“เธออยากรู้เพื่อนคุณเป็นอะไร” ชายคนนั้นหันมาถามแฮร์รี่

 

“คุณพูดอะไร” แฮร์รี่ตะโกนลั่น

“เขาถูกหินหล่นทับไม่เห็นรึไง เห็นเลือดนั้นไหม ขาเขาหัก มือเขาเกือบหลุดออกมาก แล้ว…” แฮร์รี่เหลือบตาไปมองมัลฟอยแล้วต้องตกใจ มือที่เต็มไปด้วยรอยเลือดและบิดเบี้ยวตอนนี้กลับอยู่ในสภาพสมบูรณ์เหมือนไม่เคยมีอะไรมาก่อน

 

“เธอบอกว่าไม่มีกระดูกหัก ไม่มีบาดแผล ไม่มีเลือดตกใจ”

 

หญิงสาวพูดออกมาในภาษาที่แฮร์รี่ไม่เข้าใจ ก่อนจะหันมายิ้มให้เขา

 

“เธอบอกว่าคุณไม่ควรตระหนกในครั้งต่อไป แล้วคุณเป็นผู้บำบัดที่ยอดเยี่ยมมาก”

 

แล้วผู้บำบัดสาวก็หันหลังหายตัวไป

 

“ผมไม่ใช่ผู้รักษษ” แฮร์รี่พูดอย่างงงๆ

 

“เขาแค่ต้องนอนพักเท่านั้น ตามที่เธอบอกนะ” พูดจบชายคนนั้นก็ยื่นไม้กายสิทธิ์ของเดรโกให้กับเขา เขาพยักหน้ารับแล้วก้มลงอุ้มมัลฟอยก่อนจะหายตัวกลับไปที่โรงแรมในอเล็กซานเดรีย

เมื่อวางร่างบางลงบนที่นอน แฮร์รี่ได้แต่เดินไปเดินมาครุ่นคิด ถ้าหากผู้บำบัดคนนั้นเข้าใจผิดหล่ะ ถ้าหากจริงๆแล้วมีเลือดตกใจที่เธอหาไม่พบล่ะ

คิดแล้วแฮร์รี่ก็รีบเช็คเอาท์ แล้วหายตัวพาเดรโกกลับมาที่โรงพยาบาลเซนต์มังโก ผู้บำบัดจากเซนต์มัลโกก็ยืนยันเช่นกันว่าไม่มีอะไรผิดปกติกับเดรโก มัลฟอย อาจจะมีแค่อาการปวดหัวจากการกระแทกเท่านั้นซึ่งรักษาได้ง่ายๆด้วยคาถาและการพักผ่อนเยอะๆ พวกเขายังบอกให้แฮร์รี่พาเดรโกไปพักที่บ้านซึ่งเขาก็ทำตาม

 

เอลฟ์ประจำบ้านไม่ยอมปล่อยให้แฮร์รี่ผ่านเข้ามาในอาณาเขตคฤหาสถ์มัลฟอยง่ายๆ จนเขาต้องขู่ว่าเขาไม่ส่งตัวเดรโกเข้าไปในบ้านนั้นแน่ๆหากเขาไม่ได้เข้าไปด้วย และเดรโกคงตื่นขึ้นมาอย่างหงุดหงิดที่ต้องนอนบนพื้นแทนที่จะเป็นเตียงนุ่มๆในห้องนอนของเขา นั้นทำให้พวกเอลฟ์ยอมพร้อมกับร่ายคาถาส่งร่างเดรโกเข้าไปในห้องนอนพร้อมๆกับแฮร์รี่

 

แฮร์รี่ถอดเสื้อของร่างบางออก แล้ววางร่างนั้นใต้ผ้าห่ม มือปัดเศษผมของออกจากหน้าของอีกคน ก่อนจะทิ้งตัวลงที่เก้าอี้ข้างเตียงมองอีกคนหลับ...และเขาก็หลับตามไปด้วยไม่นาน ในท่าที่มือแตะจี้ทองบนคอของตัวเอง

 

###

 

“พอตเตอร์” เสียงเรียกชื่อปลุกแฮร์รี่ขึ้นมา เขากระพริบตาถี่ๆปรับสายตาให้เข้ากับความมืด มีเพียงแสงจันทร์ส่องเข้ามาเท่านั้น เขามองไม่เห็นเดรโกท่ามกลางความมืดแต่เขาก็รีบรุดตัวไปที่เตียง

 

“มัลฟอย” มือของเขาคว้ามือเรียวอีกคนได้ ก่อนที่มือนั้นจะดึงแฮร์รี่จนเขามาอยู่บนเตียงด้วย

 

“ฉันอยู่บ้านเหรอ” มัลฟอยถามเบาๆ

 

แฮร์รี่พยักหน้า ก่อนจะนึกได้ว่ามัลฟอยคงมองไม่เห็นเขาเหมือนกัน

“ฉันพานายกลับบ้านน่ะ ฉัน...ฉันเป็นห่วงนาย”

 

มัลฟอยเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะพูดอีกครั้ง

“ฉันคิดว่าฉันตายไปแล้วซะอีก”

 

แฮร์รี่บีบมืออีกคนให้กำลังใจ “ไม่ตายซะหน่อย แต่เกือบๆนะ”

 

“นายช่วยชีวิตฉัน”

 

“ฉัน...พวกเขาบอกว่าฉันเป็นคนรักษานาย แต่ฉันไม่รู้สิ ฉันใช้ทุกคาถาที่รู้ แต่มันไม่น่าจะ…”

 

มัลฟอยหัวเราะเบาๆ “พอตเตอร์ นายนี้มันงี่เง่าไม่เปลี่ยนเลยน้า นายไม่ได้อ่านตำนานเกี่ยวกับวีล่าเลยใช่ไหมเนี้ย”

 

แฮร์รี่หน้าแดง “ฉันอ่านนะ”

 

“วีล่ามีพลังรักษาคู่ชีวิตของตัวเองได้ ผลพลอยได้จากพลังงานเวทมนตร์ของวีล่าและคู่น่ะ แล้วที่ต้องเป็นอย่างนั้นเพราะวีล่าอาจจะรุนแรงไปสักนิดเวลาอยู่บนเตียง…”

 

แฮร์รี่ไม่รอให้อีกคนพูดจบ เขาขยับตัวแล้วประกบจูบเข้ากับริมฝีปากอีกคน เป็นวิธีที่ทำให้มัลฟอยเงียบเร็วที่สุด แล้าเขาก็ต้องประหลาดใจที่แทนที่มัลฟอยจะผลักไสเขา ร่างบางกลับโน้มคอเขาลงมาจูบอย่างดูดดื่ม หัวใจเขาเขาเต้นรัวพยายามบอกตัวเองว่านี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เขากำลังโกหกใครอยู่กันแน่ หัวใจเขาเต้นรัวจนเขาคิดว่าตัวเองอาจจะหัวใจวายเสียก็ได้จากเพียงการกระทำเช่นนี้ของมัลฟอย

 

มือเรียวลูบไล่ตามบ่าผ่านลงมาที่หลัง สัมผัสนั้นทำให้แฮร์รี่ตัวสั่น เขาส่งความรู้สึกทุกอย่างผ่านในจูบ...ความต้องการ...ความสิ้นหวัง...แล้วก็ความรักที่มีอยู่ล้น มือของเขาเลื่อนสำรวจไปทั่วกายของอีกคน มัลฟอยทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าเขาไม่เคยพอ..และเขาก็ไม่แน่ใจว่าจะมีวันไหนที่เขาจะพอ

 

เมื่อมืออีกคนขยับลงไปปลดกางเกงของแฮร์รี่ หัวใจเขาของแทบจะหยุดเต้น สมองส่วนที่ยังพอทำงานของเขาพยายามกรีดร้องบอกให้เขาหยุดเดี๋ยวนี้ แต่คนข้างหน้าเขาคือมัลฟอย...มัลฟอยในชุดชั้นในเท่านั้น ...และทันทีที่กางเกงของแฮร์รี่ถูกปลดออกเขาไม่มีวัน...ไม่มีวันหยุดตัวเองได้  

 

“มะ...มัลฟอย...เราไม่ควร” แฮร์รี่พยายามพูดออกมาอย่างยากเย็น

 

แต่ทันใดนั้นมือของเดรโกก็ล้วงเข้าไปเกาะกุมส่วนแข็งขืนร้อนผ่าวของเขา สมองของเขาพร่ามัว เขาได้แต่หลับตาครางแผ่ว ก่อนจะพลิกร่างอีกคนให้นอนอยู่ใต้ร่างเขา จูบร่างนั้นอย่างร้อนแรง ความคิดเดียวที่เหลืออยู่ในหัวเขาคือ ...เขาต้องเข้าไปอยู่ในตัวเดรโกเดี๋ยวนี้

 

ใช่ทั้งจูบทั้งการกอด ทุกอย่างมันดีเยี่ยม แต่มันดีกว่านี้ได้อีก ถ้าเพียง....คิดแล้วเสื้อผ้าทุกชิ้นของเขาก็หายไป ความต้องการครอบคลุมทั้งร่างกายของเขา เขาต้องการเดรโกเหลือเกิน เขากำลังจะแพ้ แต่แฮร์รี่ก็คือแฮร์รี่ไม่ว่าจะมีสายเลือดวีล่าหรือไม่มีก็ตาม เขาใช้กำลังสุดท้ายควบคุมตัวเองเอาไว้

 

“เดรโก” แฮร์รี่พูดออกมาอย่างทรมาณ

“พระเจ้า...เดรโก...พวกเราทำอย่างนี้ไม่ได้ มันจะทำให้พันธสัญญาสมบูรณ์” ร่างกายของเขาสั่นไหว มันไม่ยอมที่จะหยุดแค่นี้

 

“ไม่เป็นไร” เดรโกพูดเบาๆ วินาทีนั้นแฮร์รี่ไม่ต้องการสิ่งใดมากไปกว่าเห็นหน้าร่างที่อยู่ใต้เขา

 

“ไม่”

 

เดรโกขยับตัวพร้อมร่ายคาถา ทันใดนั้นทั้งห้องก็ส่องสว่างด้วยแสงสีม่วง ไฟดวงเล็กๆสีม่วงเหมือนหิ่งห้อยบินอยู่รอบๆตัวเขา ใบหน้าของมัลฟอยใต้แสงสว่างน้อยๆนั้นทำให้แฮร์รี่พูดไม่ออก มือเรียวยกขึ้นแตะแก้มแฮร์รี่

 

“ฉันต้องการนาย” เดรโกพูดน้ำเสียงจริงใจและดวงตาสีเทานั้นไม่โกหก ...เขาแพ้แล้ว...แฮร์รี่ครางแล้วพรมจูบที่ใบหน้าอีกคน

เขาต้องเตือนให้ตัวเองอย่าหยุดหายใจขณะที่เดรโกขยับดึงเขาเข้าไปจูบ แน่นอนว่าเขาอาจจะรู้สึกดึงดูดหาเดรโกในตอนแรกเพราะสายเลือดวีล่าในตัวเขา...แต่ทุกอย่างหลังจากนั้นเป็นความรู้สึกของเขาล้วนๆ

 

แฮร์รี่ไม่แน่ใจว่าเขาควรตะต้องทำอะไรต่อ แต่มือของเดรโกช่วยนำเขาไปยังจุดที่ถูกต้องและร่างบางเป็นคนร่ายคาถาที่จำเป็นต่างๆ แฮร์รี่ต้องข่มความหงุดหงิดที่รู้ว่าเดรโกเคยทำแบบนี้กับคนอื่น มันเป็นแค่อดีต คนในปัจจุบันคือเขา เดรโกยอมเปิดใจให้กับเขาและนั้นก็เกินพอ

 

แฮร์รี่ค่อยๆฝังตัวเข้าไปในร่างเดรโก มือของอีกคนวางอยู่บนหลังเขาขณะที่ร่างนั้นแอ่นขึ้นตอบรับเขา เขาหายใจหอบความรู้สึกอุ่นร้อนบีบรัดรอบตัวเขา พลังงานเวทมนต์ส่งผ่านระหว่างเขากับเดรโก มันทำให้เขารู้สึกเหมือนเขาถึงสวรรค์ครั้งแล้วครั้งเล่า

 

“พระเจ้า” เดรโกหอบ ตาเบิกกว้างอย่างประหลาดใจ

 

“ว้าว” แฮร์รี่พูดได้แค่นั้นก่อนที่เดรโกจะขยับตัวอีกครั้ง หยุดโลกของแฮร์รี่ให้ทุกอย่างมารวมกันที่ส่วนอ่อนไหวของเขา เดรโกครางหอบเข้าไปในหูเขา เขาตั้งใจจะทำให้เดรโกลืมคนรักในอดีตทุกคนและจดจำแต่เพียงสัมผัสของเขาเท่านั้น เขาขยับตัวตามสัญชาตญาณเท่านั้น ทุกการเคลื่อนไหว ทุกเสียง ทุกสัมผัสระหว่างกันส่งให้แฮร์รี่รู้สึกเหมือนอยู่ในสวรรค์และความรู้สึกของเขาก็ส่งผ่านไปยังเดรโก จนกระทั่งเดรโกครางด้วยความสุขสมและเสียงนั้นตรงเข้าไปยังส่วนอ่อนไหวของแฮร์รี่ด้วยเช่นกันส่งให้เขาข้ามไปอีกฝั่งโดยไม่ช้า

 

“แฮร์รี่” เดรโกครางพร้อมกับกัดต้นคอแฮร์รี่ขณะปลดปล่อยเข้ามาในมือแฮร์รี่  

 

แฮร์รี่กัดริมฝีปากตัวเองแน่น เขาจะไม่ยอมพูดอะไรโง่ๆออกมาอย่าง ฉันรักนาย อะไรแบบนั้นเด็ดขาด แม้ว่าเขาจะคิดอยู่ในหัวก็ตาม เขาหยุดแค่เพียงครางเรียกชื่อเดรโก เดรโกกอดเขาแน่น และแฮร์รี่พยายามทำเหมือนกับว่านี้เป็นหนึ่งในสัมผัสที่เขาทำกับเดรโก หาใช่ประสบการณ์ที่คงจะเกิดกับเขาเพียงครั้งเดียวในชีวิต

 

เมื่อสงบลงเขาพรมจูบลงบนกระหม่อม คาง และต้นคอของอีกคน พร่ำพูดบอกรักเดรโกอยู่ในใจ เดรโกถอนหายใจออกมาทำให้แฮร์รี่หยุดทันทีคิดว่าอีกคนคงไม่อยากจะสัมผัสเขาหลังจากนี้อีกแล้ว คิดแล้วแฮร์รี่ก็ยันตัวขึ้นจากเตียง แต่เดรโกกลับยื่นมือมาจับข้อมือของเขาเอาไว้เสียก่อน

 

“อยู่ที่นี่แหละ” ร่างบางสั่ง “กริฟฟินดอร์งี่เง่าเอ้ย”

 

แฮร์รี่ปฏิเสธไม่ได้ เขาทำไม่ได้แม้แต่จะหาคำพูดอะไรมาตอบโต้คำด่าของเดรโก เขาทำได้แต่เพียงนอนลงข้างๆเดรโกและจ้องเข้าไปในดวงตาสีเทา เขาอ่านสีหน้าของอีกคนไม่ออก แต่เขาหวังว่าอย่างน้อยเดรโกจะไม่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขากำลังจะเปิดปากถามแต่เดรโกก็หยุดเขาเอาไว้เสียก่อน

 

“หยุด” เดรโกพูดเรียบๆ

 

แฮร์รี่กลืนคำถามลงคอ แล้วรั้งมือของอีกคนขึ้นมาแนบหน้าเขาก่อนจะไล่จูบทีละนิ้ว เดรโกหลับตาและเมื่อแฮร์รี่ปล่อยมือนั้น ร่างบางก็ใช้มือนั้นรั้งร่างแฮร์รี่ให้เข้ามาใกล้ เขากอดตอบและหลับไปอย่างมีความสุข

 

###

 

ตอนที่แฮร์รี่ตื่นนั้นเดรโกยังคงหลับสนิทแม้ว่าแสงอาทิตย์จะส่องสว่างมากแล้วก็ตาม แต่ถึงสว่างแค่ไหนแต่นี้คือฟ้าของอังกฤษ แถมยังเป็นอังกฤษในเดือนธันวาคมอีกด้วย เดือนที่ฟ้าหม่น เต็มไปด้วยฝนและหิมะ

 

แฮร์รี่นั่งมองร่างบางที่หลับไหลนานเท่าที่เขาจนทนได้ จดจำรูปหน้าที่แสนงดงาม ขนตายาวสีอ่อน ผมสีเงินยุ่งเหยิง ริมฝีปากอื่มเผยอออกเล็กน้อยยามเจ้าตัวหลับ เขาอยากจะก้มลงไปสัมผัสรสกับริมฝีปากคู่นั้นอีกครั้งเหลือเกิน

 

แต่เขาก็ห้ามตัวเองเอาไว้ได้พร้อมกับลุกขึ้นจากเตียง เดรโกคงเกือบหายสนิทแล้ว...แต่แฮร์รี่นี้สิคงไม่มีเวทมนตร์ใดจะเยียวยาเขาได้ แฮร์รี่ลุกขึ้นแต่งตัวแล้วครุ่นคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาหลังพันธสัญญาสมบูรณ์แล้ว เขาไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นไปได้ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สนใจศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากพิธีกรรมเสร็จสิ้น

 

สุดท้ายแล้วแฮร์รี่ก็รีบหยิบแว่นและไม้กายสิทธิ์ ก่อนจะแอบจากห้องอย่างเงียบเชียบและใช้เครือข่ายฟลูส่งตัวเองกลับบ้านโดยมีเอลฟ์ประจำบ้านของมัลฟอยมองเขาไม่ห่าง

 

###

 

แฮร์รี่อยากให้เฮอร์ไมโอนี่ช่วยปิดไอ้ไฟกระพริบบนต้นคริสต์มาสกลางห้องนั้นซะทีเถอะ มันทำให้ทั้งบ้านดูเหมือนอยู่ในเทศกาลรื่นเริงไม่เข้ากับอารมณ์ขุ่นๆของแฮร์รี่เลยสักนิด และมันยังย้ำเตือนเขาว่าแม้เขาหายไปเกือบสามสัปดาห์เต็มๆแต่โลกก็ยังสามารถมีความสุขและเคลื่อนที่ต่อไปโดยไม่มีเขา ...คิดๆดูแล้่วนี้เขาถูกไล่ออกรึยังนะ

 

เพื่อนสนิทสาวส่งเอ๊กน๊อกแก้วที่สามให้เขาขณะที่เขาเดินไปเดินมาอย่างกระวนกระวาย เขาจิบเครื่องดื่มอุ่นๆในมืออย่างไม่สนใจเท่าไหร่เนื่องจากมันไม่ใช่เครื่องดื่มสุดโปรดของเขา แต่อย่างน้อยมันก็มีรัม

 

“อ้ะ เสร็จละ” หล่อนพูดแล้วยื่นม้วนกระดาษส่งให้เขา แฮร์รี่รับมาแล้วเป่าลมใส่กระดาษเบาๆเร่งให้หมึกแห้ง ก่อนจะพยักหน้าเมื่อเห็นทุกอย่าง...ดีเยี่ยม

“แต่ฉันว่านายน่าจะคุยกับมัลฟอยนะ” หล่อนมองเขาด้วยสายตาผิดหวัง

 

ทันใดนั้นเตาผิงของเฮอร์ไมโอนี่ก็ลุกพือ ฝุ่นควันกระจายไปทั่ว พร้อมกับร่างของเดรโก มัลฟอยก้าวออกมาจากเตาผิง หน้าบึ้งตึง แฮร์รี่รีบหันไปมองเฮอร์ไมโอนี่อย่างตกใจ แต่เพื่อนสาวของเขาก็รีบลุกหนีพร้อมกับหลบหน้าเขาอย่างรู้สึกผิด

“คือฉันต้องไปเอาอะไรสักอย่างจากห้องนอนน่ะ” พูดจบปุ๊บเธอก็วิ่งตรงไปที่ระเบียงหายไปทันที ทิ้งให้แฮร์รี่อ้าปากค้าง เธอต้องเป็นคนเรียกเดรโกมาที่นี่แน่ๆ และเดรโกที่ว่าก็กำลังเดินตรงมาที่เขาซะด้วย

 

“นี้นาย! คิดยังไงถึงหนีออกมาจากบ้านฉันกลางดึกแบบนั้นห๋า” เดรโกตะโกนใส่หน้าเขา ตาสีเงินเป็นประกายอย่างคนโกรธจัด

 

แฮร์รี่รีบเถียงกลับ “ฉันไม่ได้หนีนะ แล้วตอนฉันตื่นมันก็เกือบ 11 โมงเช้าแล้ว” เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเดรโกต้องโกรธเขาซะขนาดนี้ เขารีบส่งม้วนกระดาษในมือให้เดรโกเผื่อมันจะทำให้ร่างบางสงบใจลงบ้าง

“ฉันมาค้นคว้าเกี่ยวกับพันธสัญญากับวีล่า แล้วมันก็ทำให้ฉันนึกได้ว่าฉันเคยมีคดีนึงที่ต้องใช้คาถาเพื่อไล่การผูกติดของผีร้าย เฮอร์ไมโอนี่ช่วยแปลงคาถานิดหน่อยแล้วฉันคิดว่านี้น่าจะช่วยได้”

 

เดรโกดึงม้วนกระดาษมาอ่าน และถ้าแฮร์รี่คิดว่าที่ผ่านมานั้นเขาเคยเห็นเดรโกโกรธ มันเทียบไม่ได้เลยกับหน้าตาของเดรโกเมื่ออ่านจบ

“คาถานี้ฆ่านายได้เว้ย”

 

แฮร์รี่ยักไหล่ ไม่ใช่ว่าเขาโอเคกับความตายแต่ก็ไม่ใช่ว่าเขากลัวความตายเช่นกัน

“มันก็มีโอกาสนะ”

 

เดรโกอ้าปากแล้วหุบเหมือนจะหาคำพูด ก่อนจะหลับตา เมื่อเดรโกพูดออกมาอีกครั้งเสียงอีกคนกลับนุ่มลงจนเขาประหลาดใจ

“นาย...นายยอมเสี่ยงตายดีกว่าที่จะต้องมาเป็นคู่ชีวิตกับฉันเหรอ”

 

แฮร์รี่กลืนน้ำลายแล้วบอกตัวเองว่าไอ้ความเสียใจที่สะท้อนในดวงตาของอีกคนน่ะเขาคิดไปเองทั้งนั้น

“นี้ฉันไม่ได้ทำเพื่อตัวเองนะ… ฉัน… ฉันไม่...คิดมาก...หรอกที่จะต้องเป็นคู่ชีวิตกับนาย” เพราะฉันรักนายไงเล่า แฮร์รี่เกือบจะพูดประโยคที่อยู่ในใจนั้นออกไปแต่เขาก็ปิดปากตัวเองทัน

“แต่นายไม่ควรที่จะต้องมาผูกพันกับฉันชั่วชีวิตแบบนี้ นายไม่ต้องการมัน ให้ตายสินายเกือบจะตายเพราะฉันด้วยซ้ำ ฉันอยากให้นายเป็นอิสระนะ”

 

“เพราะฉะนั้นนายถึงต้องเสียสละตัวเองรึไงพอตเตอร์” มัลฟอยทำหน้าเบ้

“พ่อพระซะเหลือเกิน”

 

แฮร์รี่ขบฟัน ส่วนเดรโกนั้นก้าวเข้ามาใกล้เขามาขึ้น

“อย่าคิดเองเออเองว่าฉันต้องการอะไรพอตเตอร์” ปลายไม้กายสิทธิ์ของมัลฟอยแตะที่คางเขา บังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นมองตรงไปที่ตาสีเทาคู่นั้น

 

“แล้วถ้านายอยากรู้ว่าฉันคิดยังไง” เดรโกพูดจบก็ร่ายคาถาใส่ม้วนกระดาษส่งให้มันไหม้เป็นเถ้าถ่านในชั่วพริบตา แฮร์รี่รีบขยับตัวจะไปหยิบเศษกระดาษนั้นแต่เดรโกรั้งมือเขาไว้แน่น

 

“ไม่มีใครหน้าไหนทิ้งคนจากมัลฟอยไปได้” พูดจบเดรโกก็รั้งตัวแฮร์รี่เข้ามาจูบแน่น แฮร์รี่รู้สึกสับสนไปหมด

 

“นี้...นี้หมายความว่านายต้องการจะเป็นคู่ชีวิตของฉันจริงๆโดยมีพันธสัญญา”

 

“เอาเป็นว่าตอนนี้การอยู่กับนายชั่วชีวิตไม่ได้แย่อย่างที่ฉันเคยคิด”

“แล้วฉันยกเลิกการหมั้นแล้วเมื่อเช้านี้”

 

“อะไรนะ”

 

“เงียบน่าพอตเตอร์ นายอยู่ที่คฤหาสถ์ไม่ได้เพราะพวกเอลฟ์เกลียดนายและเผลอจะแอบฆ่านายตอนหลัง แฟลตของนายนี้ก็เลิกคิดไปได้เลยเพราะฉันไม่มีวันอยู่ในที่ที่มีห้องน้อยกว่าหกห้องให้ฉันใช้ส่วนตัว”

 

แฮร์รี่ยิ้มกว้าง ขณะที่เดรโกพูดต่อ

“แล้วฉันก็ไม่อยู่ในชนบทเด็ดขาด ฉันแพ้ดอกไม้ป่าแล้วก็...อากาศบ้านไร่ เลิกมองหน้าฉันแบบนั้นได้แล้วพอตเตอร์ ไม่อย่างนั้นฉันจะ…”

 

แต่จูบของแฮร์รี่ปิดปากเดรโกเสียก่อนอีกคนจะได้ขู่เขา หัวใจเขาเหมือนจะหยุดเมื่อเดรโกยืดตัวและตอบรับเขาอย่างดี

 

แฮร์รี่หัวเราะเบาๆอย่างรักใคร่ “พระเจ้า นายนี้มันน่าจับตีก้นสุดๆ ทำไมฉันถึงรักคนอย่างนายก็ไม่รู้”

 

“แล้วบอกเอาไว้เลยว่าฉันต้องเป็นคนเลือกบ้านของเรา ส่วนนายเป็นคนจ่าย” เดรโกพูดต่อเหมือนกันว่าไม่ได้ยินประโยคที่แฮร์รี่เพิ่งพูดออกไป ก่อนจะหยุดแล้วมองหน้าแฮร์รี่อย่างตกใจ ตาสีเงินเบิกกว้าง

“นี้นายเพิ่งบอกว่า…”

 

แฮร์รี่หัวเราะพร้อมรั้งร่างบางเข้ามากอดแน่น “ใช่ๆ ไม่รู้ว่าทำไมแต่ฉันตกหลุมรักนายมาสักพักแล้ว”

 

และนี้เป็นครั้งแรกที่เดรโกพูดอะไรไม่ออก มีเพียงแค่รอยยิ้มกว้างส่งกลับมาให้แฮร์รี่ รอยยิ้มที่สวยงามจับใจเป็นที่สุด พูดตรงๆทุกอย่างของเดรโกจับใจเขาทั้งนั้นแหละ

 

“ถ้าอย่างนั้นเราน่าจะกลับไปที่คฤหาสถ์มัลฟอยแล้วทำสิ่งที่ฉันอยากจะทำกับนายต่อจากเมื่อคืนดีไหม” มัลฟาอยถามออกมายิ้มๆ

 

“บอกมาก่อนว่าสิ่งนั้นคืออะไร”

 

เดรโกกระซิบตอบ คำตอบของอีกคนทำให้ร่างกายแฮร์รี่ร้อนเหมือนโดนไฟเผา ให้ตายสิเขานี้เขาจะได้รู้สึกอย่างนี้ตลอดชีวิตเหรอ

“เฮอร์ไมโอนี่ ฉันจะส่งจดหมายมาหานะ” แฮร์รี่รีบตะโกนบอกเพื่อนรักขณะลากเดรโกเข้าไปในเตาผิง

 

เขาจะตายเพราะสำลักความสุขไหมหนอ เขาแทบจะรอคำตอบนั้นไม่ไหว

 

Fin


Note: จบแล้วค่ะ เราชอบเรื่องนี้นะปกติไม่ค่อยเห็นฟิคอีแฮร์รี่เป็นวีล่า แล้วนี้ตลกสุดๆ >< เป็นคนแพ้อะไรตลกๆค่ะ แถมแฮร์รี่ยังแบบหลงเดรแบบหัวปักหัวปำ คนอ่านอย่างเราก็กรี๊ดๆๆๆ 

อ้อคนเขียนเรื่องนี้เขียนในมุมมองของเดรโกเอาไว้ด้วยนะคะ ถ้าอยากจะอ่านว่าหนูเดรคิดยังไงกับแฮร์รี่ตลอดที่ผ่านมาก็ตาม link นี้ไปเลย https://www.fanfiction.net/s/4088825/1/High-Priced-Malfoy-Edition

และเผื่อว่าอ่านใน exteen มัน format ไม่ดีหรือยากอย่างไรก็มีใน Google Doc นะคะ https://docs.google.com/document/d/19PhMzR0Gx3tmUIInUc4qgxh9g7MsbevvBnFzASR2X8Q/pub

คุยกันได้เน้อว่าชอบไม่ชอบอย่างไร <3 

edit @ 1 Nov 2015 14:29:08 by translator

Tags