Two Weeks Notice - Stony

posted on 02 Jul 2016 17:57 by translatefiction in MyFictions directory Fiction

Fic: Two Weeks Notice

Summary: สตีฟตัดสินใจได้แล้วเขาจะลาออก เขาต้องออกแน่ๆ ทำงานกับผู้ชายคนนี้ต่อไปเขาต้องบ้าตายแน่ๆ เขามีเวลาสองสัปดาห์ในการเคลียร์งานทุกอย่างให้เรียบร้อย โอ๊ยแต่ทำไมยิ่งใกล้หมดเวลาสองสัปดาห์มากเท่าไหร่เขายิ่งไม่อยากลาออกมากเท่านั้นนะ

Genre: จะเหลือเหรอคะ ก็ฟลัฟ ฟลัฟเท่านั้นที่ครองโลก

Rating: G - General Audience

Note: มันไม่ได้ crossover เท่าไหร่เลยนะคะ เป็น AU มากกว่า >< จากเรื่อง two weeks notice ค่ะ แต่งร่วมกิจกรรม #heroอาทิตย์ละครั้ง #week8 เพราะดิฉันชอบ rom com แล้วความสัมพันธ์ของคู่ Stony มันคือรอมคอมชัดๆ (แม้จะเป็นรอมคอมที่บอบช้ำสักนิดหลัง civil war ก็เถอะ)

 

ไปอ่านใน Wordpress ของเรา -> https://mllelanefiction.wordpress.com/2016/06/26/two-weeks-notice-stony/

ไปอ่านจาก Google Doc -> https://docs.google.com/document/d/11-HVBBeqcB4hXzNS__Lw9YvS_5gKH5BG4bYHC6okVsA/edit?usp=sharing

 

 

“กริ๊งงงง กริ๊งงงงง” เสียงโทรศัพท์แผดหูดังลั่น จนทำให้ชายหนุ่มร่างสูงที่นอนหลับไหลต้องสะดุ้งตื่น เขารีบควานหาโทรศัพท์มือถือข้างเตียง ก่อนจะครางออกมาเมื่อเห็นชื่อคนโทรมา

“โทนี่” ชายหนุ่มผมทองกรอกเสียงตอบ มือยกขยี้ตา “คุณรู้ไหมว่าตอนนี้กี่โมงกี่ยามแล้ว”

 

“ไม่รู้ ลืมไปแล้วรึไงฉันไม่ชอบใส่นาฬิกา” เสียงทุ้มที่เขาคุ้นเคยตอบกลับมาโดยเสียงปะเชื่อมที่เป็นแบคกราวนด์ด้วย ทำให้เขารู้เลยว่าปลายสายอยู่ที่ไหน เอาน่าอย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่ใช่สถานีตำรวจ

 

“ตีสอง แล้วพรุ่งนี้ผมมีนัดประชุมเช้าคุยกับทีมก่อสร้างเพื่อให้แน่ใจว่าแผนผังโรงงานจะเป็นไปตามแบบที่เรายื่นในรายงานวิเคราะห์ต่อสิ่งแวดล้อม ผมไม่อยากให้สตาร์คอินดัสตรี้ต้องเสียค่าปรับ--”

 

“ยอดเยี่ยมมากสตีฟ ดีใจที่เห็นหัวหน้าทีมกฏหมายของฉันทำงานหนัก ฉันก็ไม่อยากเสียค่าปรับเหมือนกัน แต่นายก็รู้ว่าฉันต้องคุยกับใครเวลาที่มีไอเดียอยู่ในหัว แล้วเป็ปเปอร์ก็ขู่ว่าจะฆ่าฉันถ้าฉันโทรไปปลุกเธอตอนดึก เพราะฉะนั้นก็เหลือแค่นาย ฟังนะสตีฟ เมื่อตอนเย็นฉันไปงานเลี้ยงแล้วเจอดอคเตอร์สาวสวยแจ่มคนนึง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นก็คืองานวิจัยที่เธอทำอยู่….” โทนี่พูดขัดเขาและพล่ามต่อไม่หยุดเช่นเคย ส่วนสตีฟก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วบอกตัวเองว่าลืมไปได้เรื่องนอน

เขากลายมาเป็นคนแรกที่โทนี่โทรหาเวลาอยากคุยกับใครได้ยังไงนะ

.

.

.

สามปีที่แล้ว

“นายรู้รึยังเรื่องที่เขาจะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานปิโตรเลี่ยมตรงท่าเรือเก่า” บัคกี้เดินมาตบใหม่เขาพร้อมกับทำหน้าเซ็งๆ แล้วยื่นหนังสือพิมพ์ของวันนี้ให้

“แฮมเมอร์เพิ่งคุยกับผู้ว่าออกข่าวใหญ่โตเชียว” บัคกี้พูดต่ออย่างหงุดหงิด ส่วนสตีฟก็รีบไล่สายตาอ่านตามหนังสือพิมพ์ที่อีกคนยื่นให้ สามพันเมกกะวัตต์ใหญ่ขนาดนั้นต้องทุบท่าเรือเก่านั้นทิ้งอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ท่าเรือด้วย แต่คงเป็นชุมชนแถบนั้นทั้งหมด

“เกลียดไอ้พวกบริษัทเฮงซวยพวกนี้จริงๆเว้ย” บัคกี้ตะโกนขึ้นด่าฟ้า สตีฟเข้าใจความหงุดหงิดของเพื่อนสนิทเป็นอย่างดี เพราะเขาเองก็รู้สึกไม่ต่างไปจากบัคกี้ เขาเลือกเรียนกฏหมายเพื่อจะใช้สิทธิเสรีภาพตามประชาธิปไตยสู้กับไอ้พวกบริษัทที่รักแต่ผลประโยชน์พวกนี้ แต่หลังจากเริ่มทำงานจริงสตีฟก็ได้เรียนรู้ว่างานของทนายอาสา แล้วก็เอ็นจีโอน่ะไม่เพียงพอกับการไปขัดขวางผลประโยชน์ของพวกบอร์ดที่เห็นแก่เงินหรอก

 

“จะผ่านการวิเคราะห์ผลต่อสิ่งแวดล้อมเหรอ” สตีฟถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ โรงไฟฟ้าฟอซซิลขนาดใหญ่แบบนั้น ในเขตใกล้ชุมชนแบบนั้นด้วย ไม่มีทางอยู่แล้ว

 

“โอ๊ย จะไปเหลือเหรอ” บัคกี้หันมาทำหน้าเซ็งใส่เขา “ก็รู้ๆกันอยู่ว่าแฮมเมอร์สนิทกับผู้แทนแล้วก็ซีเนเตอร์ใหญ่ๆในวอชิงตันขนาดไหน แถมยังมีลอบบี้ลิสต์ทำงานให้มันอีกเป็นร้อย พนันได้เลยว่าผ่านสบายๆ”

 

สตีฟกำหนังสือพิมพ์แน่น ในหัวหมุนติ้วพยายามหาทางออกให้เรื่องนี้ เขาผูกพันกับชุมชนริมท่าเรือนั้นมาก บ้านเด็กกำพร้าของเขาก็อยู่ที่นั้น ในเวลาที่เขาเหงาสุดๆ สตีฟก็ยังคงมีคุณป้าคุณตาแถบนั้นที่คุยกับเขา จนทำให้เขาไม่รู้สึกเหมือนเป็นเด็กที่ไร้ครอบครัว และนั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาโตขึ้นมาแตกต่างจากเด็กคนอื่นในบ้านเด็กกำพร้า เขาเรียนดีจนได้ทุนไปเรียนลิเบอร์รัล อาร์ตที่บราวน์แล้วต่อด้วยกฏหมายที่โคลัมเบีย

(Note: Brown กับ Columbia เป็นมหาลัยขึ้นชื่อด้านการที่นักศึกษาเป็นพวก liberal and activist อารมณ์คงประมาณธรรมศาสตร์เมืองไทยน่ะค่ะ) 

 

“แต่มันคงจะไม่ผ่านง่ายๆใช่ไหมถ้าหากมีบริษัทไหนสักบริษัทคิดจะมายื่นประมูลสู้” สตีฟพูดออกมาอย่างครุ่นคิด แล้วหันไปยิ้มให้กับบัคกี้ “ฉันว่าฉันมีแผนจะไล่แฮมเมอร์แล้วล่ะบัค”

               

สตีฟยืนรอชายเจ้าของตึกอยู่ข้างหน้าตึกสตาร์คทาวเออร์ มือปัดเสื้อเชิ้ตเรียบๆแล้วก็กางเกงแสล็คของตัวเองให้ดูเรียบร้อยขึ้นอีกนิด แต่ยังไงมันก็ไม่ได้ช่วยทำให้เขารู้สึกเหมือนแต่งตัวผิดกาละเทศะน้อยลงเลย ก็เพราะทุกคนที่เดินเข้าออกจากตึกนั่นเล่นใส่สูท แต่งตัวเฉียบ สตีฟส่ายศีรษะไล่ความคิด ช่างเถอะๆ สิ่งสำคัญคือเขาต้องมาเจอแอนโทนี่ เอ็ดเวิร์ด สตาร์ค ต่างหาก มาพูดให้เขาฟัง ไม่ได้มาแต่งตัวดีให้ใครมอง รู้หรอกว่ารออย่างนี้คงไม่ได้เจอคนที่เป็นถึงซีอีโอง่ายๆ แต่เขาโดนไล่ตะเพิดออกมาจากตึกสามรอบแล้ว และเขายังไม่อยากเข้าคุกข้อหาบุกรุก เพราะฉะนั้นทางเดียวที่เขามีคือต้องอดทน และโชคดีที่ความอดทนเป็นสิ่งที่เขามีเหลือเฟือ สตีฟกำแฟ้มเล็กๆในมือ ซ้อมคำพูดในหัว และภาวนาในใจว่าสตาร์คจะเป็นซีอีโอที่ยังพอจะมีหัวใจกับเขาบ้าง

ในที่สุดคนที่เขารอก็เดินออกมา พร้อมกับหญิงสาวผมทองในสูทดำ สตีฟชะงัก ไม่แน่ใจว่าเขาจะควรขัดบทสนทนาของทั้งสองคนหรือไม่...แต่ถ้าไม่ตอนนี้ เขาอาจจะไม่ได้เจอสตาร์ค อีกแล้ว คิดจบปุ๊บสตีฟก็ก้าวยาวๆพาตัวเองเดินตรงไปหาประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทสตาร์ค อินดัสตรี้ทันที

         

“เดี๋ยวคุณกฎหมายจบจากที่ไหนนะครับ พอดีผมได้ยินไม่ชัดเลย เห็นแต่ตาสีฟ้ากับโหนกแก้มของคุณแล้วมันรวมสมาธิไม่ได้เลย”

สตีฟต้องมองบนแรงๆให้กับประโยคที่เขาแอบได้ยินสตาร์คคุยกับสาวสวยชุดดำ หมอนี่เกี้ยวสาวอย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ ได้ชื่อว่าเพลย์บอยได้ยังไงเนี้ย

           

“เวลโพริสค่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมกับส่งยิ้มหวาน