I'll be seeing you 7/? (Tony/Steve)

posted on 15 Jun 2016 22:17 by translatefiction in MyFictions directory Fiction

https://mllelanefiction.wordpress.com/2016/06/12/ill-be-seeing-you-7-tonysteve/ ไปอ่านที่ WP ของเราก็ได้นะคะ 

 

 

ต้องยอมรับว่าการทำงานใกล้ชิดกับพ่อไม่ได้แย่อย่างที่โทนี่คิด พวกเขาใช้เวลาตอนเย็นหลังเลิกงานมาระดมสมองกัน โทนี่ยังไม่ได้รับอนุญาติให้เข้าร่วมทีมอย่างเป็นทางการ ที่จริงเขาดีใจด้วยซ้ำ เพราะถ้าวันใดวันหนึ่งเขาหายตัวไปจะได้ไม่ต้องมีคนตามหามากมายให้ยุ่งยาก ในคราแรกโทนี่ค่อนข้างงุนงงไม่น้อยเมื่อพ่อยืนยันว่าจะต้องสร้างเครื่องมือรวมรวบความเข้มข้นของไวต้าเรย์ให้อยู่ในรูปแบบเครื่องที่คนเข้าไปอยู่ข้างในนั้นได้ เพราะนั้นเป็นสิ่งที่เขาต้องการพอดีเป๊ะ อะไรจะลงล๊อคปานนั้น แต่เขาก็ไม่เข้าใจว่าพ่อจะสร้างเครื่องมือที่ให้คนเข้าไปอยู่ในห้องเก็บพลังงานรังสีเพื่ออะไร (นอกจากคนๆนั้นต้องการพลังงานจากรังสีมากพอที่จะจุดติดเครื่องมือข้ามเวลา แต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาจะเปิดปากถามหรอกนะ)

“ต้องใหญ่ขนาดไหนล่ะครับ เพราะถ้ายิ่งใหญ่พลังงานจากคลื่นรังสีจะยิ่งน้อยลง การเดินทางมันลดพลังงานคลื่นลงเยอะเลยนะครับ” โทนี่เขียนสมการแล้วคำนวน มุมสะท้อนของคลื่นมันจะทำให้เกิดการสะท้อนสมบูรณ์แบบที่ไม่เสียพลังงาน ให้มันกลับมารวมศูนย์ ณ จุดที่เขาต้องการ ไม่ได้ง่ายที่จะคิดเลย แล้วถ้าเครื่องมือยิ่งใหญ่จุดศูนย์กลางยิ่งกว้าง การคำนวนก็ยิ่งยากไปกว่าเดิมอีกเป็นร้อยเท่า แค่คิดก็ปวดหัวตุบ

 

“แค่ให้คนคนเดียวเข้าไปได้ก็พอแล้ว” โฮเวิร์ดตอบ พร้อมกับลูบหนวดอย่างครุ่นคิด

 

“นี้คุณคิดจะอธิบายเพิ่มเติมหน่อยไหมว่าคุณคิดจะให้มีคนอยู่ในเครื่องนั้นเหรอ รู้ใช่ไหมไวต้าเรย์ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ก็จริงแต่ในความเข้มข้นเยอะขนาดนั้นมันอาจจะเปลี่ยนสภาพดีเอ็นเอของมนุษย์ได้เลยนะ คลื่นพวกนั้นจะตัดสายดับเบิลเฮเล็กซ์กระจุยแล้ว--”

 

“เออ พอๆพ่อหนุ่มรู้แล้วว่าเธอฉลาด” โฮเวิร์ดยกมือห้าม  

“แต่นั้นแหละคือที่ฉันต้องการ พวกเราต้องการรังสีที่เข้มข้นพอที่จะเร่งปฏิกริยาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์” พ่อเขากัดริมฝีปากอย่างชั่งใจ เหมือนไม่แน่ใจว่าจะพูดต่อดีไหม แต่ก็ตัดสินใจยักไหล่แล้วพูดต่อ

“นี้ความลับนะพ่อหนุ่มห้ามไปแพร่ง--”

 

“ครับๆรู้อยู่แล้วอะไรๆในนี้ก็ลับทั้งนั้นแหละ นี้คุณคิดว่าผมจะไปเล่าให้ใครฟัง แล้วจะมีใครเชื่อว่าเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างผมจะไปรู้ความลับสุดยอดของรัฐบาลแล้วก็สตาร์ค อินดัสตรี้ได้” โทนี่พูดขัดอีกคน พร้อมกลอกตา จะรีบพูดอะไรก็รีบพูดสิพ่อ อย่าลีลา

 

“เธอนี้มันปากจัดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนเจอกันแรกๆเธอยังทำเหมือนจะเป็นลมกับแค่เห็นหน้าฉัน” โฮเวิร์ดส่ายหน้า “แต่นี้มันลับจริงๆ มีนักวิทยาศาสตร์ของพวกเยอรมันกำลังทดลองสิ่งที่เรียกว่าซุปเปอร์ โซลเดอร์ เซรุ่ม มันคือของเหลวที่ฉีดเข้าไปในร่างกายแล้วเปลี่ยนให้ผู้ถูกฉีดมีพลังเหนือมนุษย์ เปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอให้ยอดเยี่ยมที่สุดในทุกทาง กล้ามเนื้อ สมอง ปฏิกริยาตอบสนอง การรักษาตัวเอง มันคือการอัพเกรดมนุษย์ครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยได้ยิน สไตล์ฮิตเลอร์เขาเลย อัพเกรดพวกที่ด้อยค่าให้เป็นอย่างที่เขาต้องการ”

“มันฟังดูเหมือนไม่ดีใช่ไหม แต่จริงๆมันมีประโยชน์มากนะเจ้าหนู ลืมเรื่องที่มันเปลี่ยนคนให้เป็นเผ่าพันธ์ยอดเยี่ยมอย่างที่ฮิตเลอร์ต้องการ แต่โฟกัสเรื่องที่มันเปลี่ยนคนให้เป็นสุดยอดคนสิ เธอจะมีอาวุธชีวภาพที่ดีที่สุด เธอเปลี่ยนทหารของเธอให้ยอดเยี่ยมได้ พวกเขาจะฉลาด ฉับไว เข้มแข็ง เราอาจจะไม่ต้องการอาวุธทำลายล้างรุนแรงอีกแล้ว ไม่มีความจำเป็นสำหรับแมนฮัตตันโปรเจ็ค ซึ่งถึงจะยอดเยี่ยมมากแต่ปัญหาของมันคือไม่สามารถควบคุมความรุนแรงได้ ปืน จรวด หรือว่าระเบิด พวกมันไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง พวกมันคือสิ่งที่ทำลายล้างไม่เลือก หากแต่มนุษย์ โทนี่ มนุษย์สามารถคิดได้ เธอจะมีอาวุธที่เลือกทำลายเฉพาะศัตรู น่าสนใจใช่ไหมล่ะ”

 

“คุณจะตกงานน่ะสิ” โทนี่แกล้งพูด เขารู้ว่าพ่อกำลังพูดถึงอะไร โปรเจ็ครีเบิร์ธ โปรเจ็คที่สร้างกัปตันอเมริกา พ่อพูดถึงมันบ่อยๆ แต่เขาไม่เคยสนใจมันมากไปกว่ามันคือการทดลองที่ล้มเหลว สูตรน้ำยาพิเศษที่ใช้สร้างซุปเปอร์ โซลเดอร์นั้นหายไปในวันที่กัปตัน อเมริกาเกิด มีความพยายามอีกหลายครั้งที่จะสร้างเซรุ่มนั้นขึ้นมา แต่ก็พบแต่ความล้มเหลว โทนี่คิดเองหลายครั้งว่าความสำเร็จนั้นมันคงเป็นประมาณหนึ่งในล้านล้าน ฉีดน้ำยาเปลี่ยนดีเอ็นเอ ทำให้คนๆนั้นผ่านเครื่องรังสีที่ตัดสายดีเอ็นเอเขาให้ขาดแทนที่ด้วยน้ำยา มีสิ่งที่ผิดพลาดได้เยอะแยะเต็มไปหมด รังสีต้องได้ความเข้มข้นพอดี น้ำยาต้องจับกับดีเอ็นเอส่วนที่ต้องการเท่านั้น แล้วยังไม่นับรวมจิตวิทยาของคนที่ถูกทดลองอีก โชคดีชะมัดที่กัปตัน อเมริกาที่ว่าเป็นคนดี นึกไม่ออกเลยถ้าคนที่ถูกทดลองเป็นมนุษย์ที่จิตใจบิดเบี้ยวไปสักนิดจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็นะตอนนี้มันเป็นแค่ตำนานเท่านั้นกัปตัน อเมริกาตายไปพร้อมกับสงครามโลกเสียสละตัวเองเพื่อให้พวกเขาได้มีชีวิตอยู่ สิ่งนี้แน่ๆที่โทนี่แน่ใจเพราะเขาได้ยินพ่อคร่ำครวญถึงมันบ่อยๆเมื่อพ่อเมาไม่ได้สติ

 

“ฉันอาจจะดีใจก็ได้นะที่ฉันตกงาน เพราะมันหมายความว่าโลกนี้ไม่ต้องการอาวุธทำลายล้างอีกแล้ว” โฮเวิร์ด สตาร์คพูดออกมา ประโยคนั้นทำให้โทนี่ต้องหันมามองคนพูดให้เต็มๆตาอีกครั้ง นี้พ่อเขาจริงๆหรือ นี้คือคนเดียวกับผู้ชายที่ยืนอย่างภาคภูมิใจแล้วบอกสื่อทุกคนว่าไม่มีวันที่โลกนี้ไม่ต้องการอาวุธ และสันติภาพหมายความว่าคุณมีคลังแสงที่ใหญ่กว่าใคร ความแตกต่างนี้ได้แต่ทำให้โทนี่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ก่อนที่เขาจะเกิด ทำไมผู้ชาย...ผู้ชายที่คิดจะสร้างอาวุธที่ไม่ฆ่าคนบริสุทธิ์ถึงกลายมาเป็นโฮเวิร์ด สตาร์คที่เขารู้จักได้

 

“คุณเปลี่ยนไปนะ” โทนี่พึมพำออกมาเบาๆ แต่อีกคนในห้องก็ได้ยินชัดเจน

 

“เปลี่ยนเหรอ ฉันที่สร้างอาวุธต่างหากที่เปลี่ยน เธออาจจะไม่รู้แต่ฉันสร้างสตาร์ค อินดัสตรี้เพื่อให้เป็นเทคโนโลยี่แห่งอนาคต ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นบริษัทผลิตอาวุธตั้งแต่แรก แต่เพราะในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ไม่มีใครจ้างเราหรือมีเงินซื้อของนอกจากรัฐบาล ฉันถึงต้องยอมผลิตอาวุธ บางทีหลังจากสงครามฉันอาจจะกลับมาผลิตพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือรถบินได้อย่างที่อยากทำก็ได้” โฮเวิร์ดหันมายิ้มให้เขาก่อนจะหันกลับไปให้ความสนใจสมการตรงหน้าอีกครั้ง

 

โทนี่เม้มปาก เขาเคยถามตัวเองว่าทำไมคนที่งดงามและยอดเยี่ยมอย่างแม่ของเขาถึงตกหลุมรักผู้ชายเห่ยๆ ขี้เหล้า เอาแต่ทำงาน อย่างโฮเวิร์ดได้ แต่บางที...บางทีถ้านี่คือโฮเวิร์ดที่มาเรียเจอ เขาอาจจะเข้าใจเธอก็ได้ ครั้งหนึ่ง...นานมาแล้ว...พ่อของเขาเคยเป็นคนที่มองโลกด้วยเลนส์สีกุหลาบกับเขาด้วย เป็นผู้ชายที่เต็มไปด้วยความหวัง ความฝันที่จะทำสิ่งที่ดีกว่า ผู้ชายที่เขาไม่ได้มีโอกาสได้รู้จัก คิดแล้วโทนี่ก็รู้สึกเจ็บในหน้าอก และมันก็ไม่หายไปแม้เขาจะกลับมาถึงอพาร์ทเมนต์แล้วก็ตาม

 

ชายหนุ่มเดินไปคว้าหาขวดเหล้าที่เขาซื้อตั้งแต่วันแรกๆที่มาถึงที่นี่ เขาไม่ได้แตะเหล้าอีกเลย อยู่ที่นี่เขาไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาน้ำเมา...จนกระทั่งวันนี้...วันที่เขารู้ตัวว่าเขาคิดถึงพ่อแค่ไหน มันยอดเยี่ยมมากที่ได้เห็นพ่อตอนที่ยังเป็นอีกคน แต่มันยิ่งทำให้โทนี่รู้ตัวว่าเขาคิดถึงตาแก่ของเขา ผู้ชายที่เย็นชา ไม่เคยสนใจเขา เต็มไปด้วยข้อเสีย แต่เขาก็รัก...เขาก็ยังรักโฮเวิร์ด สตาร์คหมดหัวใจ เขารักพ่อเท่าที่ลูกคนหนึ่งจะรักได้ และเสียใจเป็นที่สุดที่เขาไม่มีวันจะได้พูดมันออกไปอีกแล้ว พ่อไม่มีวันจะได้รับรู้ ความฝันของแม่ที่จะเห็นพ่อกับเขาเข้าใจกันสักครั้งในชีวิตไม่มีวันเป็นความจริง โทนี่รู้สึกเหมือนก้อนขมๆมันมาจุกที่คอ เขาเปิดจุกวิสกี้แล้วเทเหล้าลงคอ หวังให้มันแผดเผาทุกความรู้สึกทิ้งไป ดื่มจนกว่าความเศร้าจะถูกฝังกลบ จนกว่าเขาจะลืมว่าชีวิตเขามันมีแต่เรื่องน่าผิดหวังแค่ไหน

โทนี่หลับตาแล้วกระดกขวดเหล้าขึ้นอีกครั้ง

 

############################

 

สตีฟไขกุญแจเข้ามาในอพาร์ทเมนต์ ในหัวคิดเรื่อยเปื่อยมาตลอดทางว่าวันนี้เขาจะทำอาหารเย็นอะไรดีนะ คิดแล้วก็ยิ้มกับตัวเอง เขาไม่เคยต้องคิดมากเรื่องอาหารเพราะสำหรับเขาแค่มีอาหารตกถึงท้องก็ดีใจมากพอแล้ว แต่ตั้งแต่มีโทนี่มาอยู่ด้วยเขาก็ต้องพิถีพิถันเรื่องนี้มากขึ้น เพราะเด็กหนุ่มผมดำคนนั้นกินยากกินเย็นสุดๆ บางครั้งก็ทำหน้าแหวะใส่อาหารที่เขาปรุงจนสตีฟอยากจะตบหัวอีกคนซะให้เข็ด หนอยคิดว่าเป็นคนออกเงินค่าอาหารแล้วจะเลือกกินได้รึไงห๋า แหมเขาก็ไม่ได้ทำอาหารเก่งสักเท่าไหร่เลย แต่ในเมื่อมีกันอยู่สองคน แล้วโทนี่นั้นฝีมือในการทำอาหารนับว่าแย่มาก แย่เป็นที่สุด สตีฟถึงไม่มีทางเลือกนอกจากจะเป็นคนรับผิดชอบเอง อาจจะดูเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้กลับทำให้เขารู้สึกดีซะงั้น รู้สึกดีที่จะได้กลับบ้านมาแล้วมีคนมานั่งรอทานข้าวพร้อมกับเขา คนที่จะพูดนู้นพูดนี่เล่าเรื่องทุกอย่างให้เขาฟังจนเขาหูเปื่อยไปเลย

“กลับมาแล้วโทนี่” สตีฟเปิดประตูออก ส่งเสียงทักทายคนที่คาดว่าจะกลับมาแล้ว เขากลับมาดึกเสมอเพราะหลังเลิกเรียนต้องไปทำงานพิเศษด้วย ปกติภาพที่เขาเห็นเมื่อกลับมาถึงจะเป็นโทนี่นั่งขมวดคิ้วมือถือดินสอมองกระดาษตรงหน้าอย่างครุ่นคิด ไม่ก็ถือไขควง ปืนเชื่อม หรืออะไรตามเรื่องของเจ้าตัว ตั้งแต่โทนี่มาอยู่ด้วย ห้องเขาก็เต็มไปด้วยเครื่องมือเครื่องใช้อิเล็กโทรนิคแบบที่เขาไม่เคยมีเงินซื้อมาใช้ ส่วนใหญ่โทนี่ยืนยันว่าเขาไม่ได้ซื้อแต่ไปเก็บมาจากถังขยะแล้วเอามาซ่อมแซมนู้นนี้ให้ใช้ได้อีกครั้ง

แต่วันนี้กลับแปลกออกไป เมื่อสตีฟก้าวเข้ามาในห้องกลับมืดสนิท มีเพียงไฟในครัวเพียงดวงเดียวเท่านั้นที่ส่องสว่าง ร่างโปร่งรีบกดสวิตช์เปิดไฟ...ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่โทนี่ทำให้เขา แล้วก้าวไปในห้องครัว ทันทีที่เดินเข้าไปใกล้สตีฟก็รู้ว่าต้องมีอะไรผิดปกติแน่นอน จมูกเขาได้กลิ่นเหล้าโชยมาชัดเจน อย่าบอกนะเด็กบ้านั่น หนุ่มผมทองสบถกับตัวเองแล้ววิ่งรุดไปที่ร่างโปร่งที่นอนเมามายไม่ได้สติอยู่บนพื้น มือของโทนี่ยังคงกำขวดแก้วแน่น ดูจากท่าทางของโทนี่แล้วก็ขวดเหล้าว่างเปล่าข้างตัว เด็กนี้เล่นดื่มคนเดียวไปเกือบหมดขวด จะบ้าตาย

 

“โทนี่ โทนี่” สตีฟเข้าไปเรียกอีกคน พยุงตัวโทนี่ให้นอนบนตักเขา มือแตะชีพจรของอีกคน โอเคยังเต้นด้วยอัตราปกติ โทนี่ยังคงมีลมหายใจ ผิวไม่ได้เปลี่ยนสี อุณหภูมิร่างกายไม่ได้ลดลง โอ๊ยอยากจะบ้าตาย ถ้าหมอนี้เป็นอะไรไปเขาจะลากเจ้าตัวหนักนี้ไปถึงโรงพยาบาลคนเดียวได้ยังไง สตีฟคิดอย่างตระหนก จะวิ่งไปตามบัคกี้ก็ไม่กล้าทิ้งให้อีกคนอยู่คนเดียว ข้างๆห้องเขาก็เป็นหญิงชรา

 

สตีฟวางศีรษะอีกคนลงกับพื้นแล้วรีบวิ่งไปที่เตียงคว้าผ้าห่มกับหมอน เขาต้องทำให้แน่ใจว่าโทนี่อบอุ่น และอุณหภูมิร่างกายไม่ลดต่ำ เขาคลุมผ้าห่มบนตัวโทนี่ ก่อนจะรีบไปหยิบแก้วน้ำ ต่อไปก็ต้องให้แน่ใจว่าไม่ได้ขาดน้ำ และเขาต้องปลุกโทนี่ให้ตื่นขึ้น สตีฟคุกเข่าลงข้างตัวคนที่ยังนอนนิ่ง เขาช้อนศีรษะอีกคนขึ้นแล้วเรียกชื่อเด็กหนุ่ม

“โทนี่ตื่นเถอะ” สตีฟพูดซ้ำๆ จนกระทั่งขนตายาวขยับ และดวงตาสีน้ำตาลไหม้จ้องเขากลับ

 

“สะ..สตีฟ” เสียงโทนี่แหบพร่า สตีฟพยักหน้าแล้วจ่อแก้วน้ำเข้ากับปากของอีกคน

 

“นายต้องตื่นมาดื่มน้ำนะ” หนุ่มผมทองขยับพร้อมลากตัวพวกเขาสองคนจนหลังของทั้งคู่ชนกำแพง เขารู้ว่าเขาต้องทำให้โทนี่ไม่หลับ อย่างน้อยก็จนกว่าแอลกอฮอล์ในเลือดจะลดต่ำลงกว่านี้ สตีฟช่วยพยุงโทนี่ให้ลุกขึ้นนั่งโดยไม่ลืมที่จะยังห่มผ้าให้อีกคน

 

“ม่าย อาว จา นอน” โทนี่พูดเสียงอู้อี้อย่างคนเมา ดวงตาเหมือนจะปิดลงอีกครั้ง แต่สตีฟไม่ยอมง่ายๆ เขายกมือขึ้นตบแก้มอีกคนดังเพี๊ยะ ขอโทษนะโทนี่แต่ฉันให้นายหลับไม่ได้เด็ดขาด

“โอ๊ย เจ็บนะ” โทนี่กุมแก้มตัวเองแล้วหันมามองเขาอย่างตกใจ ดูเหมือนจะสร่างเมาชั่วครู่ก่อนที่จะทำตัวเอนไปเอนมาอีกครั้ง

 

สตีฟรีบจ่อแก้วน้ำให้โทนี่ “ดื่มน้ำซะ” เขาทำเสียงดุใส่เด็กตรงหน้า “แล้วแค่นี้ก็ยังน้อยไปคิดบ้าอะไรของนายนะ วิสกี้เนี้ยนะ” สตีฟอดบ่นไม่ได้ รู้ว่าบางทีโทนี่อาจจะจำสิ่งที่เขาพูดไม่ได้เลยสักนิดตอนได้สติ แต่เขาก็ต้องขอพูดระบายความหงุดหงิดหน่อยเถอะ เจ้าพ่อคุณเอ้ย รู้ไหมว่าเขาน่ะรู้สึกเหมือนหัวใจจะวายตอนเห็นร่างโปร่งนอนทอดตัวบนพื้น จะรู้ไหมว่าเขาคิดไปแว่บนึงว่าเขาอาจจะเสียโทนี่ กลัวแทบตายว่าเมื่อไปถึงร่างตรงหน้าจะไม่หายใจแล้ว อยากจะตะโกนว่าเด็กบ้า เด็กบ้า เด็กบ้า ใส่หูอีกคนเป็นร้อยรอบ

 

โทนี่ทำหน้าบู้แต่ก็ยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม สตีฟจ้องอีกคนนิ่ง เมื่อเห็นว่าโทนี่ดื่มน้ำหมดโดยไม่สำลักเขาก็รู้สึกหายใจได้โล่งอก

“เอาอีกแล้วไหม”

 

โทนี่ส่ายหน้า “จะอ้วก”

 

คนตัวเล็กเบิกตากว้างอย่างตกใจ รีบกระวีกระวาดวิ่งไปหาถังขยะทันที เขาเร็วพอที่จะยื่นถังขยะมาตรงหน้าโทนี่ก่อนที่อีกคนจะโก่งคออาเจียนออกมา อาเจียนอย่างน้อยก็เอาเหล้าออกจากร่างกาย ก็ดีขึ้นหน่อย แต่ไอ้ที่อยู่ในกระแสเลือดตอนนี้น่ะสิที่น่าเป็นห่วง สตีฟคิดอย่างเครียดๆ แล้วลุกขึ้นไปเอาน้ำอีกแล้วมาให้โทนี่ เขารู้ว่าร่างกายคนเมาจะขาดน้ำ และต้องขอบคุณแม่ที่ลากเขาไปช่วยในโรงพยาบาลบ่อยๆทำให้เขาพอรู้ว่าจะปฐมพยาบาลคนเมาได้ยังไง

โทนี่ยื่นแก้วน้ำคืน หลังพิงกำแพง หายใจหนัก ตาเหมือนจะปิดอีกครั้ง

 

“ห้ามหลับนะ” สตีฟรีบตะโกน เมาขนาดนี้หลับได้ไง เดี๋ยวหลับแล้วหลับเลย หลับไม่ตื่นฟื้นไม่มีหรอก

 

โทนี่ครางเบาๆ แต่ก็หันมามองเขา ตาสีน้ำตาลนั้นขุ่นมัว แถมยังแดงอย่างชัดเจน เด็กนี้นอกจากเมาแล้วยังร้องไห้อีกเหรอ สตีฟอดรู้สึกสงสารอีกคนขึ้นมาครามครันไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นอีกนะ หลายๆวันที่ผ่านมาก็ดีๆอยู่ แต่เขาเรียนรู้แล้วว่าห้ามเดาไปเองว่าโทนี่รู้สึกยังไง คนข้างตัวเขาอารมณ์ขึ้นๆลงๆยิ่งกว่าคลื่นในอ่าว เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย เขาเริ่มจะทำใจได้บ้างแล้วว่าเขาคงไม่มีวันเข้าใจเด็กนี้ได้ทั้งหมด

สตีฟยกแขนขึ้นรั้งศีรษะโทนี่ให้มาซบกับไหล่ของเขา รู้ว่าอีกคนชอบสัมผัสจากมนุษย์คนอื่น เหมือนตลอดชีวิตโทนี่ สตาร์คไม่ถูกกอดมากพอ

“กระดูกทิ่ม” โทนี่บ่นเบาๆ แน่ะยังปากเก่งกับเขาได้อีก แต่ถึงบ่นโทนี่ก็ไม่ได้ขยับศีรษะไปไหน สตีฟถอนหายใจ ใกล้กันขนาดนี้เขาได้กลิ่นแอลกอฮอล์จากลมหายใจอีกคนได้ชัดเจน ทำให้นึกถึงคืนแรกที่โทนี่โผล่มาในห้องเขา สภาพคล้ายกับแบบนี้ไม่มีผิด ตอนนั้นเขาได้แต่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อรู้แล้วว่าโทนี่เสียแม่ไปในคืนนั้นเขาก็พอจะเข้าใจ แล้ววันนี้มันเกิดอะไรขึ้นอีกเนี่ย อะไรที่ทำให้เด็กนี้กลับมาดื่มหนักได้ขนาดนี้

 

“อยากจะเล่าให้ฉันฟังไหม” สตีฟถามออกมา พยายามจะไม่ทำน้ำเสียงตัดสินอีกคน

 

โทนี่เงียบไปนานจนกระทั่งสตีฟคิดว่าอีกคนคงไม่ตอบคำถามเขาแล้ว เสียงสั่นเครือน้อยๆของคนข้างตัวเขาถึงได้ดังขึ้น “คุณเคยคิดไหมว่าชีวิตคุณนี้มันโคตรจะนรกขุมสุดท้ายเลยไหม พระเจ้าต้องเกลียดคุณขนาดไหนถึงให้ชีวิตคุณเป็นแบบนี้”

 

สตีฟกระพริบตาถี่ๆ โทนี่ไม่เคยมีน้ำเสียงแค้นเคืองขนาดนี้ เกิดอะไรขึ้นเนี่ย เขาเงียบรอให้อีกคนเล่าต่อ

 

“ผมคิดมาตลอดเลยรู้ไหม ชีวิตผมมันโคตรบัดซบ ผมใช้ชีวิตเกือบยี่สิบปีโดยคิดว่าพ่อไม่เคยต้องการผม และผมคิดว่ามันโอเค ไม่เป็นไรถ้าเขาไม่ต้องการผม ผมก็ไม่ต้องเขา แต่มันไม่ใช่สตีฟ” โทนี่สะอื้นเบาๆ “ผมต้องการเขา ผมอยากให้เขาคิดสักนิดว่าผมน่าภูมิใจ ผมอยากเป็นลูกชายที่เขารัก เพราะผมรักเขา พ่อจะห่วยขนาดไหน เป็นผู้ชายที่น่ารังเกียจสำหรับคนทั้งโลกขนาดไหนผมก็รักเขา ถ้าผมเกลียดเขาได้จริงๆมันคงง่ายกว่านี้เยอะ”

“แล้วผมดันมารู้สึกตัวตอนที่ผมไม่มีวันมีโอกาสพูดบอกพ่อไปอีกแล้ว”

 

สตีฟลูบผมของโทนี่เบาๆ ไม่รู้ว่าจะปลอบใจอีกคนยังไงดี เรื่องนี้เขาก็ไม่เก่งซะด้วย เขาเองก็โตมาโดยไม่มีพ่อ เขาไม่มีโอกาสได้รู้จักกับพ่อเลยด้วยซ้ำ เคยอยากจะแค้นพ่อบ้าง แต่ก็นะ...พ่อคงไม่ได้ตั้งใจจะตายหรอก สิ่งที่ทำให้รู้สึกดีอย่างเดียวก็คือความเชื่อที่ว่าพ่อสละชีวิตเพื่อให้เขาโตขึ้นมาในโลกที่มีเสรีภาพ ไม่ได้อยู่ใต้อาณัติใคร แต่เขาก็เป็นคนสุดท้ายที่จะให้คำแนะนำใครเกี่ยวกับเรื่องพ่อ

 

“ไม่ใช่แค่เรื่องพ่อกับแม่ แต่ทั้งชีวิตผมเลย รู้ไหมสตีฟผมไม่เคยมีเพื่อนเลยสักคน” โทนี่พูดต่อเหมือนเมื่อได้ระบายแล้วเขื่อนแตก “นามสกุลผมมันต้องสาป มีเงินก็จริง แต่ไม่มีคนจริงใจด้วย ไม่มีใครเข้าหาผมอย่างที่จริงใจเลย ทุกคนต้องการอะไรสักอย่างทั้งนั้น ผมแค่อยากจะมีใครสักคน” โทนี่สะอื้นฮัก ใบหน้าซุกเข้ากับไหล่เขา สตีฟยกมือขึ้นโอบอีกคนเอาไว้แน่น จนพวกเขาเสียหลักล้มไปบนพื้นด้วยกันโดยที่สตีฟกลายเป็นฟูกให้โทนี่หนุน แต่ดูเหมือนคนที่กำลังเมาร้องไห้จะไม่ได้สังเกตเลย เพราะโทนี่ยังคงสะอื้นร้องไห้ไม่หยุด

“แล้วเรื่องสุดท้ายที่ห่วยที่สุดคืออะไรรู้ไหม ผมคิดว่าผมเจอคนที่ผมจะเรียกว่าเพื่อนได้แล้ว ก็คือคุณไง”

 

“ใช่ฉันเป็นเพื่อนนาย” สตีฟรีบตอบกลับ เขาอยากจะพูดออกไปตั้งแต่แรกแต่ไม่รู้ว่าอีกคนจะคิดว่าเขาเป็นเพื่อนรึเปล่า ได้ยินอย่างนี้ค่อยอุ่นใจหน่อย แต่เดี๋ยวนะโทนี่บอกว่าห่วย?

 

“นั้นแหละประเด็นสตีฟ” โทนี่ยกศีรษะขึ้นมามองหน้าเขานิ่ง “ผมอยากจะให้คุณเป็นเพื่อน อยากจะเรียกว่าคุณเป็นเพื่อน แต่ผมมันดันต้องมีอะไรผิดปกติสักอย่างเพราะต้องการคุณมากกว่านั้น ผมอยากจะจูบคุณ ผมอยากจะนอนกับคุณ ให้ตายสิผมไม่ควรจะอยากลากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนขึ้นเตียงใช่ไหม”

 

สตีฟเบิกตากว้างอย่างตกใจ เขาอ้าปากพะงาบๆ ไม่รู้ว่าจะตอบอะไรออกไปดี หัวหมุนไปหมด โทนี่ต้องเมามากแน่ๆ บ้าไปแล้วแน่ๆ

 

“ไม่ควรจะอยากทำแบบนี้กับคุณเลย” โทนี่กระซิบ ก่อนจะก้มหน้าลงแล้วจูบปากเขาเบาๆ แล้วฟุบลงไปบนไหล่ของเขาอีกรอบ

 

สตีฟได้แต่ตกใจจนตัวแข็ง ทำอะไรไม่ถูก ก็...ก็เขาเพิ่งเสียจูบแรกให้กับคนที่เมาไม่ได้สติสุดๆ โอ๊ย โทนี่นายจะมาทิ้งระเบิดแล้วหลับไปอย่างนี้ไม่ได้นะ

.

.

.

สรุปคือสตีฟต้องปลุกโทนี่ขึ้นมาอีกรอบ ป้อนน้ำให้อีกคน ดูโทนี่อ้วกอีกครั้ง วนไปวนมาจนเขาแน่ใจว่าโทนี่พอจะโอเคเขาถึงยอมปล่อยให้อีกคนผลอยหลับไป แต่สำหรับสตีฟแล้วเขานอนไม่หลับเลยสักนิด สิ่งที่เกิดขึ้นตอนหัวค่ำทำเอาเขาคิดมาก บอกตัวเองว่าโทนี่อาจจะเมามากไป เพราะตอนตื่นมาอีกรอบโทนี่ก็ไม่ได้มีท่าทางจะจำได้เลยว่าทำอะไรลงไป มีแต่บ่นปวดหัวกับคอแห้ง

แล้วคิดๆดูแล้วคนปกติดีๆที่ไหนจะมาชอบเขาแบบนี้ ถึงจะมีคนชวนสตีฟขึ้นเตียงก็เถอะ แต่พอโดนปากจัดๆของเขาด่าเข้าให้ก็ต้องถอยทุกคน ไม่มีคนที่รู้จักเขาดีพอที่จะชอบเขาได้แบบนั้นหรอกสตีฟคิดกับตัวเอง

ชายหนุ่มพลิกตัวอีกรอบ ก็นั้นแหละเป็นเหตุผลที่เขาไม่เคยคิดจะพูดอะไรกับบัคกี้ ไม่เคยคิดจะสารภาพ ไม่เคยอยากจะทำให้บัคกี้ลำบากใจ ก็เพื่อนสนิทของเขาไม่มีวันชอบเขาได้อย่างนั้นอยู่แล้ว มีแค่สตีฟเท่านั้นแหละที่จะไล่ตามคนอื่นเรื่อยไป ดังนั้นพอโทนี่มาพูดอย่างนี้….มันถึงแปลกประหลาดเป็นที่สุด

เด็กนั้นอาจจะไม่รู้จักความรักก็ได้ อาจจะกำลังสับสนเพราะเขาเป็นคนแรกที่ใจดีด้วย ต้องเป็นเพราะอย่างนั้นแน่ๆสตีฟพยายามบอกตัวเอง

โอ๊ย แล้วหัวใจเขาก็ไม่ควรจะเต้นเร็ว เขาเป็นบ้าอะไรเนี้ย

 

สุดท้ายคืนนั้นกว่าเขาจะหลับได้พระจันทร์ก็เกือบจะลับขอบฟ้าไปอยู่แล้ว

 

################################

 

“เคร้ง เคร้ง” เสียงขวดแก้วกระทบกันปลุกให้โทนี่ค่อยๆลืมตาขึ้น ก่อนที่เขาจะต้องเสียใจแล้วรีบปิดตาลง เพราะแสงแดดที่ลอดเข้ามาในห้องทำให้เขาปวดหัวจี๊ด เขาครางออกมาเบาๆ

 

“ตื่นแล้วเหรอพ่อตัวดี” เสียงทุ้มจากข้างเตียง โทนี่ไม่ต้องเปิดตาก็รู้ว่านี้เสียงใคร เสียงดุๆบ่นๆแบบนี้มีคนเดียวในโลก

 

“คุณเงียบๆหน่อยได้ไหม ผมปวดหัว” โทนี่บ่นพร้อมขมวดคิ้ว ให้ตายสิเขาเมาขนาดไหนเนี้ย แล้วไหงถึงมานอนที่เตียงได้

 

“ไม่ได้ จริงๆอยากจะกระชากม่าน แล้วเอาฉาบมาตีข้างๆหูนายด้วยซ้ำ”

 

โทนี่คราง นี้สตีฟไปกินรังแตนจากไหนมา ปกติถึงจะดุกับเขาแต่ก็จะใจดีกว่านี้ไม่ใช่รึไง เสียงตุบเหมือนใครบางคนนั่งลงบนเตียงก่อนที่จะมีผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าเขา

“ทำให้ต้องเป็นห่วงตลอดเลยรู้ไหมเด็กบ้า”

 

โทนี่ฝืนเปิดตาขึ้น แล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะใบหน้าของอีกคนน่ะเป็นห่วงเขาจริงๆเสียด้วย คิ้วเรียวนั้นขมวดเข้าหากัน ดวงตาคู่สวยฉายแววเป็นห่วงชัดเจน

“รู้รึยังล่ะผมรู้สึกยังไงเวลาคุณกลับมาทุกเย็น”

 

นิ้วเรียวดีดหน้าผากเขา “ไม่เหมือนกันสักนิด”

 

“เหมือนเด๊ะๆ” โทนี่ยังเถียง รู้ตัวว่ายังไงก็แพ้ แต่ก็สนุกที่ได้ต่อปากต่อคำ

 

สตีฟส่ายหน้าก่อนจะก้มตัวลงพยุงเขาขึ้นนั่ง หัวใจโทนี่เต้นเร็วอีกแล้ว มันเป็นอย่างนี้เสมอตั้งแต่วันที่เขารู้สึกตัวว่าความรู้สึกที่เขามีให้สตีฟอาจจะไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่อง และเขาคิดว่าเขาเก็บมันได้เป็นอย่างดีนะ แม้มันจะยากมากก็เถอะ อย่างการที่ต้องนอนด้วยกันทุกคืน หรือตื่นมาโดยมีอีกคนซุกหน้าอกทุกเช้า หรือเวลาแบบนี้ที่สตีฟมาทำใจดีด้วย จริงๆเกือบจะตลอดเวลาเลย แย่แล้วใช่ไหมโทนี่ สตาร์ค

 

พอเห็นเขานั่งได้สตีฟก็ก้มลงไปหยิบแก้วน้ำที่วางอยู่บนพื้นแล้วยื่นให้เขา โทนี่พึมพำขอบคุณเบาๆแล้วดื่มของเหลวนั้นในทีเดียว เขาคอแห้งเป็นผงเลย เป็นอย่างนี้ทุกครั้งเวลาดื่มหนักเกินไป ปกติจะเป็นพยาบาลนะที่ทำอย่างนี้ให้ เพราะเขามักจะไปโผล่ที่ห้องฉุกเฉินแทนที่จะมีคนมาดูแลเขาแบบนี้

 

“เป็นเด็กเป็นเล็กริอาจดื่มนะ” สตีฟบ่นพร้อมกับมองเขาอย่างไม่พอใจ โทนี่จิ้มนิ้วไปที่หว่างคิ้วของอีกคนที่ตอนนี้มันเป็นเส้นตรงยาวๆแล้ว

 

“ทำหน้าดุใส่ผมจนหน้าย่นไปหมดแล้ว”

 

“ก็ควรไหมล่ะ ถ้าเมื่อคืนฉันต้องทำงานอีกกะจะเป็นยังไง”

 

โทนี่ก้มหน้า ก็พอนึกออกว่าคงอันตรายขนาดไหนที่เมาขนาดนั้นโดยไม่มีคนดูแล เขาอาจจะหมดสติ หยุดหายใจ หรือสำลักอาเจียนตายได้ อยากจะขอโทษออกมา แต่คำว่าขอโทษมันกลับคิดอยู่ที่ปากไม่ยอมหลุดออกมาง่ายๆน่ะสิ ก็มันไม่ชินนี่ที่ต้องขอโทษใคร

 

“ฉันเอาเหล้าไปทิ้งหมดแล้วนะ” สตีฟพูดต่อ โทนี่พยักหน้าตอบรับ ต้นเสียงเคร้ง คร้างที่ปลุกเขาตื่นสินะ เขาช้อนตามองสตีฟ ใช้สายตาอ้อนๆแบบที่รู้ว่าได้ผล แต่คราวนี้กลับไร้ผลเพราะสตีฟดันดีดหน้าผากเขาอีกรอบ  

“ไม่ต้องมาอ้อน” รู้อีกว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร

 

สตีฟเงียบไปอึดใจก่อนจะดึงเขาเข้าไปกอด โทนี่พยายามจะดันตัวออกเพราะฮัลโหลสตีฟกับการกอดตอนที่เขายังสติไม่เต็มร้อยนี้ไม่ค่อยจะดีเลยนะ เขาอาจจะสติหลุดแล้วเผลอทำอะไรที่เสียใจอย่างจูบอีกคนเข้าก็ได้ รู้ไหมเนี้ยเขาต้องอดทนขนาดไหนที่จะทำเป็นหน้านิ่งในทุกวันนี้นะ

“ห้ามดื่มอีกแล้วนะเข้าใจไหมโทนี่” สตีฟพูดเบาๆ เสียงนั้นทำให้อะไรสักอย่างในใจโทนี่ละลายเขาเลิกต่อต้านแล้วแค่พยักหน้าตอบรับ อีกคนหันมาจูบขมับเขาเบาๆ “เหล้าไม่เคยแก้ไขอะไรได้ นายจะดื่มจนลืมก็ได้ แต่เมื่อตื่นขึ้นมานายก็ยังอยู่ในโลกเดิมๆ”

 

“แต่มันก็เจ็บน้อยลง แค่สักแป๊บเดียวก็ยังดี” โทนี่พูดเบาๆ

 

“ฉันรู้ ไม่มีใครอยากเจ็บตลอดเวลาทั้งนั้น แต่มันไม่ใช่ทางแก้โทนี่ มันเป็นแค่ทางหลบปัญหา แล้วนายไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกใช่ไหมฮึ นายไม่ใช่คนที่จะซุกหัวลงกับพื้นทรายแล้วทำเหมือนว่าปัญหามันจะหายไปเองแค่นายลืมมัน”

 

โทนี่หัวเราะขื่นๆ เขาเป็นคนอย่างนั้นแป๊ะๆเลยล่ะ เขาแย่ที่สุดที่จะพูดเรื่องในใจออกมา เขาทำเป็นลืมเรื่องที่ทำร้ายความรู้สึกเขา ปล่อยให้มันกัดกินใจ จนเมื่อทนไม่ไหวก็เมาซะให้ลืมเลือนไปชั่วครู่

เขารู้ว่านั้นเป็นหนทางของคนขี้ขลาด

แต่ไม่ใช่ทุกคนซะหน่อยที่เกิดมาอย่างเข้มแข็ง

“ไม่ใช่ทุกคนซะหน่อยที่เป็นเหมือนคุณ”

 

สตีฟเงียบไปนานก่อนจะพูด “สารภาพเลยนะฉันก็ทำไม่ได้ทุกครั้ง ไม่ใช่ทุกครั้งที่ฉันจะยืนหยัดแก้ปัญหาได้ มีหลายครั้งด้วยซ้ำที่ฉันอยากจะลืมมันไป อยากจะขังตัวเองแล้วบอกว่าไม่เอาอีกแล้ว ไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว แต่ชีวิตคนเรามันไม่ใช่อย่างนั้น โลกต้องหมุนและเราต้องมีชีวิตต่อไป เจ็บแค่ไหนก็ต้องบอกตัวเองว่าเราจะต้องทำให้ดีที่สุดเพื่ออนาคต มันต้องมีสักวันที่อะไรๆจะดีขึ้น”

 

“แล้วถ้าไม่มีล่ะ ผมรอมาสิบแปดปีแล้วนะ” โทนี่ถามเสียงเล็ก เกลียดตัวเองที่ทำเหมือนเป็นเด็กขนาดนี้ สตีฟที่คงอายุมากกว่าเขาไม่กี่ปีกลับช่างเข้มแข็งกว่าเขามากมาย

 

“แค่สิบแปดเองปีนะโทนี่ สตาร์ค แล้วอย่าบอกนะว่านายไม่เคยเจออะไรดีๆเลยตลอดสิบแปดปี อย่างน้อยๆอาหารที่ฉันทำก็ควรจะอยู่ในลิสต์สิ่งดีๆในชีวิตนายสิ” สตีฟพูดจูบขมับเขาอย่างปลอบโยนอีกครั้ง โทนี่หัวเราะเบาๆ

 

“สิ่งดีๆที่ทำให้ผมน้ำหนักลดน่ะสิ” โทนี่กัดอีกคนเบาๆ ไม่ใช่อาหารหรอกแต่เป็นคุณต่างหาก สิ่งดีๆที่ผมต้องรอถึงสิบแปดปีกว่าจะได้เจอ

โทนี่กระชับแขนที่กอดอีกคนแน่นขึ้น ไม่เข้าใจว่าสตีฟทำได้ยังไง เขาเจอเรื่องร้ายๆมาตลอดชีวิตแล้วยังคงมองโลกอย่างมีความหวังได้ยังไง แต่ถ้าสตีฟยังเข้มแข็งได้ เขาก็ต้องทำได้สิ

เขาจะต้องเข้มแข็งให้ได้ โทนี่บอกกับตัวเอง

 

##########################

 

“นี้สตีฟ นายจะสนิทกับเด็กที่บ้านนายมากไปหน่อยรึเปล่า” บัคกี้ถามเป็นรอบที่สามของวัน หลังจากสตีฟยืนยันว่าเขาไม่อยากไปเดทคู่กับบัคกี้แล้วเพื่อนสาว เขามีนัดกับโทนี่เอาไว้แล้ว เขาไม่ได้โกหกนะ วันนี้เป็นวันพุธ ตั้งแต่คืนที่โทนี่พาเขาไปดูดาวคืนนั้น พวกเขาก็ทำมันเหมือนเป็นกิจกรรมประจำสัปดาห์ บางครั้งสตีฟก็จะเอาสมุดวาดรูปพร้อมกับตะเกียงแก๊สขึ้นไปด้วย เขาชอบสเก็ตช์ภาพขอบฟ้า หรือไม่ก็ภาพใบหน้าของโทนี่ยามที่เจ้าตัวยิ้มขณะเล่าเรื่องดวงดาวให้เขาฟัง หลายๆครั้งสตีฟก็ไม่ได้เข้าใจหรอกว่าโทนี่กำลังพูดถึงอะไร เพราะโทนี่ชอบพูดถึงทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์ที่เขาไม่เคยได้ยิน แต่เขาก็พยักหน้าแล้วปล่อยให้เด็กชายพูดไปเรื่อยๆ โทนี่ดูจะมีความสุขมากที่ได้พูดเรื่องพวกนี้

แล้วเขา...ก็ชอบเวลาเห็นโทนี่มีความสุข

 

พวกเขาก็ยังเถียงกันเป็นประจำ โทนี่ยังคงมองโลกไม่เหมือนเขา เขาเรียนรู้มากพอที่จะรู้ว่าโทนี่มีวิธีคิดที่ตรงข้ามกับเขาโดยสิ้นเชิง โทนี่เป็นคนที่...ยังไงดีหล่ะ...ต้องเรียกว่าสนใจผลมากกว่าสนใจการกระทำ ถ้าได้ผลที่ต้องการ วิธีจะเป็นยังไงก็ช่างมัน แต่สำหรับเขานั้นตรงข้ามเลย ผลดีน่ะเขาก็อยากได้ แต่เขาขอเลือกทำโดยวิธีที่ถูกต้อง ไอ้ความคิดที่ไม่เหมือนกันอย่างนี้แหละที่ทำให้พวกเขาเถียงกันเป็นประจำ มันทำให้เขาหงุดหงิด แต่เขาก็สนุกที่ได้คุยกับคนที่ต่าง โทนี่ท้าทายเขาอย่างที่ไม่มีใครทำ และถึงจะเห็นต่างแต่โทนี่ก็เคารพการตัดสินใจของเขา มองสตีฟเป็นคนๆหนึ่งไม่ใช่แค่ไอ้ตัวเล็กน่ารำคาญเหมือนคนอื่น

 

“ก็เขาเป็นเพื่อนร่วมห้อง” สตีฟตอบปัดๆ

 

“ใช่แน่เร้อ นายน่ะช่วงนี้อะไรก็โทนี่ โทนี่ โทนี่นะ” บัคกี้พูดแล้วเลิกคิ้วมองเขา สตีฟถอนหายใจ ก็พอจะรู้ตัวอยู่บ้าง เขาไม่ได้ตั้งใจหรอก แต่โทนี่เป็นเริ่มเป็นส่วนที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆในชีวิตเขาแล้วจริงๆ สตีฟยังนึกไม่ออกเลยวันที่พวกเขาต้องลากันมันจะเป็นยังไง

ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขามันเป็นอะไรที่...อึมครึม...แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าจูบนั้นเป็นเพราะโทนี่เมา แต่เขาก็สลัดมันออกจากหัวไม่ได้ รวมถึงคำสารภาพของโทนี่ด้วย แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่มีท่าทีจำได้เลยว่าพูดอะไรออกไป โทนี่ไม่ได้เปลี่ยนไปด้วย เขาต่างหากที่เริ่มเปลี่ยนไป โดยไม่รู้สึกตัวสตีฟค่อยๆเริ่มสังเกตโทนี่ เขาเริ่มเห็นว่าโทนี่ใจดีกับเขาขนาดไหน เด็กนั้นทำแผลให้เขาทุกวันที่เขากลับมา คอยดูแลให้เขากินอาหารให้เป็นปกติ ทำให้เขาหัวเราะเวลาที่เห็นเขาทำหน้าเครียด โทนี่ยังกอดเขายามที่เขาคิดถึงแม่ พวกเขาจะนั่งลงที่โต๊ะอาหารพูดถึงอดีตที่เจ็บปวด แต่มันดูเหมือนจะเจ็บน้อยลงนิดนึงเวลาที่มีคนมาแบ่งปัน และโทนี่เป็นคนนั้น คนที่ยอมแบ่งปันความเจ็บปวดไปจากสตีฟ

แล้วไม่ใช่แค่นิสัยแต่ยังเป็นลักษณะภายนอก โทนี่ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่หรอก ตรงกันข้ามเลย เขายังรู้สึกผิดทุกครั้งที่มองกล้ามเนื้อแข็งแกร่งของโทนี่ หรือคิดว่าใบหน้าอีกคนดูดีขนาดไหน ก็เพราะให้ตายสิเด็กนั้นอายุแค่สิบแปดนะ เขาไม่ได้ชอบเด็กนะ มันรู้สึกผิดเข้าใจไหม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโทนี่น่ะดึงดูดใจ รอยยิ้มกวนๆ ตาที่เป็นประกาย คิดแล้วใบหน้านั้นก็ลอยขึ้นมาในหัวทำให้สตีฟต้องรีบส่ายหน้าลบความคิดบ้าๆนั้นซะ

 

ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือสตีฟไม่รู้ว่าเขาจะรู้สึกกับโทนี่ยังไงดี เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าชาตินี้เขาจะชอบคนอื่นนอกจากบัคกี้ได้รึเปล่า คิดแล้วสตีฟก็เหลือบมองคนข้างตัว เขาชอบบัคกี้มานานมาก นานเท่าที่จำความได้ บัคกี้เป็น...เป็นรักครั้งแรก และสตีฟคิดว่ามันคงจะเป็นรักครั้งสุดท้ายด้วย จะมีใครที่เขาจะได้ใกล้ชิดเท่ากับบัคกี้อีก แล้วที่สำคัญเขาไม่ได้โง่ขนาดคิดว่าตัวเองจะมีชีวิตยืนยาวขนาดเจอคนอีกมากมาย แค่มีอายุจนถึงยี่สิบสองแค่นี้เขาก็เป็นปาฏิหาริย์ทางการแพทย์แล้ว

เพราะฉะนั้นเขาเลยไม่เคยมอง ไม่เคยคิด เชื่อว่าบัคกี้คือคนๆเดียวเท่านั้น แต่บางที...บางที...โลกของเขาอาจจะมีคนอื่นอีกก็ได้

############

TBC 

 

Comment

Comment:

Tweet

Tags